แสงลวงกลางใจ
แสงแดดสายต้นๆ ลอดผ่านม่านสีขาวของห้องประชุมชมรมวิศวกรรม มินตราเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนจางในชุดยีนส์เก่าๆ กับรองเท้าผ้าใบลายสีสด ความเงียบในห้องกลับยังแน่นขนัด คนในห้องละสายตาจากหน้าจอบ้าง หันมามองสาวผมยาวตรงที่เข้ามาใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กวินเงยหน้าขึ้นจากสมุดจด เขาเพิ่งจัดประชุมทีมเวิร์ควางแผนสร้างผลงานแข่งโครงการข้ามคณะ ห้องทั้งห้องดูมีแต่บรรยากาศตึงเครียด “สวัสดีครับมินตรา… มาแล้วเหรอ” เขาทักเบาๆ ด้วยน้ำเสียงตรงๆ นิ่งๆ
“ขอโทษที่มาสายนะ พอดีติดเตรียมแบบร่างนิดหน่อย” มินตราพูดด้วยยิ้มแห้ง แต่สายตาก้มต่ำเล็กน้อย เธอวางสมุดสเก็ตช์ไว้ข้างตัว หันไปส่งยิ้มให้เพื่อนใหม่ร่วมทีม
“เราวางแผนงานไปได้ครึ่งนึงแล้ว ยังขาดไอเดียเรื่องดีไซน์อยู่นะ” สุวิทย์ สมาชิกชมรมอีกคนมองไปทางมินตราอย่างคาดหวัง
“แบบร่างมินตราน่าจะช่วยเติมเต็มโครงสร้างเราได้ดี” รัชต์กล่าวเพิ่ม บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายเมื่อมีเสียงเห็นพ้อง
มินตราเลื่อนสมุดสเก็ตช์ออกมา พลิกหน้าอย่างลังเล ก่อนยื่นให้กวินดู “ฉันลองวาดหลังคาแบบนี้ เพราะคิดว่าคงสื่อถึงพื้นที่รวมพลได้ดี…” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย รอปฏิกิริยา
กวินรับสมุด สายตาเคลื่อนไปบนเส้นดินสอที่วาดอย่างตั้งใจ เขานั่งเงียบครู่หนึ่งก่อนตอบ “สวยดีนะ ดูสดใสกว่าสิ่งที่ผมคิดไว้เยอะเลย… แต่ถ้าเพิ่มเสาตรงนี้จะทำให้รับน้ำหนักได้ดีขึ้น”
เธอนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนแลกเปลี่ยนสายตากับเขา “ขอบคุณที่ช่วยดู… บางทีฉันคิดมากไปเองแหละว่ามันคงแปลกตา”
รัชต์กระแอมเบาๆ ก่อนยกมือขัดจังหวะ “เอ่อ งั้นมินตรากับกวินช่วยปรับแบบด้วยกันนะ เย็นนี้หลังเลิกเรียนเลยดีไหม?”
เสียงขานรับอ้อมแอ้ม แต่มินตรากับกวินกลับมองหน้ากันเงียบๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างค้างคา
หลังเลิกเรียน นักศึกษาก็ทยอยกันออกจากคณะ เสียงพูดคุยหัวเราะไกลลิบ ในห้องชมรมกลับมีเพียงแสงที่ค่อยๆ หม่นลง กวินนั่งรอที่โต๊ะ มองนาฬิกาบนนาฬิกาข้อมือตัวเอง เธอเข้ามาเงียบๆ ในมือยังจับสมุดสเก็ตช์แน่น
“วันนี้…มันเหนื่อยมากเลยนะ” เธอพูดขึ้นเบาๆ ขณะสาวเท้ามานั่งตรงข้าม
“เรื่องที่บ้านหรือ?” เขาถามเสียงเบา นัยน์ตาเลื่อนไปยังมือที่เธอวางกับขอบโต๊ะอย่างเกร็ง
มินตราเงียบ ก่อนพยักหน้าช้าๆ “แม่ไม่ค่อยเข้าใจว่าฉันเลือกเรียนศิลปะเพื่ออะไร เขาว่าเด็กผู้หญิงควรเลือกอะไรที่มั่นคงกว่านี้…”
กวินนิ่งฟัง ไม่เอ่ยปากให้คำปรึกษาใดๆ เพียงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามให้เธอเล่าเรื่อยๆ “ผมเองก็… ไม่ค่อยเข้าใจกับพ่อเหมือนกัน บางทีพ่ออยากให้ผมสืบกิจการ ไม่ใช่เป็นแค่วิศวะธรรมดา”
ทั้งสองสบตากันในความเงียบ มินตรายิ้มจาง ๆ “เราเหมือนจะต่างแต่ก็ไม่ต่างสินะ”
คืนนั้นเมฆฝนตั้งเค้า กวินเก็บของเสร็จ เตรียมออกจากห้องชมรม มินตรายังนั่งนิ่ง เธอหยิบโทรศัพท์มาดูข้อความซึ่งไม่ได้รับคำตอบ กับข้อความใหม่จากแม่ที่สั่งให้รีบกลับบ้าน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นอย่างตัดใจ
“มินตรา ต้องการให้ผมไปส่งไหม?” เสียงของเขานุ่มกว่าปกติ แต่ในน้ำเสียงยังแฝงลังเลใจที่ไม่กล้าเปิดเผยอะไรมากกว่านั้น
“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ วันนี้เราเดินเองดีกว่า อยากคิดอะไรเงียบๆหน่อย” เธอยิ้ม เงียบงัน ชั่ววินาทีนั้น ต่างคนต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป
หลังวันนั้นทีมโครงการเริ่มทำงานเข้าขากันมากขึ้น แต่มินตรายังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก กวินเองก็ยังคงจัดการทุกอย่างด้วยหลักการ ไม่เปิดเผยความคิดอ่อนไหว
เช้าอีกวันหนึ่งในห้องสมุด มินตรานั่งแกะแบบบนกระดาษ กวินเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ “เมื่อคืนผมคิดถึงแบบร่างที่คุณวาดนะ ตรงคานที่ต่อกับซุ้มไฟ ถ้าใช้ไม้สักน่าจะทนกว่าที่วางไว้”
เธอไม่ตอบทันที ก้มหน้าราวกับลังเลที่จะพูดอะไร “กวิน… คุณเคยรู้สึกไหม ว่าทำดีแต่มันไม่เคยพอสำหรับใครเลย”
เขาถอนหายใจเบาๆ “บ่อยมาก โดยเฉพาะกับพ่อ เขามักจะไม่เห็นว่าผมก็มีวิธีของตัวเอง”
เสียงพูดของทั้งคู่แผ่วลง ก่อนมีความเงียบแผ่ซ่านระหว่างพวกเขา เป็นความเงียบที่ไม่อึดอัด แต่คล้ายเชิญชวนให้เปิดใจ
เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นในโครงการ มินตราเอาแต่เงียบเวลาอยู่กับผู้อื่น ยกเว้นเวลาทำงานกับกวิน เพราะเพียงเขาอยู่ใกล้ เธอกลับรู้สึกปลอดภัยแบบแปลก ๆ
วันหนึ่งในเวิร์กช็อปหลังเลิกเรียน ขณะที่ทีมงานกำลังวาดแบบ กวินหยิบผ้าขนหนูโยนให้มินตรา “มือคุณเปื้อนสีหมดแล้ว พักบ้างก็ได้นะ”
มินตราหัวเราะเบา ๆ รับผ้ามาเช็ดมือ “ถ้าฉันลงมือวาดแล้ว มักจะลืมโลกไปรอบข้างทุกที พวกคุณคงรำคาญนะ”
สุวิทย์มองหน้าเธอนิด “ไม่หรอก อย่างน้อยคุณก็สร้างแรงบันดาลใจได้เยอะกว่าคนอื่น”
กวินหันมามอง และพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “แค่คุณอยู่ด้วยก็ทำให้ทีมเราดีขึ้นมากเลยนะ”
เธอนิ่งอึ้งไป รู้สึกใจเต้นแรงแต่ไม่พูดอะไรต่อ แววตาทั้งสองประสานกันชั่วขณะหนึ่ง
ในชั่วโมงเช้าเทอมถัดไป มินตรานั่งเหม่อมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง รัชต์เดินเข้ามาถามแบบตรงๆ “มินตรา แน่ใจเหรอว่าจะไม่ถอยจากโครงการนี้ เห็นข่าวคราวว่าที่บ้านคุณไม่ปลื้มเลย”
มินตราสะอึก เธอกำมือแน่น หัวเราะกลบเกลื่อน “ก็แย่หน่อยนะ แต่ฉันแค่อยากลองสู้กับอะไรของตัวเองบ้าง”
รัชต์ยังไม่เลิกสอบถาม “แล้วกับกวินล่ะ คิดว่าคุณสองคนเป็นอะไรต่อกัน?”
เธอชะงัก ก่อนนิ่งไปนาน “เรา…ไม่ใช่อะไร ขนาดนั้นหรอก เราแค่ทำงานเข้ากันดี” แต่เสียงที่ตอบเจือความลังเล
รัชต์หัวเราะในลำคอเบา ๆ “งั้นเหรอ…ดูไม่เหมือนเลยนะ”
วันหนึ่งหลังส่งงานรอบแรก กวินเรียกมินตราคุยหน้าอาคารวิศวะ ขณะสายฝนกำลังโปรยปราย เบื้องหลังเสียงรถยนต์วิ่งผ่านเป็นระลอก
“ถ้าผลออกมาไม่ดี… คุณจะหยุดไหม” กวินถาม เสียงคล้ายสั่นนิดๆ
เธอเม้มปากแน่น “ไม่รู้เหมือนกัน… บางทีมันก็เหนื่อยจนอยากหยุดนะ กวิน คุณเคยคิดจะหนีไหม?”
กวินเงียบ ใช้หลอดดูดกาแฟควงเล่นในมือ “เคย…แต่ก็หนีไม่พ้นสักที เพราะรู้สึกผิดตลอด”
มินตรายิ้มเศร้า ๆ ขยับมือเหมือนจะจับแขนเขาแต่หยุดไว้กลางอากาศ แล้วหดมือกลับ
เสาร์เย็นทีมทั้งทีมไปฉลองสมองเสร็จที่ร้านอาหาร มินตราแวะไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างกำลังล้างมือ พลันวูบหนึ่ง เธอนึกถึงข้อความในโทรศัพท์ที่แม่กดเบอร์เข้ามาซ้ำ ๆ
ขณะนั้นเอง กวินรอหน้าร้านคนเดียว สายตาหลบสายฝนที่โปรยลงมากระทบทางเดิน รัชต์เดินออกมาสะกิด “กวิน นายสนใจมินตราใช่ไหม? เห็นช่วงนี้เหมือนห่วงเขาตลอด”
กวินนิ่ง นิ่งนานจนเหมือนจะไม่ตอบ “ก็…ไม่รู้สิ รู้แค่เวลากับเขาแล้วมันไม่อยากหายไป…”
รัชต์พยักหน้ารับรู้โดยไม่พูดอะไร
วันส่งผลงานรอบตัดสิน ทีมทุกคนต่างตื่นเต้นและกดดันครึ่งหนึ่ง กวินเดินไปรับมินตราหน้าห้อง เธอดูซึมเศร้าเป็นพิเศษ
เขานั่งลงข้าง ๆ เสียงแผ่วเบา “ถ้าพรุ่งนี้เราต้องแยกจากกัน…จะคิดถึงไหม”
เธอสบดวงตาเขาอย่างลังเลและเงียบ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยบอกสิ่งอยู่ในใจ นานเท่าไรที่กลัวว่าจะต้องเสียเขาไป
“ฉัน…ไม่รู้จะตอบว่ายังไง แต่…ฉันกลัวกลายเป็นคนที่คุณลืมง่าย ๆ” เสียงว่าก้ำกึ่งระหว่างสารภาพกับปิดบัง
กวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ผมเองก็ไม่รู้จะกล้าพอไหมที่จะพูด… แต่แน่ใจได้ว่าคุณจะ ‘ไม่’ หายไปจากผมแน่นอน”
บทตัดสินรอบสุดท้าย ทีมของทั้งคู่อันดับรองแชมป์ ทุกคนดีใจที่ได้ผ่านจุดยากร่วมกัน แต่สำหรับมินตรา เธอกลับรู้สึกว่างเปล่าในใจ
คืนนั้นเอง บนดาดฟ้าคณะศิลปกรรม แสงไฟในเมืองไกล เธอกับกวินนั่งเงียบเคียงกัน สายลมเย็นปลิวผ่าน รูปวาดที่เสร็จสมบูรณ์นอนนิ่งบนตักเธอ
กวินพูดขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม “ผมเพิ่งรู้ว่า…ผลลัพธ์ไม่สำคัญเท่าคนที่เดินไปด้วยกันนะ”
มินตราเงยหน้ามองดวงตาคู่นั้นยาวนาน ก่อนปล่อยมือไปจับขอบม้านั่งแน่น ราวกับหาความกล้าครั้งสุดท้าย “คุณคิดว่า…ถ้าเราเลือกตามใจตัวเองจริง ๆ จะมีสักวันไหมที่ความฝันของเราจะไม่สวนทางกัน”
กวินนิ่งนาน “ผมไม่รู้เหมือนกัน… แต่ผมอยากลอง กับคุณ”
ความเงียบปกคลุมเราสองคน ก่อนเธอจะยิ้ม รอยยิ้มนั้นอาจเศร้า และกลัว แต่จริงใจที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
แสงไฟจากในเมืองส่องผ่านม่านน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่มีใครสารภาพรัก ไม่มีการสัญญา แต่มือที่ประสานกันไว้หลวม ๆ คือคำบอกเล่าในแบบของพวกเขา
แม้ข้างหน้าจะยังมีแสงลวงและเงามืดที่ต้องเดินฝ่าไปด้วยกัน แต่ในใจ ใครคนหนึ่งก็เริ่มรู้แล้วว่า ต่อให้โลกหมุนเปลี่ยนแค่ไหน—ความรู้สึกที่เกิดจากการเดินเคียงข้างกันนั้น ไม่เคยลวงเลย