ข้ามฟากรัก
เสียงหวีดร้องของเรือข้ามฟากดังขึ้นแว่วมาแต่ไกล ที่ท่าน้ำมหาวิทยาลัย ปิ่นโยนกระเป๋าผ้าขึ้นบ่าก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเช็คชื่อกลุ่มไลน์ เต็มไปด้วยข้อความเตือน นัดประชุมงานวิชาสาธารณสุขเช้าพรุ่งนี้ กำลังจะถึงเวลา “สิบนาทีตรง” แม่เธอส่งเสียงเรียกอยู่ไกลๆ “ปิ่น อย่าลืมซื้อข้าวต้มให้ยายด้วยนะ!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รับทราบค่ะ!” ปิ่นตะโกนตอบกลับก่อนจะก้าวเร็วๆ มุ่งสู่เรือ เพื่อนเก่าส่งเสียงเชียร์แว่วๆ “เอาให้ได้รางวัลโปรเจกต์นะ!”
ทว่า เมื่อเธอกระโดดขึ้นเรือก็ได้เจอสายตาเดียวที่เหลียวดูเธอจากมุมแคบสุดของเรืออย่างตื่นๆ นั่นคือภัทร ชายหนุ่มแว่นกลม สวมเสื้อเชิ้ตรีดเรียบ มีหูฟังเล็กๆ เสียบข้างเดียว ในมือกอดหนังสือการ์ตูนแน่นเหมือนโล่ป้องกันโลก
ปิ่นเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม แค่สบตากันก็เหมือนมีไฟฟ้าวิ่งผ่านกลางเรือ คนหนึ่งเงียบ คนหนึ่งห้าว ต่างฝ่ายต่างดึงโลกของตัวเองเข้าหากันแบบเงียบ ๆ
เมื่อถึงฝั่ง หลังจากเดินลอดชายคาตลาดหุ้น ปิ่นโดนเพื่อนลากไปนั่งกลุ่มประชุมงาน ภัทรเดินผ่านมายกมือไหว้จารย์ใต้เสียงล้อรอบโต๊ะ “ใครจะจับคู่งานกับภัทรก็โชคดีไปเหอะ เจอแต่คนเพ้อฝัน”
ครั้นถึงเวลาแบ่งกลุ่ม ปิ่นพยายามยื่นข้อเสนอ “ขอกลุ่มเด็กผู้ชายเนิร์ดแทนได้ไหมคะอาจารย์?”
อาจารย์เอียงคอ “เป็นปิ่นกับภัทร สองคนสุดท้าย แบ่งกลุ่มแล้วนะ”
เสียงระเบิดหัวเราะจากเพื่อนๆ ทะลุห้อง ปิ่นกับภัทรสบตากันนิ่ง ๆ ก่อนที่ภัทรจะหลบตา “ผม…โอเคครับ ถ้าต้องเป็นอย่างนั้น”
ปิ่นพยายามแกล้งไม่สน ทว่าก็อดหงุดหงิดเองไม่ไหว การต้องทำโปรเจกต์กับคนไม่คุ้น บทสนทนาแรก ๆ เลยเต็มไปด้วยความอึดอัด “ภัทร อ่านอะไรอ่ะ?” ปิ่นถามขณะรอขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
“อ่อ…แค่มังงะ…เอ่อ…ไม่สำคัญหรอก” ภัทรตอบเสียงเบา ตาก้มมองพื้น
“เออๆ ไม่ถามก็ไม่ถาม” ปิ่นถอนหายใจ หันหน้าหนี
วันต่อมา ตามข้อตกลง ทั้งสองต้องพรีเซนต์ความคิดสร้างสรรค์ต่อกรรมการ คิดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบใหม่ “ทุนตั้ง 20000 บาท ใครได้ก็เป็นทุนเรียนต่อ” ปิ่นตาโตทันที “เราอยากได้ทุนนี้มาก หนูขอจริง ๆ ค่ะอาจารย์”
“งั้นต้องวางแผนดี ๆ ร่วมมือกันนะ” อาจารย์แตะบ่าทั้งสองคน
ปิ่นกับภัทรมองหน้ากัน ต่างคนมีเหตุผลอยากได้ทุนคนละแบบ ปิ่นเพราะปัญหาครอบครัว ภัทรเพราะอยากพาตัวเองหลุดพ้นจากโลกแคบ ๆ ของตัวเองสักที
เมื่อเริ่มประชุม ปิ่นเปิดประเด็น “แล้วไงดี เอากิจกรรมเด็กเต้นแอโรบิคมั้ย?”
“ผมว่า…เราควรคิดอะไรใหม่ ๆ กว่านั้น” ภัทรเอื้อมหยิบโน้ตบุ๊คมาเปิด มีคู่มือการเขียนรายงานเรียงอย่างเรียบร้อย
“นายก็คิดซิ ฉันฟังอยู่” ปิ่นกระแทกเสียงเบา ๆ
ภัทรเหลือบมองเมฆขาวนอกหน้าต่าง “ถ้าเรา…เอ่อ ทำกิจกรรมแลกวันหยุดสุขภาพ…หมายถึงใครติดตามสุขภาพครบสัปดาห์ ได้คะแนนแลกวันหยุดเรียนกับมหาลัย”
ปิ่นฟังเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ ไอเดียนี้ใหม่กว่าที่คาด “เออ เป็นไปได้แฮะ”
ตรงนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเปิดใจต่อเขาเล็ก ๆ ฤดูฝนเริ่มพรำ ฝนลอยอ้อยอิ่งหน้ามหาวิทยาลัย ทั้งคู่รอรถเมล์ใต้ที่พักรถ หลังฝนซา ปิ่นยกมือตบไหล่ภัทรเบา ๆ “ขอบใจเรื่องไอเดียนะ”
“ไม่เป็นไร…” ภัทรยิ้มบาง ๆ แววตาอบอุ่นขึ้นกว่าที่เคย
อีกหลายวันถัดมา การทำงานร่วมกันเปลี่ยนจากอึดอัดเป็นค่อย ๆ เปิดใจ เวลาปิ่นนั่งกินกะเพราไข่ดาวหน้าคณะ ภัทรมักจะยื่นน้ำเปล่าให้โดยไม่พูดอะไร ปิ่นแกล้งมองบนแต่ก็ยิ้มมุมปาก “ขอบใจ…นะ เอ่อ…ภัทร”
“อืม” ภัทรพยักหน้ารับสั้น ๆ
ในวันซ้อมนำเสนอ ปิ่นพูดกับตัวเองเบา ๆ เมื่อเห็นภัทรซ้อมหน้ากระจก “เขินอะไรของนายเนี่ย”
แต่เมื่อภัทรขึ้นพรีเซนต์จริง ๆ แม้จะพูดติดขัดบ้าง ปิ่นก็แอบอมยิ้ม เอ่ยแทรกปรับจังหวะช่วยให้ไหลลื่นไปจนจบ
หลังจากนั้นทั้งคู่พากันเดินไปริมแม่น้ำ เพื่อพูดคุยเรื่องความฝัน “ปิ่น…ถ้าได้เงินรางวัลจะทำอะไร?”
“จะให้แม่กับยาย…แล้วก็…เผื่อเก็บไว้สักนิด จ่ายค่าหนังสือปีสุดท้าย”
“ผม…จะเอาไปสมัครเวิร์กช็อปการ์ตูนที่ญี่ปุ่น”
“นายชอบวาดการ์ตูนขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ภัทรยิ้มแหย “มันคือที่เดียวที่ผมไม่ต้องพูดมากนัก…”
“แต่ตอนนี้นายพูดกับฉันเยอะอยู่นะ” ปิ่นแซว ทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดงขึ้นนิด ๆ
การเตรียมงานใกล้เสร็จ ทุกอย่างดูราบรื่น แต่คืนหนึ่ง ขณะปิ่นส่งข้อความถึงภัทรด้วยความกังวลเรื่องยอดผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่ำกว่าคาด เธอเกือบจะพิมพ์เปิดใจยาว ๆ ทว่าเปลี่ยนใจทัน “เรา…เอ่อ…ใจเย็น ๆ ยังมีเวลานะ” เธอกล้าบอกออกไปได้แค่นั้น
ภัทรที่อยู่ปลายสายเงียบไปนานก่อนตอบ “ขอบใจนะ เราจะไม่ทิ้งกันใช่ไหม?”
“ไม่มีทาง…” ปิ่นพิมพ์กลับ
ในที่สุด วันกิจกรรมก็มาถึง ทว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายเหมือนซ้อม ภัทรพูดติดขัดผิดจังหวะ คนสนใจมาไม่ถึงครึ่ง ปิ่นพยายามประคับประคองสถานการณ์แต่ก็เหนื่อยล้า
ระหว่างเดินกลับภายใต้ต้นฉำฉาหลังคณะ ปิ่นคุยกับภัทร “ทำไมเราถึงพยายามกันขนาดนี้นะ…”
“ผมเคย…ล้มเหลวมาตลอด ทุกทีผมเลือกจะถอย แต่คราวนี้…เพราะมีคุณ ผมเลยยังอยากสู้” ภัทรหลบตา คำพูดเหมือนแกะสลักก้อนหินอ่อนจากใจ
ปิ่นนิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนพูดเสียงเบา “ฉันก็กลัวจะล้มเหลว กลัวแม่ผิดหวัง ถ้าเราแพ้…จะเป็นอะไรไหมนะ?”
ภัทรไม่ตอบทันที เขามองใบไม้ที่ปลิวพลิ้ว “ถ้าเราแพ้…ก็ยังมีคุณอยู่ไหม?”
ปิ่นกลั้นหายใจไปหนึ่งจังหวะ “ฉันไม่หนีไปไหนหรอก” เธอฝืนยิ้ม
งานประกวดผ่านไป ผลออกมาไม่เป็นใจ ทีมทั้งสองได้เพียงรองชนะเลิศ ความผิดหวังปกคลุมกลุ่มเงียบ ๆ ปิ่นนั่งอยู่ริมแม่น้ำ มองเงาสะท้อนจันทร์ ภัทรนั่งข้าง ๆ ได้แต่ส่งขวดน้ำมาให้
หลังจากค่ำคืนนั้น ทั้งสองกลับห่างกันไปโดยไม่ตั้งใจ ปิ่นยุ่งกับการติว ภัทรขลุกอยู่กับโลกงานอดิเรกของตัวเอง ข้อความในมือสั่นสะเทือนแต่ไม่มีใครกล้าเริ่มก่อน จนกระทั่งวันหนึ่ง ภัทรเจอปิ่นหน้าโรงอาหาร เขาลังเลอยู่นานก่อนตัดสินใจ “ปิ่น…ผม…ขอโทษที่ไม่กล้าคุย”
ปิ่นนิ่งไป ฝืนยิ้ม “ฉันเองก็ไม่ได้เข้าหาเหมือนกัน…นายโกรธหรือเปล่า?”
“เปล่า ผมแค่กลัว กลัวคุณจะมองว่าผมเป็นภาระ…” ภัทรพูดเสียงเครือ
“นายไม่ใช่ภาระ โอ๊ย…ฉันเองยังอยากให้นายอยู่ตรงนี้ไปนาน ๆ” ปิ่นพูดเบา ๆ ก่อนยักไหล่ใส่ความเงียบ
ความเงียบนั้นไม่อึดอัดเหมือนเมื่อก่อน แต่ทั้งคู่ต่างเก็บคำหวานไว้ในใจ
ระหว่างงานรับปริญญาช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปิ่นกำลังจะก้าวขึ้นเวที เธอมองหาแม่กับยาย แล้วก็เห็นภัทรยืนส่งยิ้มอาย ๆ ให้อยู่สุดแถว
เมื่อพิธีสิ้นสุด ทั้งสองเดินเลียบแม่น้ำอีกครั้ง ลมเย็นพัดผ่านปลายผม ปิ่นเก็บมือแน่นในกระเป๋า เอ่ยขึ้นเสียงเบา “นายยังจะไปญี่ปุ่นไหม?”
“ผม…ยังอยากไป…แต่ถ้าคุณอยากให้ผมอยู่…”
“ไม่…โลกของนายกว้างกว่าท่านี้มาก…เราต่างมีความฝัน ฉันจะเชียร์นายเสมอ”
ภัทรยิ้มกว้างกว่าทุกครั้ง “แล้วคุณล่ะ…ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”
“เราจะได้ข้ามฟากมาเจอกันเสมอใช่ไหม?” ปิ่นถาม ปลายน้ำเสียงสั่นพร่า
“ถ้าผมไม่กล้าข้าม…คุณจะข้ามมาหาผมไหม?”
ปิ่นนิ่ง ก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตา “แน่นอน…แต่ขอให้นายข้ามหาฉันบ้างล่ะ”
ภัทรหัวเราะเบา ๆ ทั้งสองยืนข้างกัน นิ่งในลมเฉอะแฉะยามเย็น ก่อนที่เสียงเรือข้ามฟากจะดังขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสัญญาใหม่ที่ไม่มีใครพูดออกมา ทว่ารู้ดีว่าทุกครั้งจะมีฟากฝั่งให้ข้ามเสมอ