เธอคือฤดูร้อนที่ไม่กล้าสารภาพ
แสงแดดยามบ่ายปลายมีนาคมสาดลอดหน้าต่างกระจกลงบนโต๊ะริมมุมห้องสมุด ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมที่พัดเย็น ธันวานั่งเอนหลังติดกำแพง หนังสือปิดค้างกลางหน้าคู่กับสมุดวาดเขียนปากกาหลายด้ามวางระเกะระกะ ท่าทีเหมือนไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเส้นสายที่เขาเติมลงบนกระดาษขาวบางอย่างตั้งใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกระซิบกระซาบจากโต๊ะใกล้ ๆ แว่วยิน ชะลูดมองด้วยสายตาขี้เล่น ดวงตาคมหลังแว่นกลม ๆ เหลือบทักทาย “ธันวา นายอีกแล้วเหรอ นั่งวาดในนี้ทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือ?”
ธันวาไม่เงยหน้า หน้าผากขมวดเล็กน้อย “ถ้าเบื่อก็คงไม่มาหรอก” เสียงเบานุ่ม
เสียงหัวเราะคิกจากนักศึกษาผู้หญิงฝั่งตรงข้ามโต๊ะ ดูเหมือนธรรมดาหากไม่มีรอยยิ้มเจื่อนบนริมฝีปากเมลดา มือบางจับแก้วกาแฟเย็นแน่น สายตากวาดบนมือถือเหมือนกำลังหลบอะไรบางอย่าง
“เม เปลี่ยนท่าเต้นตรงนี้ได้มั้ย แกะท่าพี่บาซ่าแล้วไปต่อไม่ถูก ฉันงง!” เพื่อนร่วมทีมสะกิด เมลดาหัวเราะขำ “เอ่อ…ลองอีกทีก็ได้ เดี๋ยวช่วยจับจังหวะ” เธอลุกขึ้นยืนบิดแขนไปมา เบี้ยวหน้าเล็กน้อยเพราะเจ็บกล้ามเนื้อ แต่หัวเราะกลบเกลื่อน
ธันวาเหลือบตามอง หางตาจับจ้องสั้น ๆ แล้วรีบวาดต่อ แต่มือสั่นอยู่ใต้โต๊ะ
เสียงโทรศัพท์สั่น ธันวาดูหน้าจอสักพักก่อนกดปิด แจ้งเตือนจากบ้านเด้งซ้ำ ๆ เขาเหยียดหลังพิงกำแพง มองภาพที่ขีดเขียนพลางถอนหายใจบาง ๆ
เบรกระดิ่งเลิกเรียนดัง เมลดารีบเก็บของ มองเพื่อน ๆ ลุกจนหมดห้อง เหลือแต่ธันวา เขาได้ยินเสียงเก็บกระเป๋าแต่ไม่เหลียว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก
“อ้าว ยังไม่กลับเหรอ?” เมลดาทัก
ธันวาเบือนหน้าช้า ๆ ไม่สบตา “ยัง ไม่รีบ กลับก่อนเลย”
เมลดาลังเลสักครู่ เดินมาหยุดข้างโต๊ะเขา เธอหันไปทางหน้าต่าง “ถ้ามีนัดซ้อมเต้นที่คณะแล้วเลิกก่อนค่ำ นายวาดรูปพวกเราทีได้มั้ย? จะเอาไปลงเพจทีม”
เขามองกระดาษในมือ ยิ้มฝืด “ถ้าไม่รีบมากก็พอได้”
เมลดายิ้มจาง ๆ ไม่พูดอะไรเพิ่ม เธอเดินออกจากห้องแว่วกลิ่นน้ำหอมอ่อนพลิ้วตาม ธันวาวางปากกา สายตามองตามหลังเธอออกไป ชะลูดยิ้มเจ้าเล่ห์ “แหม้ มองจนเดินหายไปแล้วนะเว้ย นายเนี่ย”
ธันวาไม่ตอบ วาดต่อ เส้นสายเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
คืนวันนั้นธันวากลับถึงบ้านเงียบ ๆ เหงาไฟในห้องรับแขกดับลงไปนานแล้ว เขาเดินผ่านเสียงก่นดุจากแม่ที่หล่นเบา ๆ เรื่องผลการเรียนที่ตกลง ธันวาหลบตา ปิดประตูห้องนั่งเงียบกับรูปที่ยังวาดค้างอยู่ สายโทรศัพท์จากพ่อแว่วแซ่วเข้ามาพร้อมคำถามเดิม ๆ เรื่องแพทย์ที่บ้านหวังไว้ ธันวาเม้มปาก tightly
ข้ามคืนหนึ่ง เมลดาตื่นนอนเร็ว ฝึกเต้นหน้ากระจก ทุกการเคลื่อนไหวฝันถึงเวทีใหญ่ ครั้งแล้วครั้งเล่า เธอกำลังซ้อมท่าที่ต้องส่งประกวด แต่รอยช้ำที่ข้อเท้าบอกเธอว่ามันยังต้องอดทนเพิ่มอีกหน่อย
ที่มหาลัย ธันวาเอาภาพร่างมาให้ เธอเปิดดู สายตาวูบวาบ “แบบนี้จะสวยไปมั้ย คนจริงอาจไม่ขนาดนี้นะ”
ธันวามองหน้าเป็นครั้งแรก “ของจริงสวยกว่านี้เยอะ” พูดแล้วหลบตา เจือแอบอาย เมลดาเงียบไปครู่ “ขอบใจนะนาย บางที…ฉันก็อยากสวยแบบนายวาดจริง ๆ”
เสี้ยววินาทีนั้น ความเงียบกัดกิน พวกเขาชวนกันเดินออกจากคณะ แดดร้อนจับหน้า ธันวาพึมพำถาม “นายไม่กลัวเหรอ ฝึกเต้นหนักขนาดนั้น ข้อเท้าบวมแล้วยังฝืน?”
เมลดาหัวเราะแต่สายตาเศร้า “จะให้คนอย่างฉันหยุดความฝันเหรอ มันคงทรมานกว่านี้มั้ง”
ธันวามองหน้าเธอนิ่งนาน ก่อนพูดเสียงเบา “เคยอยากหยุดฝันเหมือนกัน”
เธอหันประสานตา ไม่พูดอะไร
วันหนึ่งทีมของเมลดาถูกแย่งห้องฝึกเพราะมีการซ้อมละครเวที นักเต้นสาละวนขนของ เมลดาฝืนยิ้มแต่สีหน้าขุ่น ตะโกนบอกทีมเพื่อน “เดี๋ยวลองขอห้องว่างดูนะ ไปเป็นเพื่อนหน่อยได้ปะ?”
ธันวานั่งลับมุมเงียบ ๆ เผลอหยิบสมุดมาวาดรูปเต้นละเมียด ทว่ามีใครบางคนทำแก้วน้ำหกใส่เขาโดยไม่ได้ตั้งใจ สีเปื้อนภาพที่เขากำลังตั้งใจจะให้เมลดา
“โอ๊ยขอโทษ!” เมลดาร้องตกใจ รีบหยิบกระดาษซับ “ขอโทษนะ ฉันซุ่มซ่ามเอง”
ธันวาถอนหายใจหนัก หัวเราะขื่น “ไม่เป็นไร เดี๋ยววาดใหม่ได้”
เมลดามองเขาก้มหน้าวาดต่อ ไม่พูดอะไร เธอนั่งลงข้าง ๆ สองคนเงียบงันอยู่นาน
เย็นวันนั้นพวกเขาเดินกลับด้วยกันครั้งแรก เมลดาเล่าถึงบ้านที่แม่ไม่เข้าใจความฝัน เต้นจนนิ้วเลือดซึมแล้วยังพูดว่าความฝันนั้นไร้สาระ
ธันวาฟังอยู่เงียบ ๆ ยื่นซองยาทาแผลให้ “ใช้เถอะ ซื้อมาผิดแต่พอใช้ได้”
“ขอบใจ… แล้วนายทำไมถึงเลือกวาดรูป”
เขาส่ายหน้า “ก็ไม่แน่ใจ คงเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่…ทำแล้วเจ็บน้อยสุด”
ความเงียบแทรกยาวนาน เมลดายิ้มจาง “ฉันก็เหมือนกัน”
วิชา group project ทำให้ทั้งสองได้อยู่ทีมเดียวกัน เพื่อน ๆ ล้อว่าเป็นคู่บัดดี้กัน ธันวาเก็บหน้าไม่ทันแต่เมลดาหัวเราะกลบ “บัดดี้ก็ทีมเวิร์คดีไม่ใช่เหรอ”
วันฝนตกถนนเปียก ธันวากางร่มแบ่งให้เมลดา สองคนเดินไปป้ายรถเมล์ เมลดาถามเสียงเบา “นายกลัวอะไรในชีวิตมากสุด”
เขาชะงักไปนาน “กลัวว่าทุกอย่างที่ฉันเป็น มันไม่พอสำหรับใครสักคน”
เมลดานิ่ง ก่อนเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “บางครั้งเราก็ไม่ต้องเป็นที่พอใจสำหรับใครทั้งนั้น…มั้ง”
จังหวะฝนซา ทั้งสองหยุดยืน เหม่อมองเส้นขอบฟ้า
คืนหนึ่ง เมลดาร้องไห้ข้างโทรศัพท์ แม่ว่าเรื่องคะแนนไม่ดี ซ้อมเต้นก็ล้มเหลว เธอโทรข้อความหาธันวา “วาดอะไรให้ดูหน่อยสิ”
ธันวาส่งภาพหญิงสาวเต้นท่ามกลางกลีบฝน คำว่ากล้าอยู่กลางกระดาษ เมลดายิ้มทั้งน้ำตา
วันประกวดมาถึง ทีมเมลดาลงแข่งใหญ่ เธอซ้อมจนเท้าพลิกก่อนขึ้นเวที น้ำตาซึมแต่ยังยิ้มบอกว่าไม่เป็นไร ธันวาแอบยืนดูข้างเวที มือขยำสมุดแน่น
ระหว่างการแสดง เมลดาล้มต่อหน้าผู้ชมทั้งหอประชุม เธอลุกขึ้นด้วยแววตาน้ำตาแต่ยังค้อมหัวขอบคุณ เงียบกริบทั้งห้อง
หลังเวทีธันวาตามเข้าไป เมลดานั่งนิ่ง ๆ หน้าซีด เขาลังเลจะปลอบแต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไหนดี
“ฉัน…ขอโทษ ทำให้ทุกคนผิดหวัง”
ธันวาส่ายหน้า ยื่นสมุดวาดให้ “นายไม่ได้ผิดหวังเลย นายขึ้นไปเต้นทั้งที่รู้ว่ายังเจ็บ—มันกล้ามากแล้ว”
เมลดาน้ำตาไหลพราก เธอเอามือปิดหน้า ธันวาลังเลก่อนแตะไหล่เบา ๆ “บางทีพรุ่งนี้ก็ยังมีอีกโอกาส”
หลังเหตุการณ์นั้น สองคนเริ่มใกล้ชิด เมลดาขอให้ธันวาช่วยสอนวาดรูป เธอหัวเราะร่าระหว่างงาน เพื่อนล้อจนต้องหลบสายตากันเองหลายครั้ง
จังหวะที่รับรู้ใจตัวเอง ทั้งสองเริ่มหลบหน้ากัน ธันวากลัวการถูกปฏิเสธ ลังเลจะพูดอะไรกับเมลดา เมลดามัวแต่ยุ่งกับการซ้อมเผื่อวันแข่งขันรอบใหม่
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ต่างคนหลบ ไปงานกลุ่มก็พูดน้อยลง เงียบผิดปกติ กระทั่งเพื่อนเริ่มมองออก ชะลูดยกกาแฟซดพลางกระซิบ “จะปล่อยเขาไปจริงเหรอวะธันวา”
“ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าควรเป็นใครในชีวิตเขา”
เมลดาถูกแม่กดดันหนักขึ้น กว่าเธอจะรู้ตัวว่าตัวเองหนีปัญหาด้วยการซ้อมเกินแรง ทุกวันเธอเจ็บปวดแต่ไม่กล้าบอกใคร ธันวาเองกลับบ้านมาก็พบจดหมายรับเข้าจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่แม่หวังไว้ แต่อยากปฏิเสธเหลือเกิน ใจเต็มไปด้วยคำถามว่าจะกล้าขัดใจครอบครัวไหม
ยามเย็นวันหนึ่ง ธันวาตัดสินใจโทรหาเมลดาแต่ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ค้างคา ฟังเสียงเงียบปลายสายทั้งคู่ เธอเปรยเสียงเบา “บางทีเราก็อยากกล้าสักครั้งใช่ไหม”
“ใช่…บางทีมันกลัวมากจนคิดว่าหนีคงง่ายกว่า”
ทั้งสองนิ่ง ต่างคนต่างลังเล
คืนวันประกาศผลการสอบ มหาวิทยาลัยที่ธันวาไม่อยากเข้าโทรมาแจ้งผล ธันวาปิดมือถือ นั่งใต้ต้นไม้ในมหาวิทยาลัย เงียบเรียบแต่ในใจปั่นป่วน
เมลดาเดินมาเจอโดยบังเอิญ “เกิดอะไรขึ้น?”
เขาไม่ตอบนาน “ฉันผ่านเข้า…แต่ฉันไม่ได้อยากไป”
เมลดานั่งลงข้าง ๆ “แล้วจะเลือกอะไร”
“ยังไม่รู้…กลัวแม่ผิดหวัง”
เมลดามองฟ้ามืด “บางทีแค่ทำในสิ่งที่เรารักแบบสุดหัวใจก็พอ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบหรอก”
ธันวาผ่อนลมหายใจยาว “ขอบใจ…”
หลังคืนนั้น ธันวาเริ่มเปลี่ยน แทนที่จะวาดแต่สิ่งที่คนอื่นคาดหวัง เขาเริ่มวาดโลกในแบบที่ตัวเองอยากเห็น ฝีไม้ลายมือชัดขึ้น แม้จะยังลังเลในเส้นทางชีวิตมากกว่าความรักที่ค่อย ๆ สุกงอม
ฝั่งเมลดา ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าและปัญหากับแม่พุ่งถึงจุดแตกหัก เธอตัดสินใจหยุดพักเพื่อรักษาตัว เลือกเข้าพบจิตแพทย์เมื่อทนไม่ไหว เธอกลับมานั่งมองสมุดสเก็ตซ์ที่ธันวาให้ไว้ น้ำตาซึมแล้วนึกถึงประโยคเก่า ๆ ของเขา
วันรับปริญญา ทั้งสองเดินสวนกันในงานใหญ่ เมลดาเดินมาหยุดตรงหน้า สองตาเต็มไปด้วยเรื่องราว
ความเงียบอึดอัดชั่วขณะ ก่อนเมลดาเปรย “บางทีเราก็กล้าต่อเมื่อพร้อมเสียอะไรสักอย่าง…”
“นายกล้าหรือยัง” ธันวาเอ่ย
“ลองดูสักครั้งมั้ย” เมลดาส่งมือมากุม
ต่างฝ่ายหัวเราะประหม่า ตาแดงนิด ๆ ไม่มีถ้อยคำหวาน ไม่มีคำว่ารัก มีแค่มืออุ่นในอ้อมมือกัน เบื้องหลังเสียงเฮฮาปรบมือแว่วมาแต่ไม่มีใครสนใจ
ตอนเย็น ธันวานั่งดูพระอาทิตย์ตกกับเมลดาบนขอบระเบียง เธอเคยกลัวความล้มเหลว ส่วนเขาเคยกลัวการไม่ถูกยอมรับ
ในความเงียบ เมลดาหัวเราะเบา “นายจะวาดฉันต่อไหม จากนี้ไป”
“จะวาดทุกวันที่นายยังอยากเป็นตัวเอง”
“ฉันว่า…ฉันจะเต้นต่อ แม้จะเจ็บอีกก็เถอะ เพราะมันเป็นตัวฉัน”
ท่ามกลางแสงสีทองอ่อน ๆ สองคนต่างไม่ต้องสารภาพรักด้วยคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความเงียบ ทุกช่วงเวลาที่เกือบเสียกันไป สร้างรักจริงทีละน้อยในฤดูร้อนที่ไม่มีวันกล้าพูดออกมาตรง ๆ ตลอดไป