เสียงเงียบระหว่างเรา
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีของคาเฟ่เล็กๆ ย่านอารีย์ ปัดนั่งขมวดคิ้วอยู่กับสมุดโน้ตและถ้วยกาแฟร้อน กลิ่นหอมอวลผสมเสียงกระซิบของสายฝน เต๋าเดินเข้ามาพร้อมร่มเปียกปอน เสื้อเชิ้ตเปื้อนน้ำฝนส่งยิ้มอย่างประหม่า “ฝนตกหนักไหม?” ปัดไม่สบตา พลิกหน้าสมุดเงียบๆ เต๋านั่งลงตรงข้าม ยื่นชีสเค้กชิ้นเล็ก ๆ มาให้ “ซื้อมาให้—คิดว่าวันนี้คงเหนื่อย”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปัดปรายตามอง เจอรอยยิ้มประหลาดของเพื่อนสนิท เธอส่ายหัวเบาๆ “ขอบใจ” คำพูดสั้นๆ ผ่านริมฝีปาก ก่อนกลับไปหมุนปากกาคิดเรื่องคดีแปลกที่ได้รับมอบหมาย เต๋ามองนิ้วเรียวยาวของเธอ เขาเองก็มีงานกองเต็มโต๊ะ แต่กลับอยากนั่งตรงนี้นาน ๆ
“เมื่อไรเธอจะกินข้าวบ้าง เดี๋ยวก็ปวดท้องอีก” เต๋าพูดกลั้วหัวเราะ ปัดยิ้มอ่อน รอยยิ้มเกือบเหมือนเวลาย้อนกลับไปเมื่อยังเรียนมหาวิทยาลัย ชอบนั่งคุยกันในห้องสมุดเล็ก ๆ …..แต่ตอนนี้เหมือนห่างกันมากขึ้น ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม
ปัดหลุบตาต่ำ “งานนี้มันไม่ง่ายเลยเต๋า เรากลัวจะทำพลาด”
เต๋ามองนานก่อนตอบเบา ๆ “งั้นลองให้เราช่วยไหม เหมือนตอนเรียน”
เธอเงียบ มีแต่เสียงฝน ปัดได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังชัดกว่านั้น
ช่วงเย็นยามฝนซา ที่ออฟฟิศกฎหมาย “วรรณ ศึกษาคดีของคุณละม่อมให้ละเอียดนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มีประชุม” เสียงหัวหน้าทำให้ปัดสะดุ้ง หญิงสาวหลบสายตาทุกคนแล้วเจอเต๋าหันมาพยักหน้าให้ เหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทในวันที่โลกแปลกไป…แต่ระยะห่างระหว่างโต๊ะเหมือนไกลกว่าทุกที
เต๋าเดินมาหลังประชุม ก้มดูแฟ้มงานในมือปัด เขาถามเสียงเบา “เมื่อเช้ายังไม่ทันพูด เธอดูเครียดๆ ถ้ามีอะไรไม่ไหว พูดได้นะ”
ปัดถอนหายใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน “รู้มั้ย เราเคยคิดว่าเราสองคน…จะได้ทำตามฝันไปพร้อม ๆ กัน”
เต๋านิ่งงัน เขารู้ว่าความฝันของปัดคือการไปเรียนต่อเมืองนอก แต่ชีวิตเขา…ติดแม่ที่ป่วย กับร้านข้าวต้มหลังเลิกงานที่แบกไว้ตั้งแต่เรียนจบ
“ขอโทษที่ทำให้เธอต้องแบกงานมากขึ้น” เต๋าพูดติดๆ ขัดๆ ปัดสบตา สายตานั้นอ่อนลงนิดหนึ่ง
“ไม่ใช่ความผิดนาย” แล้วเสียงนั้นก็จางหาย จบแค่ประโยคธรรมดาๆ เหมือนเพื่อนเก่าเจอกันแบบเสียไม่ได้
คืนนั้นสายฝนยังไม่หยุด ปัดกลับห้องคนเดียว เปิดกระเป๋าเจอจดหมายน้อยจากเต๋า เขียนไว้สั้นๆ “อย่าลืมกินข้าวเช้านะ :)” หญิงสาวยิ้มขม พยายามปิดเสียงหัวใจของตัวเอง
วันรุ่งขึ้น ปัดตื่นสายกว่าเดิม เห็นโทรศัพท์มีข้อความจากเต๋า “ไปออฟฟิศพร้อมกันไหม” หญิงสาวลังเล นิ้ววางบนจอแต่ไม่กดตอบ ประโยควนไปมาในหัว ผ่านเวลาหลายชั่วโมงจึงส่งแค่ “ไปพร้อมกันก็ได้”
บนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เต๋าพูดไม่หยุดเรื่องคดีไร้สาระ เสียงหัวเราะแทรกกับเสียงรถวิ่ง ปัดฟังไป เหม่อไปครู่หนึ่ง “เต๋า…นายยังอยากเป็นอัยการใช่ไหม”
เสียงมอเตอร์ไซค์กลบเสียงหัวใจ เต๋านิ่ง “ก็…ถ้าแม่ไม่ป่วยก็คงไปสอบแล้วล่ะ”
ปัดลังเล “เราก็ยังอยากไปเรียนนะ” เต๋าแค่มองข้างทาง ไม่พูดอะไรอยู่นาน
ที่สำนักงาน ปัดพยายามทบทวนแฟ้มคดี เต๋าทำงานเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตามองปัดตลอด สองวันต่อมาเต๋ารับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล แม่เขาล้ม เต๋าเงียบไปทั้งวัน ปัดสังเกตเห็นแต่ไม่กล้าเข้าไปถาม
คืนนั้น ปัดตัดสินใจไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เต๋านั่งเงียบในมุมห้อง “แม่ดีขึ้นไหม”
“หมอบอกคงต้องเฝ้าดูอาการไปก่อน” เสียงเขาแผ่ว “เธอ…กลัวจะเสียโอกาสเพราะเราหรือเปล่า”
ปัดนิ่ง มองไฟโรงพยาบาล “ไม่ใช่หรอก แค่บางทีก็กลัวว่าจะเสีย…เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตมากกว่า”
เต๋าหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา “เรากลัวเหมือนกัน”
สองสามวันผ่านมา สถานการณ์ที่ออฟฟิศตึงเครียดขึ้น เจ้านายชวนปัดไปคุย “ถ้าปัดอยากไปเรียนต่อ เมษาจะช่วยเขียนใบลาให้”—ประโยคนี้เหมือนหมัดหนัก ปัดอึ้ง คำตอบในใจเลื่อนไหลเป็นหมื่นประโยค
วันรุ่งขึ้น เธอเดินไปที่ร้านข้าวต้มของแม่เต๋า พบเต๋าล้างจานอยู่หลังร้าน “นายอยากสู้ต่อมั้ย”
“เรา…กลัวทิ้งแม่ไว้คนเดียว”
ปัดหยิบข้าวกล่องที่ซื้อมา “แต่เราก็อยากสู้ต่อกับนายเหมือนกัน” เธอวางกล่องข้าวลง เต๋ามองนิ่ง น้ำตาคลอ
“ปัด เราไม่อยากให้เธอหยุดฝันเพราะเรา”
“แล้วนายล่ะ” ปัดเสียงสั่น “ไม่อยากเดินไปกับเราจริง ๆ หรือ”
มีความเงียบจนได้ยินเสียงช้อนตก
ช่วงหลัง ทั้งสองคนเหมือนตั้งกำแพงเล็ก ๆ ให้กัน ต่างคนต่างยุ่งกับงานจนแทบไม่มีเวลาคุย เต๋าพยายามผลักดันตนเอง สอบเข้ารับราชการ แม้รู้ว่าโอกาสมีน้อยมาก ปัดจัดแฟ้มสมัครทุน สองคนเริ่มห่างกัน หมายเลขโทรศัพท์ถูกเปิดอ่านหลายสิบครั้งแต่ไม่ได้ติดต่อ
วันหนึ่ง เต๋ากลับมาบ้าน พบจดหมายของปัดวางบนโต๊ะ “ไปสอบสัมภาษณ์ที่อังกฤษ…อยากบอกนายว่ากลัวเหมือนกัน แต่จะไปเพราะไม่อยากเสียใจในอนาคต” เต๋านั่งนิ่ง น้ำตาไหลเงียบ ๆ สุดท้ายเขาเดินถือจดหมายไปหน้าบ้าน มองรุ้งหลังฝนที่ใจกลางเมือง
หลังคืนนั้น ผ่านไปหลายเดือน สองคนไม่ติดต่อกัน ปัดเรียนอยู่ลอนดอน ทุกคืนก่อนนอนอ่านไลน์เก่า ๆ น้ำตามักซึมโดยไม่รู้ตัว เต๋าได้งานราชการสมใจแต่เห็นความว่างเปล่าในวันที่งานเลิกช้า
วันหนึ่งในฤดูหนาว ลอนดอน หิมะโปรยลงบนหน้าต่างปัด เธอวางโทรศัพท์นิ่ง ๆ ความเหงาอัดแน่นขณะกดโทรหาแม่เต๋า “ป้าคะ…ฝากบอกเต๋าด้วยว่า…ปัดสบายดี”
เต๋าฟังเสียงจากปลายสาย แม่ยิ้มให้ผ่านแววตา “เด็กคนนั้นคิดถึงแกนะ” เต๋านั่งเงียบ ถึงจะแกล้งหัวเราะแต่ในใจมันทั้งคิดถึงและกลัว
สุดท้าย วันหนึ่งเต๋าตัดสินใจส่งอีเมลหา “ถ้าเธอคิดถึง…เรายังอยู่ตรงนี้” ปัดอ่านข้อความนั้น มือนิ่ง เสียงหัวใจเต้นตีก้องทั้งห้อง เธอตอบกลับสั้น ๆ “เราคิดถึงเหมือนกัน เห็นนายพยายาม เราก็กล้ากว่าเดิม”
ทั้งสองสื่อสารกันด้วยข้อความซึ่งเงียบงันกว่าคำพูดตรงหน้า แต่กลับรู้สึกใกล้ชิดกว่าครั้งไหน
เวลาผ่านไปอีกปี ปัดเรียนจบได้รับข้อเสนอให้ทำงานต่อที่นั่น เธอคิดหนัก อยากกลับบ้านแต่ก็กลัวเดินถอยหลัง เต๋ารับแม่ออกจากโรงพยาบาล ใช้เวลาช่วงเย็นว่างนั่งเฉยๆ มองพระอาทิตย์ลับฟ้า คิดถึงเสียงหัวเราะของเพื่อนเก่า
สุดท้าย ปัดกลับไทยในวันปีใหม่โดยไม่บอกใคร พบร้านข้าวต้มเต๋ายังเปิดดึก เธอยืนลังเลที่หน้าร้าน กว่าจะเดินเข้าไป ท่ามกลางเสียงคนพลุกพล่าน เต๋าเหลือบเห็น เงียบไปครู่ยาว สายตาเต็มไปด้วยความดีใจ กลัว และรอยแผลเก่า ๆ
“…กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่กี่วัน” คุณแม่แอบยิ้มอยู่หลังเตา
เต๋าหยิบแก้วน้ำแล้วยื่นให้มือสั่นนิดๆ “เรายังชอบชาเย็นเย็น ๆ อยู่ไหม” ปัดยิ้ม น้ำตาคลอ เธอพยักหน้าแทนคำตอบ
หลังร้าน ทั้งสองนั่งมองถนน รถราไหลผ่าน เงียบอยู่นานก่อนปัดพูดขึ้น “เต๋า เราเคยกลัวว่าจะเดินคนเดียว แต่ตอนนี้รู้แล้ว บางทีความรักมัน…ไม่ต้องเหมือนความฝันทุกอย่าง”
เต๋าหัวเราะเสียงแผ่ว “เราก็ยังกลัวเหมือนกัน…แต่ถ้าไม่ลองจะรู้ได้ยังไงว่าไหวไหม”
มือของทั้งสองจับกันเบา ๆ ยิ้มให้กันผ่านแสงไฟหน้าร้าน รู้อย่างเดียวว่าต่อให้ฝันเปลี่ยน ความห่วงและความหวังดีไม่เคยเปลี่ยน
เสียงฝนพรำอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ความเงียบระหว่างเขาและเธออุ่นขึ้นกว่าเดิม