วันที่เราไม่กล้าบอก
เสียงฝนโปรยเม็ดเบา ๆ กระทบกระจกในห้องสมุด เงาสะท้อนสีเทาชวนเหงาจางบนโต๊ะไม้เก่า ฟ้านั่งก้มหน้า คางเกยหลังมือที่จดบันทึกแน่นหนา ข้างกายคือสมุดร่างเรื่องราวสำหรับหนังสั้นประจำวิชา เธอยังเขียนไปได้ไม่ถึงไหน ทันใดนั้นเสียงเก้าอี้ถูกเลื่อนอย่างเบามือ ธันวาวางกระเป๋าแล้วทรุดโต๊ะฝั่งตรงข้าม สีหน้าขรึม เขาเบือนตาออกนอกหน้าต่างก่อนจะปรายตามองฟ้าแวบหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่เสร็จเหรอ?” เขาถามเสียงต่ำ
ฟ้าส่ายหน้า บิดปากเล็กน้อย “มันตัน… คิดอะไรไม่ออกเลย”
ธันวาทำเสียงอือ รับรู้แต่ไม่ซ้ำเติม เขาเลื่อนโน้ตบุ๊คเข้ามาใกล้ ดูเฉยชาพิเศษในเช้าวันนี้ บรรยากาศหยั่งเชิงยังคงอยู่ระหว่างทั้งสอง เรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่เคยเดินหน้าเต็มที่ นอกจากในฐานะเพื่อนร่วมกลุ่มที่ดีเท่านั้น
“ฟังเพลงไหม?” ธันวาเสนอพลางยื่นหูฟังข้างหนึ่ง
ฟ้าชะงัก ก่อนพยักหน้า รับหูฟังข้างนั้นด้วยมือสั่นเล็กน้อย เสียงกีต้าร์ใส ๆ ดังลอดเข้าหู ทั้งคู่ก้มหน้าก้มตาอยู่แค่เสี้ยวนาที แต่ในจังหวะเพลง เธอรู้สึกถึงความใกล้ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ฟ้าคิดว่ายังไงก็ไม่อยากให้มันหายไป
เวลาผ่านไป เธอเงยหน้ามองธันวา อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เก็บคำนั้นกลับเข้ามาในใจ
อีกวัน ฟ้าก็มายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าลิฟต์ เมื่อธันวาเดินออกจากห้องเรียนพร้อมกลุ่มเพื่อน เขาหยุดเดินแค่เสี้ยววินาที แล้วแสร้งคุยกับเพื่อนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟ้าใจเต้นแรงกับจังหวะที่เขามองมา แต่ทำเป็นเสไปคุยโทรศัพท์ หัวใจมันเอะอะเองโดยไม่รู้จะห้ามยังไง
ในห้องเรียนหลังจากนั้น พวกเขาได้จับกลุ่มงานอีกครั้ง โจทย์คือถ่ายทำหนังสั้นในหัวข้อ “สิ่งที่ไม่กล้าบอก” ฟ้าตาลุกวาว เธอเสนอไอเดียทันที ทั้งกลุ่มพยักหน้าเออออ แต่ธันวานั่งนิ่ง หันมามองตาเธออยู่นานก่อนจะพูดว่า “แล้วถ้าความลับมันทำร้ายเพื่อนล่ะ?”
ฟ้าชะงัก หัวใจตกวูบ แต่ก็แกล้งยิ้ม “งั้นก็ต้องเลือกว่าความจริงสำคัญแค่ไหนมั้ง”
ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ใบหน้าสำนึกผิดบางอย่างแว้บผ่าน แต่ฟ้าไม่กล้าถามต่อ
สัปดาห์ต่อมา ในกองถ่ายธันวารับบทถ่ายภาพ เขาซุ่มเงียบหลังกล้อง ไม่ค่อยพูดกับใคร ยกเว้นเวลาจำเป็น ฟ้าเดินไปนั่งข้างเขา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนในกอง เธอยื่นน้ำให้ธันวา เขารับไปโดยไม่ได้พูดอะไร เงียบเกินจะวิเคราะห์
“เหนื่อยไหม?” ฟ้าถามในที่สุด เสียงเธอเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน
“ไม่เท่าไหร่” เขามองตรงไปข้างหน้าไม่สบตา แต่ตอนนั้นเองเธอสังเกตเห็นรอยแผลเป็นจางๆ เหนือข้อมือขวา
ฟ้าทำเป็นไม่เห็นอะไร พลางอ้อมแอ้ม “กล้องตัวนี้หนักมั้ย?”
ธันวายิ้มมุมปาก “ก็หนักนิดหน่อยนะ แต่ก็ชินแล้ว”
ฟ้าขยับจะถามต่อแต่ธันวารีบเปลี่ยนเรื่อง “เธออยากถ่ายฉากต่อไปเมื่อไหร่ล่ะ?”
เรื่องการทำงานกลายเป็นเกราะป้องกันระหว่างทั้งสองโดยไม่ได้นัดหมาย
เวลาผ่านไป ฉากถ่ายเสร็จช้า ๆ ฟ้าแอบมองธันวาในโมเมนต์จนนับไม่ถ้วน ทุกครั้งที่เขาแอบยิ้ม หรือขมวดคิ้ว เธอก็ใจเต้นเล่นเองสีหน้าเขาอ่านยากจนบางทีเธอก็สงสัยว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คืนนั้น ในไลน์กลุ่มงาน ธันวาส่งเมสเสจมาถามรายละเอียดงานกับเธอสองสามข้อ
ฟ้าเห็นชื่อเขาขึ้นหน้าจอ ใจเต้นพร่ำเพ้อ ก่อนรวบรวมสติพิมพ์ตอบ ทว่าข้อความสุดท้ายของธันวากลับเงียบไปนานกว่าปกติ
“พรุ่งนี้มาเช้าหน่อย เผื่อคุยรายละเอียด” ฟ้าแชทไป
ธันวาอ่านแต่ไม่ตอบ… ฟ้ากำหูฟังแน่น หัวใจหม่นจนแทบพูดไม่ออก
เช้าวันต่อมา ธันวาไม่มาทำงาน เขาขาดติดต่อเฉียบพลัน เพื่อน ๆ เริ่มซุบซิบ ฟ้านั่งใจคอไม่ดี เธอสงสัยเกิดอะไรขึ้น ใช้เวลาทั้งวันเปิดไลน์ ลบแล้วลบอีกร่างข้อความห่วงใยแต่ไม่กล้าส่ง
เย็นวันนั้น ฟ้ายังนั่งอยู่ในห้องสมุดที่คุ้นเคย เพราะเธอยังต้องรอ… ใครคนหนึ่งแบบที่ไม่มีใครรู้ เหลือแต่เสียงฝนกับความเงียบงัน
ค่ำแล้วธันวาส่งข้อความมาสั้นๆ “ขอโทษที่ไม่ได้ไป มีธุระ”
ฟ้านั่งเงียบอยู่อีกหลายนาที ก่อนจะกล้าใจกล้าถามออกไป “เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ธันวาอ่านข้อความแล้วครู่ใหญ่ คำตอบกลับมาก็ยังคงสั้น “ไม่เป็นไร แต่อยากอยู่คนเดียว”
คืนต่อมา ฟ้านอนพลิกตัวบนเตียง คิดวนเวียนเรื่องธันวา ว่าเธอควรทำอย่างไร ทำไมเขาถึงผลักไส ระยะห่างที่เคยเหมือนไม่มีในบางจังหวะ กลับกลายเป็นกำแพงสูงขึ้นทุกที
วันถัดมา หลังเลิกเรียน ฟ้าเดินสวนกับธันวาในทางเดินแคบ ๆ เขามองเธอแวบหนึ่งแต่ไม่ได้ทักทาย ฟ้าลังเลจะเรียกเขาแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้ายได้แต่เดินเลยไป… เหมือนทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปทีละนิดจนเธอกลัวจะเสียเขาไปจริงๆ
พวกเขาเริ่มคุยกันน้อยลง ระหว่างถ่ายทำหนังสั้น ธันวามักเฉยชา ดูห่างเหิน มีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขายิ้มกับฟ้าเวลาเธอเผลอขำกับมุกฝืดๆ ของเพื่อนในกอง ค่ำวันหนึ่งหลังถ่ายทำเสร็จ ฟ้าเก็บข้าวของริมสนามหญ้า คนอื่นทยอยกลับหมด ธันวามาช่วยถืออุปกรณ์โดยไม่พูดอะไรจนเดินถึงประตูตึก
“เดี๋ยว…” ฟ้ารวบรวมความกล้าเรียก
เขาหยุด เดินช้าลง
“ขอบใจนะ ที่ช่วย…” เธอหลบตา ธันวายกไหล่น้อย ๆ
“ก็หน้าที่ฉันนี่” เสียงเขาเบากว่าปกติ
ฟ้าตั้งใจจะพูดอะไรต่อ แต่ธันวาทำท่าจะเดินจากไป เธอกลั้นใจถาม
“ช่วงนี้เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ธันวาชะงัก มองพื้นนาน “เปล่าหรอก” หยุดไปอีกนิด “ฉัน… แค่อาจจะยุ่ง ๆ”
เธอเงียบไปเช่นกัน มีแต่ความเงียบคั่นกลางระหว่างทั้งสอง ฟ้าอยากจะถามเรื่องรอยแผลเป็น อยากรู้ว่าเขาเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็กลืนทุกอย่างลงคอ
วันรุ่งขึ้น พวกเขาต้องซ้อมพรีเซนต์หนังสั้น ฟ้ากำกับการแสดง ส่วนธันวาถ่ายภาพ ระหว่างเช็คไฟแสง ธันวาทำสายหูฟังหล่นขาด ฟ้าตกใจรีบช่วยเก็บ มือลูบกับหลังมือเขาแผ่วๆ เธอชะงัก ชั่วครู่ที่สัมผัส เธอรู้สึกเหมือนทั้งโลกเงียบไป
ธันวาทอดสายตามาที่เธอครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “คอยรีบเปลี่ยนสายไหม?”
“อื้อ…” ฟ้ายิ้มแหย ท่ามกลางบรรยากาศขัดเขินนั้น ความใกล้ชิดเหมือนจะวูบผ่าน แต่ก็ยังละลายไปกับจังหวะชีวิตแปลก ๆ ระหว่างทั้งสอง
คืนต่อมา ฟ้านอนคิดมาก เธอย้อนทบทวนเรื่องราวในอดีต ธันวาเคยพูดกับเธอครั้งหนึ่งว่า “บางอย่างปล่อยให้หายไปก็ดีแล้ว” เธอสงสัยมาตลอดว่าหมายความว่าอะไร หัวใจก็ยังลังเล กลัวความเจ็บปวดที่จะเกิดหากเธอรู้เรื่องราวจริงของเขา
วันพรีเซนต์มาถึง ห้องเรียนแน่นขนัดอาจารย์และเพื่อน ๆ เงียบงันเมื่อภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สิ่งที่ไม่กล้าบอก” ฉายขึ้นจอ เปิดฉากด้วยตัวละครนำที่ส่งข้อความสารภาพความรู้สึก แต่ไม่กล้ากดส่ง ฟ้านั่งลุ้น หัวใจเต้นรัว เหมือนเรื่องราวนั้นเป็นของเธอเอง ธันวาแอบชำเลืองมองเธอในความมืดของห้อง
เมื่อหนังจบ ทุกคนปรบมือให้ ภาพตัดสุดท้ายคือตัวเอกเดินห่างจากกัน ทั้งฟ้าและธันวาต่างสงบเงียบในอารมณ์บางอย่าง
หลังนำเสนอ เธอเดินออกจากตึกกับเพื่อน ธันวาตามออกมาอย่างเงียบงัน ฟ้ายังไม่กล้าพูดอะไร ธันวาดูเหมือนจะอยากคุยแต่ก็ลังเล ผลัดกันเงียบจนทนไม่ได้
“หนังเธอ… ดีมาก” ธันวาเผยเสียงอ่อน ผิดจากปกติ
ฟ้าเก็บรอยยิ้มในแววตา “แต่ก็เศร้าเกินไปใช่ไหม”
“มันจริงเกินไป… ฉันเองก็…” คำพูดของเขาขาดช่วง ฟ้าตั้งใจฟัง แต่ธันวาหลบตาเสียก่อน
อีกวัน ฟ้ามาทำงานส่งโครงการกับอาจารย์ ถึงพบว่าธันวาไม่ได้ลงชื่อส่งงานในส่วนของเขาเอง อาจารย์แจ้งว่าอาจต้องได้เกรดต่ำ ฟ้าใจคอไม่ดี เธอไปหาเขาที่ห้องชมรมภาพยนตร์ พบเข้ากับเขาที่ยืนจ้องภาพฟิล์มสั้นในมือ เธอลังเล ก่อนจะถาม “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
ธันวาไม่หันกลับมา “ฉัน… ไม่แน่ใจว่าอยากเรียนอยู่ไหม อีกอย่าง…”
เสียงเขาสั่นคล้ายจะร้องไห้ ฟ้าตกใจรู้ว่ามีอะไรในใจเขามานานกว่าที่เธอคิด
“มันเกี่ยวกับครอบครัว… กับเรื่องเมื่อก่อนน่ะ” ธันวาเสียงเบา
เงียบไปสักพัก ฟ้าสูดลมหายใจลึก “ไม่อยากเล่าให้ฉันฟังหน่อยเหรอ”
เขาส่ายหน้า “ฉัน… กลัวว่าคนจะผิดหวัง กลัวว่าเธอ…”
ฟ้ายืนใกล้เขาขึ้นอีกนิด “ฉันไม่ใช่คนอื่นนะธันวา”
เขาหันมาสบตา น้ำตาคลอเบ้าแต่พยายามกลั้นไว้ “ฉันเคย… ทำร้ายตัวเอง เคยคิดจะหนีทุกอย่าง เพราะความผิดพลาดของตัวเอง”
ฟ้านิ่งฟัง เธอเดินเข้าไปใกล้กว่าทุกครั้งก่อนหน้า “แต่เธอผ่านมาได้แล้วนี่”
เขาส่ายหน้าอีก “มันก็ยังอยู่ในนี้” ธันวาชี้ที่อกตัวเอง “บางทีฉันก็คิดว่าถ้าใครรู้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด”
ฟ้ายิ้มอ่อนแสง “แต่สำหรับฉัน… เธอก็ยังเป็นคนเดิม”
เงียบอีกครั้ง ธันวาเคลื่อนมือเช็ดน้ำตาตัวเองเบาๆ
เย็นวันนั้น ฟ้าไปนั่งที่โรงอาหารกับกลุ่มเพื่อน เธอสังเกตว่าเพื่อนหลายคนเริ่มสังเกตความห่างเหินระหว่างฟ้ากับธันวา เพื่อนสนิทถาม “เธอสองคน มีอะไรกันรึเปล่า?”
ฟ้ายิ้มเบา ๆ เขินอาย “ก็…ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าเหมือนจะห่างๆ กันมากกว่าแต่ก่อน”
อีกหลายวันต่อมา ธันวายังคงเว้นระยะห่างจากทุกคน ฟ้ารู้สึกคิดถึงเขาทุกนาทีที่ไม่ได้เจอ กลางคืนเธอเขียนข้อความในโทรศัพท์ “เราคิดถึงนะ” แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะกดส่ง เธอวางมันไว้ข้างหมอน ปล่อยให้ความคิดวนเวียนอยู่ในความเงียบเหงา
ครั้งหนึ่งระหว่างรอขึ้นลิฟต์ ฟ้าเจอธันวาโดยบังเอิญ เธอลังเลก่อนจะเอ่ย “ไปทานข้าวด้วยกันไหม?”
ธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง พยักหน้าช้า ๆ ขณะเดินไปโรงอาหารทั้งสองยังคงเงียบ ใช้เพียงเสียงช้อนกระทบจานเป็นบทสนทนาแทน
“ขอโทษที่ช่วงนี้เหมือนหลีกเลี่ยงเธอ” ธันวาเอ่ยขึ้นในที่สุด
ฟ้าก้มหน้าหลบสายตา “บางทีฉันก็กลัวว่าตัวเองจะเป็นคนไล่เธอออกไปเหมือนกัน”
ธันวาหัวเราะเบา ๆ ขื่นขม “ความจริงฉันแค่กลัวจะทำให้เธอผิดหวัง กลัวว่าความลับมันจะเปลี่ยนอะไรระหว่างเรา”
ฟ้าเงียบ แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตา “แต่สิ่งที่เปลี่ยน…มันคือเราไม่กล้าบอกก็เท่านั้นเอง”
ธันวาหมุนช้อนในมือ หัวเราะหงอย ๆ “แน่ใจเหรอว่าอยากรู้จักฉันจริง ๆ”
“แน่ใจ” เธอยืนยันเสียงกล้าขึ้น “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ… และฉันก็แค่ไม่อยากเสียเธอไป”
ในคืนฝนตก ฟ้าตัดสินใจส่งข้อความที่เขียนค้างไว้มานาน “ขอโทษที่เราไม่กล้าบอก…แต่ก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอ”
เช้าวันต่อมา ธันวาเดินเข้าห้องสมุดอีกครั้ง เขายิ้มอ่อนๆ ขณะเจอฟ้าประจำที่เดิม
“วันนี้ฟ้ามีไอเดียหนังใหม่หรือยัง?” ธันวาถามเป็นเชิง
ฟ้ายิ้มกว้างกว่าเดิม “มีสิ แต่ถ้าจะเขียนคงต้องมีใครอยู่ข้างๆ ด้วยล่ะ”
เงียบอีกครั้ง แต่บรรยากาศเปลี่ยนจากเดิม คราวนี้ทั้งสองกล้ามองตากันนานขึ้น เธอลองเขียนสิ่งที่ไม่กล้าบอก ธันวาลองเป็นตัวเอง และความกลัวในอดีตก็เริ่มหลอมละลายลงช้า ๆ
ฤดูกาลผลิบานอีกครั้ง ทั้งสองยังนั่งข้างกันใต้แสงแดดอ่อนที่หน้ามหาวิทยาลัย ไม่มีคำสารภาพรักหวานซึ้ง
มีเพียงรอยยิ้มอ่อนๆ ที่เติมเต็มระหว่างกัน เหมือนทุกสิ่งเพิ่งเริ่มต้นใหม่อย่างเงียบงัน…