เสียงฝนในวันจันทร์
เสียงฝนหยดแผ่วเบาตกกระทบหน้าต่างบานเก่าของตึกสูงกลางสุขุมวิท ณ ชั้นที่สิบสาม—ห้องทำงานสำนักพิมพ์ “ขอบฟ้า” ที่อบอวลด้วยกลิ่นกระดาษและกาแฟจาง ๆ ปอ นั่งง่วนกับโน้ตบุ๊ก มีปากกาสีแตกต่างซุกในผ้าพันคอกับแก้วกาแฟที่กำลังเย็นชืด รอยยิ้มบาง ๆ ของเธอซ่อนอาการกังวลไว้แน่นหนา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปอ ส่งสตอรี่บอร์ดยัง?” พี่หนูเล็กเรียกขึ้น เธอไม่เงยหน้าจากจอ มือยังคงระบายเส้นน้ำหมึกอย่างมุ่งมั่น “ขออีกสิบนาทีค่ะพี่” น้ำเสียงเธออ่อนแรงเล็กน้อย แม้เสียงฝนข้างหน้าเพลานี้จะเหมือนช่วยกลบความกลัวในใจ
ลมเย็นจากแอร์ประจำออฟฟิศพัดผ่าน อธิปก้าวเข้ามาด้วยชุดสูทเรียบเข็มขัดคาดสีจัด มาดนิ่งเย็น เงียบขรึม เขามองไปรอบ ๆ ห้อง อย่างระแวดระวัง หอบแฟ้มงานมาด้วย “ปอ งานประชุมบ่ายนี้ฝากดูด้วยนะ”
“ค่ะพี่ธิป” เธอเหลือบมองเขาแว็บหนึ่ง เขาตีหน้านิ่งไม่แยแสเธอด้วยซ้ำ ราวกับทุกอย่างคือเรื่องงาน ไม่มีช่องว่างอื่น
ทั้งคู่ไม่เคยเปิดใจนอกเหนือจากเรื่องงาน แม้จะร่วมโปรเจกต์เดียวกันเดือนหนึ่งแล้วก็ตาม อธิปเป็นคนจริงจัง ไม่เคยพูดเล่น หรือแสดงความอ่อนแอ ปอ—เป็นคนคิดมาก ไม่กล้าทำผิดพลาด ขี้เกรงใจ และมักห่วงความรู้สึกคนรอบข้างเกินตัว
เสียงฝนยังไม่ขาดสาย อธิปเปิดพรีเซนต์ในห้องประชุม บรรยากาศตึงเครียด “เราต้องเปลี่ยนแนวปกให้สดใหม่ขึ้นครับ งานของคุณปอยังดู ‘เซฟ’ ไปหรือเปล่า”
ปอก้มหน้า ไม่พูดตอบสักคำ มือขยำกระดาษแผ่นเดิมแบบไม่รู้ตัว เธอกลัวความผิดหวัง กลัวถูกมองว่าไม่กล้าเสี่ยง เสี้ยววินาทีหนึ่ง อธิปสายตาอ่อนลง ก่อนจะเก็บมันกลับในพริบตา
หลังเลิกงาน ปอเดินคนเดียวบนทางเท้าที่เปียกชื้น เธอหยุดรอไฟแดงใต้ร่มสายฝน พลันได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ เธอเห็นอธิปยืนข้าง ๆ “กลับยัง” เขาถามนิ่ง ๆ
“กลับค่ะ”— “ฝนตกหนัก เดี๋ยวไปส่ง” ปอเงียบ รู้สึกลังเล “ไม่เป็นไรค่ะ หนูใกล้แค่นี้เอง” อธิปยังย้ำ “จะยืนตากฝนให้ป่วยทำไม” เสียงเขายังคงเรียบ แต่ดวงตาสื่อความห่วงใยอย่างจาง ๆ
บนรถยนต์ กลิ่นฝนกับเสียงเพลงวิทยุคลอเบา ๆ อธิปไม่พูดอะไรอีก ปอแอบมองข้อมือที่หยิบทิชชู่มาเช็ดกระจก ความเงียบระหว่างพวกเขาหนักอึ้ง ทว่าไม่ได้ทำให้อึดอัด กลับคล้ายจะมีพื้นที่ให้ความคิดแผ่วบาง
“อยากวาดอะไรที่ใจตัวเองชอบไหม” อธิปถามขึ้นหลังจากเงียบนาน “ก็…อยากค่ะ แต่กลัว…กลัวคนไม่เข้าใจ” เธอยิ้มจาง ๆ “บางที…งานดี อาจไม่ต้องถูกใจทุกคน” เขาตอบแผ่วเบา
ปอชะงัก รู้สึกลึกซึ้งว่าเขาเอาใจช่วยเธอ เพียงแต่เขาไม่แสดงออกแบบคนอื่น มีเพียงคำพูดธรรมดาแต่จริงใจ
อีกวันหนึ่ง ปอหอบร่างกายอ่อนล้าเข้ามา เสียงซุบซิบจากแผนกธุรการ “เห็นพี่ธิปเลิกกับแฟน หรือยัง?” “แฟนเก่ามาหาเมื่อวานนะทุกคน” ปอได้ยินเพียงนั้น ใจพลันหวิว ยิ่งไม่กล้ามองหน้าอธิป ทั้งที่ความจริงเธอก็ไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้น
ระหว่างนั้น งานใหม่เข้ามา เป็นโปรเจกต์ที่ต้องทำควบคู่กันสองเดือน อธิปถูกแต่งตั้งให้ดูแลแนวคิดกลยุทธ์ ขณะที่ปอวาดภาพประกอบ เธอพยายามเว้นระยะ หัวใจเต้นรวนเมื่อเวลาสบตา เขากลับปกติ ไม่มีทีท่าจะสนใจเธอในเชิงอื่นนอกจากงาน
คืนหนึ่ง เธอวาดงานจนดึก อธิปเป็นคนสุดท้ายที่ลุกมาดูแล ออฟฟิศมืดเหลือไฟเพียงโคมเดียว เขายืนมองภาพที่เธอร่างไว้แอบ ๆ “ทำไมวาดแต่คนเหงา” เขาถาม
“เพราะตอนนี้…ก็รู้สึกแบบนั้นค่ะ” เธอไม่กล้ามองหน้าเขา พลางกลั้นน้ำตา อธิปนั่งลงข้าง ๆ เงียบอยู่นาน จึงแลบพูดเบา ๆ “ความเหงา…บางทีก็แค่ช่วงหนึ่งของคืนยาว”
หลังวันนั้น ทั้งคู่เริ่มคุยเรื่องส่วนตัวมากขึ้น ปอเล่าเรื่องบ้านที่อยู่ต่างจังหวัด อยากกลับไปวาดรูปแนวธรรมชาติ แต่อีกใจก็กลัวความไม่มั่นคง อธิปบอกว่าเคยฝันอยากเปิดร้านหนังสือเล็ก ๆ แต่กำแพงของครอบครัวที่วาดอนาคตเขาไว้แน่น ทำให้เขาไม่กล้าเบี่ยงเบนเส้นทางเดิม
“พี่เคยตัดสินใจพลาดเยอะ…เลยไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ง่าย ๆ” อธิปพูดเสียงขื่นขม “เราทุกคนก็พลาดได้ทั้งนั้นล่ะค่ะ” ปอยิ้มให้เขา เงียบกันไปนาน เขาสบตาเธอแล้วเบนหน้าหนีไว ๆ
โปรเจกต์ดำเนินไปท่ามกลางความตึง มือเธอไหววันส่งงาน ปอพยายามสร้างสรรค์แนวที่เป็นตัวเองมากกว่าเดิม แม้จะมีเสียงกระซิบกระซาบ แซวว่า “งานศิลป์สายซึมเศร้า” แต่เธอก็ยังกระเสือกกระสนดันทุรังต่อไป เธอใกล้หมดแรง อธิปเห็นแต่เงียบเช่นเคยเพราะไม่ถนัดปลอบ เธอเองแม้อยากเล่าแต่นึกรู้อยู่แก่ใจว่าขอบเขตของ ‘พี่ธิป’ คือเพียงหัวหน้าทีม ไม่ใช่ที่รัก
เช้าวันหนึ่ง ปอเข้ามาด้วยดวงตาแดงก่ำ พยายามทำตัวกลมกลืน แต่อธิปสังเกตได้ “เมื่อคืนร้องให้ใช่ไหม” เขาโพล่งออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด เธอสะดุ้ง “เปล่าค่ะ เดี๋ยวหนูไปส่งต้นฉบับก่อนนะ” เธอรีบลุก สะกดกลั้นน้ำตาที่ยังปริ่ม ๆ
กระทั่งส่งงานชิ้นสุดท้าย ปอวางแผ่นปลิววางมืออย่างหนักแน่น อธิปกำลังคุยกับบอร์ดผู้บริหาร ทันใดเสียงฝนเทกระหน่ำหนัก ปอออกไปหน้าอาคาร เปียกฝนโดยไม่ตั้งใจ—อธิปเดินตามมา “ทำไมไม่ถือร่ม”
“ชินแล้วค่ะ บางทีการยืนในฝน…รู้สึกเหมือนได้ล้างใจ” เธอหัวเราะกับตัวเอง อธิปนิ่งเงียบแล้วถอดสูทคลุมไหล่เธอ “อยากร้องก็ร้อง เดี๋ยวฝนช่วยซ่อนน้ำตา” เขายืนข้าง ๆ
ระยะห่างค่อยลดลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นนั้น จนมีข่าวว่าบริษัทเตรียมปรับโครงสร้างใหม่ งานบางส่วนจะถูกจ้างฟรีแลนซ์ อธิปอาจต้องย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศ ขณะที่ปอกำลังตัดสินใจจะกลับบ้านที่อุบลฯ เพื่อตามฝันวาดภาพเต็มตัว
อธิปนั่งทอดอารมณ์บนดาดฟ้าในคืนฝนพรำ ควันบุหรี่ขาวลอยผ่านเหม่งฟ้า “กลัวกลับบ้านผิดหวังไหม” อธิปถาม เงียบไปนาน “กลัวค่ะ กลัวไล่ตามความฝันแล้วแพ้” เธอยิ้มเศร้า ๆ “ทุกคนก็กลัวทั้งนั้นแหละ แต่บางอย่างต้องเสี่ยง” อธิปว่า
คืนก่อนประกาศผลโยกย้ายงาน ปอเห็นอธิปนั่งเหม่อบนโต๊ะทำงาน เขาเงยหน้าขึ้น “ถ้าเราสองคนไม่ได้อยู่ที่นี่พร้อมกันอีก…จะลืมกันไหม” เธออ้ำอึ้ง ไม่ตอบ ทำได้แค่ยิ้มจาง ๆ
“คิดถึงจะบอกไหม” อธิปกระซิบแต่เบามาก “อาจจะ…แต่คงไม่กล้าบอกก่อน” ปอพูดพลางเบนตาไปทางอื่น
วันรุ่งขึ้น ข้อมูลชัดเจน อธิปต้องไปสาขาที่สิงคโปร์ ปอกลับอุบลฯ ทั้งคู่ยืนในลิฟต์เงียบงัน “ขอบคุณที่ทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่อยาก” ปอพูด อธิปพยักหน้า แต่สายตาหม่นหมอง
หลังจากนั้นอยู่ที่นั่นสองเมืองไกล ต่างคนต่างเจอกำแพงชีวิตใหม่ ๆ ปอเริ่มขายงานศิลป์ของตัวเองในท้องตลาด อธิปพิสูจน์ทักษะกับวัฒนธรรมใหม่ แต่ไม่มีใครพูดเรื่องความในใจ ครู่หนึ่งฝนซา กล่องไปรษณีย์จากสิงคโปร์ส่งมาถึงอุบลฯ ข้างในเป็นหนังสือ Blank notebook กับกระดาษโน้ตกำลังใจ “หวังว่าสักวัน…เธอจะเขียนภาพที่กล้าเป็นตัวเอง” ไม่มีคำสารภาพ พลันปอยิ้มทั้งน้ำตา
เวลาผ่านไปหลายเดือน ต่างคนเงียบหาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่หายไปคือแรงบันดาลใจจากกันและกัน วันหนึ่งเมื่อปอสวมแว่นทรงใหม่ เขียนภาพชุด “เดินกลางฝน” ในงานแสดงที่อุบลฯ ก็ปรากฏชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเดินฝ่าฝนเข้ามายืนเงียบ ๆ ข้างเธอ
อธิปยิ้มแห้ง ๆ “ยังชอบเสียงฝนไหม” เสียงของเขายังคงอบอุ่นแต่แฝงความประหม่า ปอพยักหน้า “เสียงฝนทำให้หนูรู้ว่ากลัวแค่ไหน…แต่ก็ยังกล้าเดินต่อ”
อธิปมองรูปในแกลเลอรี “ขอบคุณที่กล้าเป็นตัวเอง…หนูเป็นแรงบันดาลใจให้พี่มากกว่าที่หนูคิด” เขาเงียบไป “เรายังทัน…ถ้าอยากเริ่มใหม่ เป็น ‘เรา’ สักที”
ปอยิ้ม ท่ามกลางฝนที่เพิ่งเริ่มตกเบา ๆ —ความเงียบระหว่างสองใจนี้ไม่ต้องมีคำยืนยัน รอยยิ้มของปอในวินาทีนั้น แทนทุกความรู้สึกที่พวกเขากลัวที่จะพูดออกมาทั้งชีวิต