เพลงลมปลายฝัน
เสียงลมฤดูร้อนแผ่วเบาแตะปลายหน้าต่างกระจกสูงของบริษัทสตาร์ทอัพพลังงานที่ตั้งอยู่นอกเมืองเล็กน้อย พื้นที่เปิดโล่งสลับด้วยโต๊ะไม้สีอ่อน เต็มไปด้วยแสงแดดและเสียงพูดคุยเบาๆ ระหว่างพักกลางวัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูผามองผ่านหน้าต่างชั้นสองออกไปเห็นใบไม้ไหว เขาก้มลงกลัดปุ่มเสื้อนาใกล้ๆ กระเป๋าเป้ใบเดิมวางอยู่ข้างเก้าอี้ รับรู้ถึงจังหวะหัวใจตัวเองที่เต้นเร็วเป็นพิเศษเมื่อเห็นเธอเดินผ่านตรงทางเดินกระจก หญิงสาวร่างเล็ก ผมตรงยาวในชุดสูทเรียบ เรียกชื่อในใจ… ลิชา
“นายจะนำเสนอโครงการวันนี้เหรอ?” เพื่อนร่วมงานถามขึ้นมาด้วยเสียงสูง ก่อนจะคลี่ยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นภูผาหันไปอย่างตื่นๆ
“อือ…ใช่ พี่ลิชาเป็นคนฟัง เหมือนจะดุหน่อย” เขาตอบเสียงเบา เก็บความกังวลไว้ลึกที่สุดในดวงตา รู้ตัวดีว่าการนำเสนองานครั้งนี้สำคัญ การได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าทีมเช่นเธอ เป็นอะไรที่หนักหนาสำหรับคนไม่มั่นใจในตัวเองอย่างเขา
ลิชาเดินมาถึงหน้าห้องประชุม หยุดอยู่ตรงหน้ากระจก ฝ่ามือเธอแนบกับบานประตูซึ่งยังไม่เปิด เธอหลับตานิดๆ หายใจเข้าลึก กลั้นอะไรบางอย่างไว้ข้างใน เป็นภาพที่ไม่มีใครสังเกต นอกจากภูผาที่เผลอมองมาอีกครั้ง
เสียงรองเท้ากระทบพื้นเบาๆ เธอเปิดประตูเข้าไปในห้องประชุม ทุกสายตาหันขวับ มีเพียงเสียงเงียบแทรกผ่านอยู่ในอากาศ
“เริ่มเลยไหมคะ?” น้ำเสียงของลิชานิ่ง ไม่แสดงออกมากแต่อบอุ่นผิดคาด ภูผาสูดหายใจแล้วก้าวไปข้างหน้า เชื่อว่าหากพลาดคราวนี้ ฝันอยากเขียนเพลงเพื่อเปลี่ยนโลกของตนคงต้องรอไปอีกไกล เพราะเขายังไม่กล้าสร้างความมั่นใจให้ตัวเองสักครั้ง
การนำเสนอดำเนินไป ภูผาทำพลาดเล็กๆ ในประโยคสำคัญ เขาหยุดพูดไปชั่วขณะ ห้องเงียบลง ภูผารู้สึกเหมือนหูวิ้ง ลิชามองตรงมาแวบนึง สายตาเธอไม่ตำหนิ แต่เหมือนเชิญชวนให้ลองใหม่
“ถ้าคุณเชื่อในไอเดียตัวเอง คุณพูดได้ดีกว่านี้…ลองอีกทีสิ” เธอพูด
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมุมห้อง แต่บรรยากาศไม่ได้อึดอัด ภูผาสูดหายใจลึก ปรับแว่น ยิ้มเขิน เริ่มต้นอธิบายใหม่อย่างช้าๆ รอบคอบกว่าเดิม คราวนี้เขาพูดจบ ได้รับเสียงตบมือบางเบา ความสุขเล็กๆ เผลอคลายรอยยิ้มออกมาได้ในที่สุด
หลังประชุม เลิกงาน คนแยกย้ายไปออฟฟิศ บางคนกลับบ้าน เหลือเพียงภูผาเก็บเอกสารจากโต๊ะเข้าแฟ้มท่ามกลางห้องที่เงียบลง
“วันนี้ดีนะ” เสียงเธอดังขึ้นข้างหลัง เห็นแค่เพียงปลายผ้าเชิ้ตและทรงผมสวยเรียบเป็นเงา
ภูผาหันไปยิ้มประหม่า “ขอบคุณครับ ผม…เกือบไปแล้วจริงๆ”
ลิชาก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยเสียงช้ากว่าปกติ “ฉันเคยกลัวการพูดต่อหน้าคนนะ เป็นเรื่องจริง”
ภูผาแปลกใจ ไม่คิดว่าเธอจะพูดอะไรแบบนี้ “…เหรอครับ” เขาทิ้งจังหวะ เธอยักไหล่เบาๆ ไม่พูดอะไร ซ่อนรอยยิ้มไว้ในดวงตาเหมือนกำลังปกปิดความรู้สึกบางอย่าง
“เย็นนี้…จะอยู่ช่วยตรวจรายงานต่อไหม” ลิชาถาม พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยังไม่จาง
ภูผาลังเล “ได้ครับ” เขาตอบ รู้ว่าตัวเองไม่ได้รีบกลับบ้านเหมือนเดิมอีกแล้ว
งานคืนนั้นดำเนินไปทีละหน้ากระดาษ เพลงลมจากปลายหน้าต่างบรรเลงคลอ ภูผาหยิบสมุดเพลงขึ้นมาจรดปากกาแต่งทำนอง เป็นนิสัยเดิมระหว่างคิดงาน ลิชาสังเกตแต่ไม่ถาม
“นายแต่งเพลง?”
ภูผาเงยหน้าขึ้น ชะงัก “…ใช่ครับ แต่นานๆ ที ไม่มีใครฟังหรอก”
ลิชายิ้มบางๆ “คนทุกคนก็อยากฟังเสียงในใจตัวเองบ้างนะ”
ภูผารู้สึกว่าคำพูดนี้แปลกประหลาด ลึกซึ้ง เงียบกันไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมามองสีหน้ากันผ่านแสงไฟสลัว
“งั้น…ถ้ามีงานอีเวนต์บริษัท นายลองแต่งเพลงให้ไหม?” ลิชาพูดขึ้นช้าๆ กึ่งจริงกึ่งล้อ ปลายน้ำเสียงมีความคาดหวังซ่อนอยู่เช่นกัน
ภูผายิ้มรับแต่ยังดูกังวล “ไม่แน่ใจเลยว่าจะกล้า”
ลิชาเงียบไป หันกลับไปตรวจรายงานต่อ กลุ่มคำพูดค้างไว้ในบรรยากาศ
หลายวันผ่านไป ทั้งคู่ทำงานร่วมกันบ่อยขึ้น มีหัวข้อใหม่ให้พูดคุยตั้งแต่งานวิศวกรรมจนถึงเพลงที่ไม่มีวันถูกเล่นต่อหน้าคน
บางวันภูผาเปิดเพลงเบสิกในโทรศัพท์ ลิชานั่งเงียบฟัง เหม่อไปที่ฝนบางเบานอกหน้าต่าง แล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “เพลงแบบนี้ฟังแล้วเหมือนลมเย็นๆ เลย”
ภูผาตอบเพียงยิ้ม ไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านั้น เธอเป็นหัวหน้าทีม แต่การอยู่กับลิชาไม่ได้เครียดอย่างที่คิด กลับกลายเป็นความสบายใจประหลาดใจในแต่ละวัน
วันหนึ่งในงานเลี้ยงบริษัท ระหว่างเสียงคุยกันจอแจ ภูผาแต่งเพลงแอบใหม่ เตรียมมอบเป็นเพลงธีมทีมงาน เขากังวลว่าทุกคนจะชอบหรือเปล่า
“…จะไม่เล่นให้ใครฟังจริงๆ เหรอ?” ลิชาถามซ้ำอีกครั้ง คืนนี้เธอยืนใกล้กว่าปกติ สายตาซุกซนแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ภูผายังคงลังเล “มันเขินครับ กลัวคนไม่เข้าใจ”
ลิชาพยักหน้า “ฉันเองก็เคยกลัวคนไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันเป็นเหมือนกัน” เสียงเธอสั่นนิดๆ ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มแบบเดิม
อีกอาทิตย์ต่อมา บริษัทเริ่มรับโปรเจคใหม่ บริษัทขยายตัว กลุ่มใหม่เข้าร่วม มีเรื่องว้าวุ่นใหม่ๆ เข้ามา ภูผาต้องทำงานกับหัวหน้าทีมคนอื่นมากขึ้น เวลากับลิชาน้อยลง
ในขณะที่ลิชาดูยุ่งเป็นพิเศษ เธอพยายามคุมตัวเองให้เข้มงวดกว่าเดิม พยายามไม่แสดงความรู้สึกใดต่อเอกรุ่นพี่อดีตแฟนที่กลับมาคุมงานด้านฝั่งวิศวกรรมด้วย
ภูผาสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เอกร่วมประชุม ลิชาจะนิ่งเงียบ ใจลอย สีหน้าไม่แน่ใจ ภูผารับรู้ถึงระยะห่างไม่คุ้นเคยในอากาศ รู้สึกอึดอัดและสับสน
เขาไม่กล้าถามออกไป มากสุดก็ได้เพียงพูดเรื่องงาน กระทั่งวันหนึ่งในลิฟต์บริษัทที่มีแค่สองคน ลิชาเงียบ ผละจากการสนทนา
“ผม…ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ เล่าได้นะครับ ไม่ต้องทนคนเดียว”
ลิชามองหน้าสักพัก ก่อนตอบเบาๆ “ขอบคุณนะ นายใจดี” แล้วไม่พูดอะไรอีกจนประตูลิฟต์เปิด
บรรยากาศในทีมเปลี่ยนไปช่วงหนึ่ง จากเคยพูดคุยใกล้ชิดกลายเป็นห่างเหิน ลิชาโหมงานหนักจนหน้าโทรม ภูผากลับไปแต่งเพลงแต่ไม่เคยเอาออกมาให้ฟัง ทุกอย่างเหมือนกลับไปจุดเริ่มต้น
จนกระทั่งวันฝนตก ภูผากลับช้ากว่าปกติ เขาเดินผ่านห้องประชุม เจอลิชานั่งอยู่คนเดียว มองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำตาซึมแต่อดกลั้นไว้
เขายืนลังเลก่อนตัดสินใจนั่งลงฝั่งตรงข้าม เว้นระยะเงียบๆ
ลิชาพูดในที่สุด “นายเคยรู้สึกว่า เราเดินมาถึงทางตันไหม?”
ภูผาพึมพำ “ผมรู้สึกว่าทุกทางตันมันมีทางเบี่ยงเสมอนะ แค่มองให้ดี…”
ลิชายิ้มจางๆ “ทุกคนก็พูดว่าฉันเก่ง อยู่ได้ด้วยตัวเอง…แต่บางทีฉันเหนื่อย บางทีก็อยากมีใครสักคนฟัง”
เขาอยากพูดว่าจะเป็นคนนั้น แต่ก็ไม่กล้า
“ผม…อยากฟังครับ ถ้าอยากจะพูดอะไร”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ลิชาพยักหน้าขอบคุณแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ความใกล้ชิดเหมือนจะจางหายไปเพราะอดีตที่ยังติดค้างของเธอ
เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ลิชามีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศตามคำเชิญของโปรเจคใหม่ เป็นความฝันเก่าที่เธอพูดถึงบ่อยๆ เธอลังเลที่จะไปเพราะมีหลายเรื่องที่ยังผูกพัน ทั้งงาน ทีมงาน และบางสิ่งที่ค้างคาใจ
ภูผาทำทีเป็นยินดี แม้ใจหวิวๆ ลิชาเดินเข้ามาทิ้งท้ายวันสุดท้ายก่อนเดินทาง พูดเพียงสั้นๆ “ขอบคุณสำหรับทุกช่วงเวลาที่แชร์ด้วยกันนะ”
“ผม…ขอให้โชคดีครับ” ภูผาพูด แล้วรีบเดินหนีไปซ่อนน้ำเสียงสั่นๆ ในลำคอ
ค่ำคืนนั้น ฝนตกหนัก ภูผานั่งแต่งเพลงทั้งคืน รวบรวมความรู้สึกทั้งหมดวางลงในทำนองที่เขียนจนเสร็จ เพลงนี้เขาตั้งชื่อว่า ‘เพลงลมปลายฝัน’
โลกดำเนินต่อเนื่องตามฤดูภูผาตั้งใจทำงานอย่างหนัก ท่องจำว่าควรปล่อยวางความรู้สึก ทว่าในใจยังมีบางเพลงที่ไม่อาจร้องออกมาได้
หลายเดือนผ่านไป ลิชากลับมาเมืองไทยด้วยความนิ่งกว่าเดิม เธอมีแววตาสงบและมั่นใจขึ้น ได้เรียนรู้และให้อภัยตัวเองจากอดีตเก่าๆ
ในงานเลี้ยงบริษัทรอบใหม่ ภูผาขึ้นเล่นเพลงในทีมโดยไม่รู้ว่าลิชากลับมา เธอเข้าไปนั่งเงียบอยู่มุมห้อง จนเมื่อเขาเริ่มเล่น ‘เพลงลมปลายฝัน’ ด้วยเสียงสั่นแต่เต็มไปด้วยหัวใจ
เมื่อจบเพลง ลิชาค่อยๆ เดินเข้ามา ไม่มีคำพูดเอ่ยระหว่างกัน เพียงรอยยิ้มบางๆ และแววตาเข้าใจกันลึกซึ้งกว่าเดิม เธอกล่าวเบาๆ “เพลงของนาย…ทำให้ฉันกล้ากลับมา”
ภูผาเงียบไปสักพักก่อนพูดออกมาในที่สุด “ฉันยังอยากฟังเสียงในใจของคุณนะ”
รอบข้างมีแต่เสียงเงียบ ลิชาพยักหน้า น้ำตาพราวในดวงตา เธอเดินเข้ามาใกล้เล็กน้อย กำมือเขาเบาๆ “ฉันเองก็ยังอยากเติมเพลงของเราให้จบเหมือนกัน”
ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่ต้องพูดอะไรยาว ความเข้าใจบางอย่างชัดเจนในอากาศ ทั้งคู่ต่างรู้ว่าการให้อภัยและเติบโต ต้องเริ่มที่ตัวเอง ก่อนจะสร้างฝันใหม่ร่วมกันไปข้างหน้า ท่ามกลางกระแสลมปลายฝันที่ยังบรรเลงไม่จบ…