วันธรรมดาในฤดูฝน
เสียงฝนเริ่มโปรยปรายในเช้าวันจันทร์ มณีกำลังรีบสาวเท้าเข้าออฟฟิศ หยาดน้ำเกาะตามเสื้อสูทสีกรมท่า สายตาเธอเจอเปเปอร์คัพกาแฟสีน้ำตาลบนโต๊ะใกล้ประตู ที่ฝาปิดมีรูเปิดครึ่งวงกลม กลิ่นกาแฟลอยแตะจมูก มณีถอนหายใจ มองนาฬิกา บนผนังบอกเวลา 8.34 น. เธอเกลียดการสายนิดเดียว แต่ปีนี้ก็ยังแก้ไม่หาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คราวนี้เสียงถอนหายใจมาจากอีกฝั่ง – ปราโมทย์ ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ๆ ร่างสูงแต่หนุ่มดูสับสนในสูทหลวม ๆ ผมยังเปียก มองเธอแล้วยิ้มแหย “เอ่อ…คุณมณีหรอครับ ผมขอโทษนะ พอดีผมจะมาเอาเอกสารนี่” เขาเขยิบผ่านเธอ กระเป๋าเป้เล็กสีลอกเจือป้ายสีแดง เร่งควานหาบางอย่างใต้โต๊ะ
มณีแค่เงียบ มองปราโมทย์ที่ดูชุ่ย ๆ ยังเช็ดแมสก์เปียกฝนออกจากหน้า แล้วพูดกึ่งห้วน “ยังไม่ถึงเวลาทำงานหรอกค่ะ อีกตั้งยี่สิบนาที”
“ขอโทษครับ ผม…ยังไม่ชินทางฟุตบาทใหม่ ฝนตกทุกทีเลย”
มณีถอนหายใจรอบที่สอง “ถ้าไม่อยากเปียกก็ควรดูแอปพยากรณ์อากาศนะคะ”
ฝ่ายปราโมทย์พึมพำในลำคอ “ผมกะไว้ว่ามันจะหยุด…แต่วันนี้ ดันมาตอนเช้าพอดี” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
เช้านั้น มณีกับปราโมทย์นั่งทำงานคนละมุมโต๊ะริมหน้าต่าง มีเพียงเสียงฝนกับการคลิกเมาส์คอยรวมจังหวะชีวิตคนละแบบ
มณี – หญิงสาววัย 29 ปี มือขวาของหัวหน้าแผนกมาร์เก็ตติ้ง เธอสร้างผลงานจนทุกคนไว้วางใจ แต่ภายใต้ความมั่นใจ เธอกลัวการพลาด กลัวการล้มเหลว และมีปมตั้งแต่วัยเด็ก—ครอบครัวที่อยากให้เธอมั่นคงเพอร์เฟ็กต์ ปิดทางเลือกที่ใจรัก
ปราโมทย์–หนุ่มอายุ 30 ปี ดูไร้จุดหมาย เปลือกนอกเหมือนจะนิ่งสงบใจดี ทว่าในใจว่างเปล่า เก็บอดีตผิดพลาดไว้ลึก ๆ เขาหลงใหลงานดนตรี แต่เลือกงานออฟฟิศเพราะไม่กล้าทำตามความฝัน ความกลัวล้มเหลวกัดกินเขาทุกคืน
เย็นวันนั้น ฝนยังไม่หยุดตก สองคนเดินเคียงกันตรงบันไดหนีไฟ มณีเบือนหน้ามองไปนอกกระจก “คุณปราโมทย์ ชอบสายฝนเหรอคะ”
ปราโมทย์เม้มปาก คิดสักพัก “บางที…มันทำให้รู้สึกเหมือนทุกอย่างถูกกลบเสียง ไม่ต้องรีบโต ไม่ต้องรับผิดชอบมากนัก”
เธอยิ้มมุมปาก “แปลกดีนะคะ ฉันว่ามันทำให้คิดถึงตอนเป็นเด็ก ถ้าไม่ติดงาน ฉันจะอยากนั่งฟังฝนทั้งคืนเลย” หยุดนิ่ง ดวงตาเผลออ่อนแสงลง
“เคยไม่อยากโตมั้ยครับคุณมณี?”
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงยิ้มเศร้า ๆ พากลับไปที่โต๊ะทำงาน สองคนนี้จึงเริ่มมีบทสนทนาประหลาด ๆ ระหว่างฝนตกทุกบ่าย ไม่รีบร้อน เหมือนอะไรบางอย่างกำลังค่อย ๆ งอกงามในความเงียบ
อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ฝนตกเช่นเดิม สองคนต้องไปเซ็นเอกสารที่ตึกอีกฝั่งพร้อมกัน ปราโมทย์หยิบร่มสีเขียวเลอะหมึกออกมา “คุณมณีจะรอฝนหยุดมั้ยครับ หรือ…”
มณีกอดแฟ้มในมือ “ฉันไม่กลัวฝนแต่กลัวจะเปียกแล้วต้องนั่งวันทั้งวัน…คุณปราโมทย์ถือร่มให้ดีนะคะ”
สีหน้าเขาขึ้นสีชมพูจาง ๆ แต่พนักหน้าหงึก ร่มไม่ได้ใหญ่มาก มือทั้งสองจึงชนกันเบา ๆ ตลอดทาง ไม่มีใครพูดถึงมัน เมื่อถึงฝั่งต่างก็รีบปล่อยมือจากร่มทั้งคู่
คืนนั้น ปราโมทย์เอาเปียโนไฟฟ้าเก่า ๆ ไปวางไว้ดาดฟ้าตึกพัก เปิดเพลงเบา ๆ ให้สายฝนคลอเสียงเปียโน เหมือนพยายามปล่อยหัวใจคลายปมอะไรบางอย่าง มณีผ่านมาบังเอิญได้ยินเข้า เธอหยุดฟังในเงามืด ไม่กล้าเอ่ยอะไร ปล่อยให้เสียงเพลงซึมซับบรรยากาศไปเอง
ปราโมทย์ไม่ได้รู้ว่าใครอยู่ตรงนั้น แค่เม้มปากเล่นต่อ—นิ้วเขาสั่นน้อย ๆ ระหว่างกดคอร์ด แม้จะไม่มีคนฟังตรงหน้าแต่หัวใจก็เต้นเร็วผิดปกติ
สองวันถัดมา ออฟฟิศยุ่งวุ่นวาย กลุ่มผู้บริหารเรียกประชุมด่วนเพื่อปรับโครงสร้างงาน มณีเองก็ถูกคาดหวังให้ดูแลโปรเจ็กต์ใหม่ อารมณ์เธอเริ่มเครียด ปราโมทย์เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม เขายิ้มแหย “คุณโอเคไหมครับ?”
“อย่าทำเหมือนฉันจะแตกสลายนะคะ” เธอประชด “แต่ขอบคุณนะ ฉัน…แค่กังวล”
ปราโมทย์เงียบครู่ “บางทีเราก็อนุญาตให้ตัวเองพักได้นะครับ ผมเอง…เวลารู้สึกแย่ก็แอบขึ้นดาดฟ้าเล่นเปียโน”
เธอกะพริบตาสองที “ดาดฟ้าเหรอ?”
เขาอึกอัก “ครับ…เงียบดี ไม่ค่อยมีใครขึ้นไป”
หลังประชุมเสร็จ มณีลังเลสักพักแล้วตัดสินใจเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า พบปราโมทย์กำลังซ้อมเล่นเพลงแปลก ๆ เธอแอบฟังจนเพลงจบ ปราโมทย์เงยหน้าขึ้น สีหน้าเหมือนตกใจที่มีคนเห็นความลับเล็ก ๆ นี้ มณีเดินเข้าไปยิ้ม “เพราะดีนะคะ คุณน่าจะเล่นให้คนอื่นฟังบ้าง”
“ผม…ไม่กล้าหรอกครับ”
“กลัวอะไร ถึงไม่กล้าครั้งเดียว เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไง”
เขาพยักหน้าไม่เต็มใจนัก แล้วนิ่ง เหมือนได้รับบางอย่างจากเธอ
ต่อมา เวลาฝนตกบ่าย ๆ มณีมักจะถือกาแฟขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ปราโมทย์ แม้บางวันจะนั่งเงียบ ๆ แต่ความอึดอัดเริ่มจางหาย สองคนพูดคุยสั้น ๆ เกี่ยวกับดนตรี ความฝัน เรื่องเล่าขำ ๆ ในออฟฟิศ
“ทำไมคุณไม่ลาออกไปเล่นดนตรีจริงจังล่ะคะ?” มณีถามวันหนึ่งขณะมองเมฆฝนเคลื่อนผ่าน
ปราโมทย์ถอนหายใจ “ผมเคยลองแล้วแต่พังหมด ทุกอย่างที่บ้านหวังให้มั่นคง ผมกลัวผิดหวังอีก”
มณีนิ่ง “จริง ๆ ฉันเองก็ไม่เคยกล้าหันหลังให้สิ่งที่พ่อแม่วาดไว้เหมือนกันนะ”
“ถ้าสักวัน คุณอยากลองจะทำมั้ย?” เขาเหลือบมองเธอ
มณีเงียบเนิ่นนาน “อาจจะ…ถ้ามีใครกล้าที่จะลองพร้อมกัน”
เสียงเปียโนกับสายฝนจึงกลายเป็นภาษาลับของทั้งคู่ จุดเล็ก ๆ ที่ได้ระบายความกลัวซึ่งกันและกัน
ครั้นเวลาผ่านไป กิจกรรมนี้กลายเป็นนิสัย ทุกคนในออฟฟิศเริ่มสังเกตแต่ไม่มีใครพูดอะไรตรง ๆ มณีเริ่มรู้สึกแปลกเมื่อใกล้ปราโมทย์ เขาเองก็ฝันถึงเธอในทศวรรษที่ยังไม่เคยมีใครเข้าใจเขาขนาดนี้
วันหนึ่งมณีเริ่มห่างเหิน สื่อสารกับปราโมทย์น้อยลง หลังถูกหัวหน้าเรียกพบ พ่อแม่ของมณีอยากให้เธอไปทำงานที่ใหญ่กว่านี้ในต่างประเทศ เขาตัดสินใจถามเธอตรง ๆ ในวันฝนตก “คุณมีอะไรจะบอกผมมั้ย?”
มณีมองพื้น มือกำกาแฟแน่น “ฉันอาจจะต้องไปย้ายไปต่างประเทศ…”
สายตาปราโมทย์เศร้า แต่พยายามกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม “ยินดีด้วยนะครับ โอกาสดี ๆ”
“มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น…” มณีพูดแผ่ว “ฉันกลัว ต้องเริ่มใหม่…และคงไม่ได้ขึ้นดาดฟ้าเล่นเปียโนกับคุณ”
อึดอัดเงียบ ว่างเปล่าเหนือเสียงฝน ทั้งสองต่างไม่รู้จะพูดอะไร ปราโมทย์เดินหนี มณีน้ำตาคลอ
วันต่อมา ปราโมทย์ดูห่างเหิน เงียบ ๆ ไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มณีจมอยู่กับความลังเลระหว่างครอบครัว ความฝัน และหัวใจตัวเอง
วันศุกร์ มณีตัดสินใจขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกครั้งแต่ไม่เจอใคร เธอนั่งรอจนฝนเกือบหยุดแล้วจึงตัดสินใจเดินลง เจอปราโมทย์นั่งข้างเปียโนใต้ร่มเก่า ปราโมทย์มองเธอ นิ้วลูบเปียโนเงียบ ๆ
“คุณมาแล้ว…” เสียงแผ่ว ผสมฝน
“ฉันไม่รู้อะไรเลยค่ะ ฉันกลัว…กลัวว่าถ้าฉันเลือก คุณจะเสียใจ กลัวครอบครัวผิดหวัง กลัวว่าที่ผ่านมา เราอาจจะแค่เหงา…”
เขาตอบเบา ๆ “ผมก็กลัว แต่บางครั้งเราต้องกล้าสักอย่าง…ไม่งั้นจะไม่มีวันรู้ มันอาจจะเจ็บ แต่ถ้าไม่ลอง…ผมจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
นิ่ง ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างมองสายฝนเหมือนหวังให้ฝนตอบแทนความรู้สึก
“ถ้าเราเลือกสิ่งที่ผิด จะกลับมาเดินข้างกันได้มั้ย?”
“ผมขอเลือกเดินไปพร้อมคุณ…อย่างน้อยในวันนี้”
เงียบงัน อบอุ่น สองคนมองหน้ากัน ในความใกล้ชิดที่ยังไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยใจทั้งสองก็กล้าเดินหน้าต่อ แม้ฝนจะยังไม่หยุดตก
วันสุดท้ายก่อนมณีเดินทาง ปราโมทย์นำกระดาษโน้ตวางบนคีย์เปียโน “ทุกครั้งที่คุณได้ยินเสียงฝน ขอให้คิดถึงเพลงที่เราแต่งด้วยกัน”
มณียิ้มทั้งน้ำตา “และเมื่อฉันฟังถึงเสียงนั้น…ใจฉันจะกลับมาที่นี่เสมอ”
ฝนวันนั้นยังตกไม่หยุด แต่ละหยดเหมือนเบ่งบานกลางดาดฟ้า แม้สถานการณ์ยังคลุมเครือ หัวใจทั้งสองเลือกกล้าที่จะรัก กล้าที่จะลอง โดยไม่ต้องให้ใครอธิบาย ให้ฤดูฝนหนุนส่งพวกเขา…บางทีสักวันหนึ่ง คงได้พบกันอีก — ในวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา