ฤดูฝนที่เธอไม่รู้จัก
เสียงฟ้าร้องดังระงมบนท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆสีเทา สองมือของพีทกอดกระเป๋าสะพายแน่น ขณะเดินฝ่าสายฝนที่เริ่มกระหน่ำลงมากลางรั้วมหาวิทยาลัย ในมือมีร่มเล็ก ๆ อีกหนึ่งคันแต่ไม่ได้กาง เพราะพีทเกลียดการเปียกน้ำจนเสื้อแนบติดตัว แต่เกลียดสายตาคนรอบข้างมากกว่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ร่างมืดสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งวิ่งสวนทางมา ขณะที่เส้นผมของเขาเปียกโชกและหยดน้ำฝนไหลรินตามกรอบหน้า ร้องถามเสียงทุ้ม “จะไม่กางร่มเหรอ ไม่กลัวป่วยรึไง?”
พีทชะงัก ปากติดจะแย้ง แต่เลือกที่จะเดินต่อโดยไม่ตอบ รู้สึกมือในกระเป๋ากางเกงเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม
“ตามใจนะ” ชายคนนั้นพูดพลางเดินเลยไป รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏบนมุมปาก ก่อนสายฝนจะพรากทุกเสียงหายไปจนหมด
ต้นไม้ริมถนนมหาวิทยาลัยโยกไหว รถจักรยานยนต์แว่วผ่านตามสายฝน พีทเดินตัดใจตรงไปยังอาคารเรียน แม้จะเปียกฝนแต่กลับรู้สึกเหมือนได้หลบหนีจากโลกที่อบอ้าวในหัวใจ
ห้องเรียนใหม่ในวันนี้กว้างขวาง กลิ่นหนังสือ กลิ่นแอร์ แทรกความวุ่นวายของเหล่านักศึกษา พีทเลือกมุมหลัง ริมหน้าต่างที่ไกลผู้คนและใกล้เสียงฝนกระทบกระจก ใจเหม่อไปยังชายแปลกหน้าที่เพิ่งพบเมื่อครู่
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากโต๊ะข้าง ๆ เมื่อกลุ่มเพื่อนใหม่พูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น บางคนส่งสายตามาคล้ายจะชวนเข้ากลุ่ม พีทหลบตา เลือกหยิบหนังสือออกจากกระเป๋าใบบวมแทน
ภาพใบหน้าชายคนนั้นยังคาอยู่ในหัว ทรงผมสั้นเข้ม หน้าคม แววตาจริงจังผิดกับรอยยิ้มเกือบล้อเลียนในประโยคนั้น “จะไม่กางร่มเหรอ” ไม่รู้ทำไมถึงยังวนเวียนในใจ—หรือเป็นเพราะคนแปลกหน้าเพียงคนเดียวที่กล้าคุยกับตนในวันนี้
อาจารย์เดินเข้ามา เสียงพูดเบาลง บทเรียนแรกของปีการศึกษากำลังจะเริ่ม พีทแอบถอนหายใจยาว
เมื่อเข้าสู่ช่วงพักกลางวัน ท้องฟ้ายังคงหม่นมัวหยาดฝน แต่โรงอาหารกลับอึกทึก พีทเดินเลือกโต๊ะว่างซึ่งมีเพียงคนเดียวบนโต๊ะสี่ที่นั่ง กลิ่นอาหารร้อนโชยคลุ้ง
ขณะที่พีทนั่งลงและเปิดกล่องข้าว ทันใดนั้น คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็เอ่ยเสียงแผ่ว “นี่… เมนูอะไรอะ ดูน่ากิน”
พีทเงยหน้าขึ้น อย่างไม่คาดคิด—ชายคนนั้นเอง วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์ หมาดฝนเล็กน้อยแต่ดูสบาย ๆ
“ข้าวคลุกกะปิ…” พีทตอบเสียงเบา เงียบไปครู่ก่อนจะช้อนตาขึ้น “นายเป็นใคร?”
ฝ่ายตรงข้ามหัวเราะ “รูฟัส อยู่ปีเดียวกัน รหัส 18 นิเทศฯ นายล่ะ?”
“…พีท รหัส 18 นิเทศฯ” เสียงพีทค่อย ๆ ชัดขึ้นแต่แฝงความระแวง
รูฟัสเอียงหัว “ไม่ชอบฝนเหรอ?”
พีทยิ้มแห้งพลางหลบตา “ก็มันเปียก…”
“แต่เดี๋ยวก็คงหยุดตก” รูฟัสพูดเสียงนิ่ง พีทไม่ได้ตอบ ความเงียบแผ่ซ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปสนใจอาหารของตัวเองโดยไม่รู้จักสบายใจเสียที
วันต่อมาในคาบเรียนกลุ่ม พีทกับรูฟัสถูกจัดให้ร่วมทีมโปรเจกต์ พีทลังเลเมื่อรู้ว่าต้องทำงานกับอีกฝ่าย ก่อนจะตัดสินใจบอกกับอาจารย์เสียงเบา ๆ แต่งานยังคงต้องเดินหน้าต่อ
บ่ายนั้นที่ห้องสมุด รูฟัสนั่งเท้าคาง ดูกระดาษว่างเปล่า ขณะที่พีทเปิดโน้ตบุ๊คจดไอเดียแรก ๆ
“นายคิดว่าชีวิตเรา…เหมือนการทำโจทย์กลุ่มมั้ย?” รูฟัสถามพลางมองกระจกที่เปื้อนฝนโปรยบาง ๆ
พีทสบตา “ไม่รู้… แต่บางทีก็ต้องพยายามเพราะคนอื่น”
“หรือเพราะตัวเองกลัวจะเป็นคนเดียวที่ทำพัง?” รูฟัสพูดเสียงนิ่ง พีทนิ่งงันนาน ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ
เวลาเย็น ฝนเริ่มซา ทั้งสองเดินออกจากอาคารพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีใครพูดอะไรจนถึงแยกออกจากกัน
“พรุ่งนี้…เจอกันที่เดิมนะ” รูฟัสพูดพร้อมชะลอเท้า พีทพยักหน้าเบา ๆ
วันถัดมา พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกันทีละน้อย รอยยิ้มจากรูฟัสกลายเป็นความอบอุ่นเล็ก ๆ ส่วนพีทค่อย ๆ เรียนรู้จะเปิดใจเสี้ยวหนึ่งผ่านบทสนทนาสั้น ๆ ระหว่างทำงานกลุ่มและนั่งในโรงอาหาร
แต่เรื่องราวกลับเริ่มอึมครึม เมื่อข่าวลือในคณะลอยมาเกี่ยวกับอดีตของรูฟัส มีคนแว่วว่ารูฟัสเคยต่อยรุ่นพี่จนเกือบโดนไล่ออก หลายสายตาเริ่มมองเขาด้วยความระแวง
วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังตรวจงานในสวน พีทลังเลอยู่นาน ก่อนจะถาม “มันจริงไหม…ที่นายเคยต่อยคน?”
รูฟัสเงียบ มือบีบบันทึกแน่น “แล้ว…ถ้ามันจริงล่ะ”
“แค่สงสัย” พีทหายใจลึก “แต่นายก็ไม่ดูเป็นคนน่ากลัว…”
รูฟัสยกยิ้ม “คนเราเปลี่ยนกันได้เสมอ นายก็มีเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้เหมือนกันใช่ไหม?”
พีทพยักหน้าช้า ๆ แววตารู้สึกผิดบางอย่างวูบไหว สองคนเงียบ จนกระทั่งสายฝนเม็ดใหญ่ปะทะใบไม้รอบตัว
คืนวันหนึ่ง พีทนั่งมองน้ำฝนหยดตามหน้าต่างหอพัก โทรศัพท์มีข้อความจากแม่ถามถึงชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัย พีทลังเลจะตอบ พิมพ์ลบแล้วลบอีก สุดท้ายไม่มีประโยคไหนออกไปได้
ขณะเดียวกัน รูฟัสหยิบเสื้อมาชายซอกห้อง เผยให้เห็นรูปครอบครัวพร้อมหน้าบนชั้นวางเล็ก ๆ รูฟัสพูดกับตัวเองเบา ๆ “ยังไงก็ต้องซ่อนมันไว้…”
ตลอดสองสัปดาห์ที่ทำโปรเจกต์ ความสัมพันธ์เปลี่ยนผ่านจากความอึดอัด สู่การแหย่หยอกและหัวเราะ รูฟัสเริ่มชวนพีทไปกินก๋วยเตี๋ยวหลังคาบเย็น พีทไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป
“นายไม่ชอบปลาหมึกแห้งเหรอ?” รูฟัสถามพลางยื่นให้ชิม
“กลิ่นมันแรง” พีทหัวเราะ “แต่นายกินไปเถอะ”
รูฟัสยิ้มจาง ๆ เพียงแต่อารมณ์ในตายังมีร่องรอยบางอย่างซ่อนอยู่
โปรเจกต์กลุ่มเสร็จ พีทเริ่มคลายเกร็งกับเพื่อนร่วมชั้นบ้างในตอนเรียน หลังเลิกคลาส รูฟัสเดินมาส่งที่ประตูมหาวิทยาลัย ท้องฟ้าเย็น ๆ ปราศจากฝนเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“รู้ไหม ฉันกลัวความเงียบมาก” พีทเอ่ย
รูฟัสพยักหน้า “เหมือนฉันกลัวเสียคนที่ไว้ใจไป…”
พีทยืนนิ่ง ทำท่าจะพูดต่อแต่เลือกจะกลืนมันลงคอแทน ฝ่ายรูฟัสเพียงยกยิ้มบางแล้วเดินจากไป
ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวของพีทเยี่ยมมาเยี่ยม ท่าทางของแม่เข้มงวด ขณะพีทพยายามแนะนำรูฟัสให้รู้จัก แม่ของพีทกลับไม่สนใจ “เพื่อนชื่ออะไรนะ?”
“รูฟัสครับ”
“ชื่อแปลก… เพื่อนคณะเดียวกันเหรอ” น้ำเสียงทื่อ ๆ ชวนให้บรรยากาศอึดอัด
พีทได้แต่แอบถอนหายใจยาว ภาพรูฟัสที่ยืนห่าง ๆ มองมาอย่างเข้าใจได้
คืนนั้น พีทโทรหารูฟัส “ขอโทษนะ แม่ฉันเป็นแบบนี้แหละ”
“ไม่เป็นไร ฉันชินแล้ว” น้ำเสียงรูฟัสเจือความเศร้าแฝงลึกๆ
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับเริ่มห่าง ไลน์ตอบกันน้อยลง เวลาพบหน้าก็พูดคุยน้อยลง โดยที่ไม่มีใครกล้าเปิดปากถึงสาเหตุ
วันหนึ่ง หลังฝนตก พีทยืนอยู่ตรงระเบียงตึกเรียน หยาดน้ำบนเส้นผมเปียกชื้น สายตาเหม่อลอยมองลงไปข้างล่าง พบรูฟัสนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวคนเดียว ไม่มีร่ม ไม่มีเพื่อน ไม่มีรอยยิ้มในวันแรก ๆ นั้นเหลือแล้ว
พีทถือร่มกางแล้วรีบลงบันไดจนแทบจะลื่น ร่างสูงของรูฟัสงุนงง เมื่อพีทยื่นร่มให้
“นายไม่ชอบฝนไม่ใช่เหรอ” รูฟัสพยายามยิ้ม พีทเม้มปากแน่น “แต่ถ้านายจะเปียกคนเดียว…ฉันไม่โอเค”
ทั้งคู่ยืนใกล้กันใต้ร่มผืนเล็ก จังหวะหัวใจเต้นไม่ตรงกัน นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินผ่าน หัวเราะขำหาว่าทั้งสองเป็น “คู่รักร่มเดียว” รูฟัสถอนหายใจ พลางหันไปสบตาพีทตรง ๆ
“ฉัน…” รูฟัสกล่าวเสียงแผ่ว “ฉันไม่ดีขนาดนั้น ฉันเคยพังมัน…เยอะกว่านายคิด”
พีทสั่นหัว “ใครก็เคยพังทั้งนั้น แต่ถ้าไม่กล้าลุกขึ้นสู้ใหม่…ก็ไม่มีวันเปลี่ยน”
ความเงียบผุดขึ้นอีกครั้ง ราวกับสายฝนไม่มีวันสิ้นสุด ปีการศึกษาดำเนินไป หลายครั้งที่ทั้งสองเกือบพูดสิ่งสำคัญแต่ไม่กล้า มีโมเมนต์ใกล้และไกล มีความลังเล มีความเกือบหายไปจากชีวิตกัน
สอบไฟนอลใกล้เข้ามา สถานการณ์ที่บ้านของพีทตึงเครียดขึ้น แม่ไม่พอใจผลการเรียน รูฟัสเองก็รับงานพิเศษมากขึ้นจนแทบไม่มีเวลาพบกัน พีทเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะเหงา ๆ ต่างคนต่างดึงดันอยู่ในโลกของตัวเอง
คืนก่อนสอบ พีทได้รับข้อความจากรูฟัสเพียงประโยคเดียว “ขอบคุณที่เคยพยุงฉันนะ แต่คงต้องไปหางานเพิ่ม กลับบ้านดึกมาก อย่าเป็นห่วง”
พีทกลั้นหายใจ มือสั่นเล็กน้อย เมื่อพิมพ์ตอบ “เข้าใจ…” พลางเงยหน้าขึ้น น้ำร้อน ๆ เอ่อล้นในตา
วันสุดท้ายก่อนสอบ พีทยืนหน้าตึกเรียนด้วยหัวใจหนักหน่วง เพื่อนกลุ่มใหม่เรียกให้รีบไปสอบแต่เขายังคงลังเล มองหารูฟัสท่ามกลางฝูงชนจนกระทั่งหมดเวลาสอบ รูฟัสก็ยังไม่มา
ฝนฤดูใหม่เริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง พีทกำร่มไว้แน่น คราวนี้ตัดสินใจวิ่งออกไปนอกตึกตามสัญชาตญาณ ฝ่าฝูงชนกับกระเป๋าหนัก ๆ เบียดจนแขนบาด เจอรูฟัสค่อย ๆ เดินช้า ๆ ถือเสื้อกันฝนเก่าขาด ๆ อยู่คนเดียว ใบหน้าดูอิดโรยแต่ยังฝืนยิ้มให้
“นายเป็นไงบ้าง?” พีทถามห้วน ๆ
“สู้ไหว…แต่เหนื่อยฉิบหายเลย” รูฟัสหัวเราะเบา ๆ
“นายไม่ต้องอยู่คนเดียวก็ได้นะ…”
รูฟัสหยุดเดิน มองพีทนิ่ง “งั้น…ขอร่มของนาย ยืมได้รึยัง”
ทั้งสองหลบใต้ร่มเดียวกันอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึม หลายวินาทีผ่านไปไม่มีใครพูด ก่อนที่พีทจะกล้าพูดด้วยเสียงกลั้น “ขอโทษที่ทำเหมือนนายไม่มีตัวตน…”
รูฟัสหันไปสบตา “ฉันเองก็ขอโทษที่ผลักนายออกไปตอนที่ตัวเองกลัวจะพังอีกรอบ”
ฝนหนักขึ้นจนต้องยืนชิดกันใต้ร่ม คำพูดที่อัดแน่นในใจหลุดออกมาทีละน้อย ความกลัวในอดีตของทั้งสองค่อย ๆ ถูกเปิดเผย ทั้งอดีตที่รูฟัสเคยมีปัญหาครอบครัว จนต้องปกป้องน้องสาวกับแม่จนเกือบถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย ส่วนพีทก็ต่อสู้กับความคาดหวังและความกดดันจากครอบครัวที่ไม่เคยเข้าใจหัวใจตนเอง
หลังฝนซา ท้องฟ้าเปิดออก รุ้งเส้นจางเบาบางปรากฏที่ขอบฟ้า พีทยิ้ม ทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะสะท้อนความเศร้าและความสุขไปพร้อมกัน รูฟัสลูบแผ่นหลังเบา ๆ “ต่อไปนี้เราจะไม่เดินฝนคนเดียวแล้วใช่ไหม…”
“ไม่ละ” พีทตอบเสียงนิ่งแต่หนักแน่น “เพราะฉันเลือกจะอยู่ตรงนี้เอง”
เสียงฟ้าร้องสุดท้ายของฤดูฝนดังขึ้น พลางทั้งคู่เดินต่อไปในรั้วมหาวิทยาลัย ภายใต้ท้องฟ้าซึ่งสุดท้ายก็หมดฝน แต่มีร่มอันเดียวกัน ที่คอยปกป้องสองหัวใจไว้ด้วยกัน