แด่ดอกไม้ริมหน้าต่าง
แสงแดดอุ่นตอนเช้าเล็ดลอดผ่านม่านลูกไม้ คลุมห้องเช่าเล็กๆ บนชั้นสามของแฟลตไม้เก่า ปั้นชา ผมยุ่งเหยิงกับแว่นกรอบหนา นั่งกอดเข่าบนฟูก ซ่อนตัวเองหลังตำราดีไซน์ไฟล์ PDF ที่เรียนจนล้าตา ไม่มีเสียงรบกวน ยกเว้น…
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงน้ำจากกระบอกฉีดพ่นดังเป๊าะเป๊าะ ต้นไม้กระถางเรียงเต็มขอบหน้าต่าง เมริสา—เจ้าของเสียง อวดรอยยิ้มสดชื่นกับหมวกผ้าลายดอก เธอกำลังโน้มตัวรดน้ำให้ “คามีเลียแดง” ไม้กระถางโปรดของเธอ เอ่ยขึ้นเบาๆ
“สายเกินไปมั้ย ถ้าจะรดน้ำตอนนี้”
ปั้นชาขยับแว่น หลบสายตา ไม่ตอบ ถอยตัวเองลึกเข้าไปในมุมต่ำของห้อง “ต้นไม้มันว่ากันเองแหละ”
เมริสาหัวเราะอ่อนๆ “ต้นไม้ไม่พูด แต่เขามีความสุขมากกว่าคนบางคนนะ…ที่นั่งเงียบทั้งวัน” พูดจบเธอกัดริมฝีปาก เหมือนรู้ว่าแหย่แรงไป
ห้องกลับสู่ความเงียบ ทั้งที่เสียงเมืองดังขึ้นจากข้างนอก เมริสาวางกระบอกฉีด เดินไปรื้อถุงผ้า แอบเหลือบแลปั้นชาที่จ้องจอคอมฯ เหมือนพยายามหลบหน้า
บ่ายแก่ ปั้นชาลุกจากฟูก เผลอผลักแจกันน้ำล้ม น้ำเปียกสมุดสเก็ตช์และใบงาน เมริสาหันขวับ เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังแกว่งในห้อง
“ถ้ามองทางบ้าง จะไม่ทำน้ำหก”
ปั้นชานิ่ง ไม่ตอบ ยกสมุดไปตากหน้าต่าง เมริสาขยับเดินเข้าไปใกล้ เลียบเคียงถาม “มีอะไรก็บอก…อย่าเก็บหมดไว้คนเดียว”
เขาเงียบใส่เธออีกครั้ง นัยน์ตาเจ้าทางมืดสลัวกว่าปกติ เมริสาเม้มปาก นั่งลงข้างเตียง ปั้นชาเดินออกจากห้อง โยนความเงียบไว้เบื้องหลัง
ค่ำ เมืองเต็มไปด้วยแสงนีออน เมริสานั่งรอข้าวต้มอยู่โต๊ะกลาง เธอเอาไฟแฟลชส่องหนังสือเรื่อง “ต้นไม้ในหน้าต่าง” พลางขีดเส้นใต้ข้อความหนึ่งเงียบๆ
เสียงประตูเปิด ปั้นชากลับมาพร้อมกับอากาศเย็นจากหลังฝน เธอหันไปสบตา สองสายตาสะดุดกันครู่ เขาวางกระเป๋า ทรุดตัวลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่พูดอะไร
“เคยอยากปลูกดอกไม้มั้ย” เสียงเมริสาเบา
ปั้นชาชะงัก “เคย แต่ไม่เคยรอด”
“ก็ลองอีกสิ เก็บไว้ในห้องนี้ด้วยกัน”
เงียบอยู่นาน เหมือนมีบางอย่างในอกที่ไม่กล้าพูด ปั้นชาขยับริมฝีปากแต่เงียบต่อ
เช้าวันใหม่ ปั้นชาลืมตาต่อเสียงไม้กวาด เมริสากำลังปัดฝุ่น เหมือนตั้งใจให้เขาตื่น เธอวางไม้กวาด ยิ้มบาง “อยากไปซื้อต้นไม้เพิ่มด้วยกันมั้ย”
“มีไม่พอหรือไง”
“ต้นไม้ยังพอใจได้…แต่คน ไม่รู้สินะ” เมริสาหลบตา รอยยิ้มแปลกประหลาดปนอยู่
ศูนย์ต้นไม้ ริมถนนสายเก่า เมริสาดึงปั้นชาเดินผ่านต้นเล็กต้นใหญ่ กลิ่นดินจางๆ คละอยู่ในอากาศ เธอหยิบต้นเล็บมือนางมาวางใกล้หน้าเขา
“รู้มั้ย ดอกไม้นี้ กลางคืนถึงจะหอม”
ปั้นชายิ้มจางๆ “แต่กลางวันมันก็เหี่ยวได้ใช่มั้ย”
เมริสาหันมาสบตาแววเศร้า “ใช่…”
ทั้งคู่เลือกซื้อต้นกล้าอีกสองสามต้น ระหว่างทางกลับบ้าน เมริสารั้งฝีเท้า ปั้นชาถือถุงต้นไม้ไว้ให้เธอ
“ขอบใจนะ” เมริสายิ้ม แววตาอบอุ่นกว่าปกติ ปั้นชาไม่ได้พูดอะไร แต่มุมปากของเขากระตุกขึ้นนิดหนึ่ง
เย็นวันนั้น เมริสาจัดดอกไม้ใหม่ข้างหน้าต่าง ปั้นชาล้างกระถาง เมริสาขยับมาช่วย มือทั้งสองเกือบชนกัน ทั้งสองชะงัก ต่างคนหลบตา เงียบใส่กันสักพัก
นานวันผ่านไป เมริสาชอบพูดเล่น แต่ปั้นชามักตอบสั้นหรือเฉย เธอเริ่มพูดน้อยลง เหมือนหวาดระแวงในช่องว่างที่กางออกมา ปั้นชารับรู้ แต่จับต้นชนปลายไม่ได้
เย็นหนึ่ง ปั้นชากลับมาถึงห้อง พบเมริสานั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น เธอกอดแจกันที่หัก น้ำเปียกพื้นและดินเปรอะเปื้อน
“ขอโทษนะ ฉันพลาดเอง…” เมริสาสะอื้นเบา เสียงเครือเจือความเสียใจ
ปั้นชาเดินเข้าใกล้ แต่ลังเลอยู่นาน ก่อนเอื้อมมือหยิบเศษแจกันออกจากมือเธอ “อย่าร้อง” เสียงเรียบแต่ในแววตาแฝงความห่วง
เมริสาเช็ดน้ำตา พยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “ดอกไม้นี่…ฉันชอบเป็นพิเศษ มันคล้ายๆ กับชีวิตฉันแหละ ดูแลดีแค่ไหนสุดท้ายก็ยังแตก”
ปั้นชาสบตา เขานิ่ง ก่อนพูดช้าๆ “มันยังปลูกใหม่ได้…”
เมริสาหัวเราะ เสียงสั่นๆ “นายไม่เคยปลอบใครใช่มั้ย”
“ไม่เป็น…” ปั้นชาตอบ “ฉันก็แตกเหมือนกัน เลยไม่รู้จะซ่อมคนอื่นยังไง”
ความเงียบอึดอัดเกาะกุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนสองคนนั่งช่วยกันเก็บเศษแจกันและดอกไม้ ในความอึมครึม มีอะไรบางอย่างที่เริ่มเชื่อมโยงกันเบาๆ
บ่ายวันหนึ่ง ปั้นชาได้ข่าวว่าจะมีการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อที่ไซต์งานในต่างจังหวัด เขาอ่านเมลเงียบๆ กำไฟล์ไว้ในมือ ใจหนักอึ้ง
คืนนั้น เขากลับถึงห้อง เห็นเมริสาพยายามฝึกใช้กล้องถ่ายรูป ฉากหลังเป็นหน้าต่างดอกไม้ เธอกระซิบกับตัวเอง
“จะส่งใบสมัครโครงการถ่ายภาพไปอิตาลี…” เธอยิ้มเศร้า “แต่ยังไม่แน่ใจ”
ปั้นชารับฟัง เงียบไว้ในใจ ไม่บอกว่าเขาเองก็จะจากไปเหมือนกัน
วันต่อมา เมริสาเอารูปที่ถ่ายดีสุดมาให้ดู เขาอมยิ้มเบาๆ แต่อวยพรไม่เป็น ได้แต่พยักหน้า
คืนนั้น เมริสาขยับเข้ามานั่งข้าง ปั้นชา นิ่งๆ แล้วพูดว่า “ถ้าฉันไป ฉันคิดถึงดอกไม้พวกนี้แน่…”
ปั้นชาอึดอัดใจ “ก็ไม่ต้องไป” เขาสวนออกไป แววตาแข็งกระด้าง แต่อีกเสี้ยวหนึ่งหวาดกลัว
เมริสาชะงัก เหมือนค้นพบอะไรในดวงตาเขา “กลัวเหงาเหรอ…”
เขานิ่ง
“ไม่กลัวไม่ได้เหรอ…” เธอถามเสียงเบา
“ถ้าทำได้ ก็คงไม่ใช่ฉัน” ปั้นชาตอบเสียงเครือ แล้วเดินออกระเบียง ปล่อยให้เธอมองตามเงียบๆ
เย็นวันหนึ่ง เมริสาเริ่มอยู่ห้องน้อยลง รับจ๊อบถ่ายภาพแล้วรีบกลับมาคืนบ้างไม่กลับบ้าง ปั้นชากลับมานั่งเหม่อในห้องที่เงียบกว่าเดิมมาก เสียงต้นไม้ขยับตามลม กลายเป็นเสียงที่เขาคิดถึง
วันนั้น เมริสามาเก็บของ ปั้นชาพยายามเอ่ยปากห้าม แต่เธอส่ายหน้า “ทุกคนมีทางเดินของตัวเอง ปั้นชา นายต้องเดินด้วยเหมือนกัน”
ปั้นชามองออกหน้าต่าง เห็นดอกคามีเลียที่เธอรดน้ำทุกวัน เขาแน่นิ่ง
หลังจากเมริสาไป ปั้นชาเหมือนกับขาดอากาศหายใจในห้อง เดินเปิดหนังสือที่เธอขีดเส้นใต้ อ่านไปทีละบรรทัด ‘ต้นไม้ในหน้าต่างยังคงงอกใหม่ แม้เจ้าของจากไป’
หลายเดือนผ่านไป ปั้นชาหยิบกล้องถ่ายรูปของเธอมาลองถ่ายดอกไม้ เขาเริ่มต้นใหม่อย่างเงียบๆ จากสิ่งเล็กๆ ที่เธอเคยทำให้ดู
วันหนึ่ง เมริสาส่งโปสการ์ดจากต่างประเทศ มีภาพวาดหน้าต่างและดอกไม้ ข้อความสั้น “ที่นี่มีหน้าต่างมากมาย…แต่นายเท่านั้น ที่ทำให้ดอกไม้บ้านฉันงอกงาม”
ปั้นชานั่งอ่านโปสการ์ดซ้ำๆ นาน นึกถึงคำพูดเก่าๆ ที่ไม่เคยกล้าบอก
จนเย็นฤดูฝนวันหนึ่ง เมริสากลับมา ปั้นชาออกไปรับที่หน้าประตู เขายืนเงียบ แต่กลับมีความกล้าในประกายตา
“ยินดีต้อนรับกลับ…” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย
เมริสาหยิบดอกคามีเลียให้ “ฉันอยากปลูกที่นี่ใหม่…ด้วยกันมั้ย”
ปั้นชาอมยิ้ม ยื่นมือไปรับ “ครั้งนี้…ฉันขอเป็นคนรดน้ำเอง”
หน้าต่างห้องสว่างไสวด้วยดอกไม้และหัวใจที่เปิดรับกันอีกครั้ง ท่ามกลางเงียบสงบของห้องเก่าๆ มีเพียงสองคนกับคำสารภาพที่ไม่ต้องพูดออกไป เพียงเท่านั้น ความรักครั้งนี้ก็งอกงามขึ้นใหม่อีกครั้ง