24 ชั่วโมงสุดท้ายของเราสองคน
ฝนโปรยตกลงบนกระจกหน้าต่าง เบลอแสงไฟยามค่ำให้พร่ามัว น้ำยืนพิงขอบโต๊ะทำงานนิ่งมองออกไปนอกสำนักงาน แม้จะปิดไฟเหลือเพียงโคมตั้งโต๊ะ แต่เสียงแจ้งเตือนจากคอมพิวเตอร์ยังดังขึ้นอีกครั้ง เธอลังเล กดลบเมลที่ยังไม่ได้อ่านไปโดยไม่ตั้งใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูเปิดเบาๆ ภูมิเดินเข้ามาพร้อมกล้องถ่ายรูปในมือ มองดูน้ำแล้วก้มศีรษะเล็กน้อย เขายังใส่เสื้อยืดสีเทานุ่มกับกางเกงยีนส์ที่ขาดตรงเข่า “ยังไม่กลับบ้านเหรอ?”
น้ำหลบสายตาเดินไปจัดแฟ้มเอกสาร เสียงหยดน้ำจากร่มของภูมิดังเปาะแปะในความเงียบ “รอให้ฝนหยุดน่ะ… เดี๋ยวก็เช้า”
ภูมิทำทีเหมือนปรับเลนส์กล้อง แต่จริงๆ พยายามหลบสายตาเธอ “พรุ่งนี้มีงานใช่มั้ย?”
น้ำพยักหน้าเหนื่อยล้า “งานสุดท้ายแล้วมั้ง…” เธอพูดเบาต่ำเกินกว่าที่ภูมิจะมั่นใจว่าได้ยิน
ทั้งสองยืนอยู่ในความเงียบ เหมือนไม่อยากให้คืนสุดท้ายของการทำงานร่วมกันจบลง น้ำมองไหล่ภูมิที่มีหยดฝนเปียกแฉะ ดวงตาเขาเหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ก็เก็บไว้
…เช้าวันถัดมา เสียงนาฬิกาปลุกกระทบผนังห้องที่ค้างไฟดวงเล็ก น้ำขยี้ตา ลุกขึ้นมาด้วยเสื้อยืดตัวเก่า จากนั้นเหลียวมองบนฝาผนัง ซึ่งเธอแขวนภาพถ่ายขาวดำใบหนึ่ง—ผลงานของภูมิ
โทรศัพท์ดังขึ้น “น้ำ ตื่นรึยัง? อย่าลืมงานวันนี้นะ” เสียงต่าย เพื่อนสนิทของน้ำเตือนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นผิดปกติ
“ตื่นแล้ว พอดีฝนตกทั้งคืน นอนไม่ค่อยหลับเลย” น้ำตอบ เงียบสักพัก ก่อนจะถามเบาๆ “เธอว่าภูมิ…เขาดูเปลี่ยนไปมั้ยช่วงนี้?”
ต่ายนิ่งเงียบสักพัก เสียงลมหายใจดังแผ่ว “บางทีมันอาจไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นเธอที่มองเขาต่างไป”
น้ำกดวางสายอย่างครุ่นคิด เดินไปเปิดม่าน มองฟ้าสีซีดที่มีหยดฝนร่วงแผ่ว ๆ
ข้างล่างออฟฟิศ ภูมิซื้อกาแฟจากร้านรถเข็น เขานั่งบนม้านั่งไม้เก่า ๆ แววตาเหมือนลังเล ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลข แต่เปลี่ยนใจ ใส่มือลงกระเป๋ากางเกงขณะที่สายฝนข้างทางยังตกเงียบงัน
พอถึงสตูดิโอ ทุกคนเตรียมงานกันวุ่นวาย น้ำยืนลูบแฟ้มงานในมือ กวาดตามองกล่องของขวัญใบเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้สำหรับภูมิแต่ยังไม่กล้าเอาไปให้
ต่ายยื่นมือมาแตะแขนน้ำ “เป็นอะไรไป พูดกับใครก็เหม่อ”
น้ำส่ายหน้าหลีกเลี่ยงตอบ ใบหน้ายิ้มเครียด “เปล่าหรอก แค่รู้สึกว่ามัน…ติดใจอะไรบางอย่าง”
ทันใดนั้น ภูมิเดินเข้ามาเรียกต่ายไปช่วยหยิบของ เหลือแต่น้ำกับกล่องของขวัญในมือที่ยังไม่กล้ามอบให้ใคร
เวลางานถ่ายภาพมาถึง ห้องสตูดิโอเต็มไปด้วยแสงแฟลช น้ำหลบอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ แอบมองภูมิผ่านเลนส์เขาซึ่งตั้งอกตั้งใจอยู่กับภาพตรงหน้า ภูมิหันมาเห็นเธอก็ยิ้มจาง ๆ ให้ ก่อนจะเหลียวกลับไปราวกับกลัวจะเผลอมองนานเกินไป
ในช่วงพัก น้ำเดินกลับไปนั่งที่ม้านั่งนอกสตูดิโอ ภูมิเดินมาเงียบ ๆ สบตาเขาแวบหนึ่งแล้วหลบไปอีกทาง “ภาพวันนี้ออกมาดีมั้ย?”
ภูมิดูอึกอัก “ก็…ยังไม่รู้”
น้ำถอนหายใจเบา ๆ “ขอโทษนะ ที่วันนั้นพูดแรงไป”
ภูมิขยับริมฝีปากจะตอบแต่หยุด พึมพำเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก คงเป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่เราควรพูดแรงกว่านั้นด้วยซ้ำ”
น้ำทำท่าจะเถียงอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบ ทั้งคู่ต่างเก็บเรื่องของตัวเองไว้ในใจ
ระหว่างบ่าย ความวุ่นวายเพิ่มขึ้น น้ำต้องแก้งานด่วนจนเผลอลืมทุกอย่าง ยกเว้นภูมิที่ยังคอยเดินไปมาเงียบ ๆ ราวกับคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ
ช่วงเย็น ก่อนเก็บของกลับบ้าน น้ำเห็นภูมิยืนถือกล่องขนมอยู่หน้าประตู สายตาเขาไม่มั่นใจ “ซื้อมา…เผื่อหิว”
น้ำรับกล่องขนมมาโดยไม่ได้สบตา “ขอบใจนะ… วันนี้เหนื่อยมั้ย?”
ภูมิยิ้มอ่อนโยน “คงเหนื่อยน้อยกว่าวันที่ไม่ได้เจอเธอ”
น้ำเงียบไป ชั่วครู่หนึ่งหัวใจเต้นแรง เธอมองเขาแล้วยิ้มเล็กน้อย “ทำไมพูดอะไรแปลก ๆ แบบนี้”
เขายิ้มเขิน ถอนหายใจ “พูดแปลก ๆ ทุกครั้งที่ต้องบอกลา”
น้ำก้มหน้า ห่อกล่องขนมไว้แน่นโดยไม่ทันรู้ตัว
เสียงโทรศัพท์น้ำดังขึ้น เป็นสายจากแม่ เธอเดินหลบออกไปคุยข้างนอก ภูมิยืนมองแผ่นหลังเธอ สายตาฉายแววสับสน
ในห้องครัวของออฟฟิศ ต่ายเดินเข้ามาหาภูมิ “นายชอบน้ำจริง ๆ รึเปล่า หรือแค่กลัวเงียบเหงา?”
ภูมินิ่งไปนาน ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ “บางทีก็คิดแบบนั้น แต่พอเห็นเธอร้องไห้วันนั้น… มันทำใจเฉยไม่ได้”
ต่ายถอนใจ “นายกับน้ำต่างก็เป็นคนที่กลัวอดีตจนหาทางไปต่อไม่ได้”
ภูมิเงียบ ไม่ตอบอะไร
ค่ำแล้ว น้ำเดินออกจากออฟฟิศพร้อมต่าย ขณะที่ภูมิเก็บกล้องเดินช้าตามหลังมา หัวใจทั้งสามคนเต็มไปด้วยเรื่องที่อยากพูดแต่ไม่กล้า
กลางคืน น้ำกลับมานั่งอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยน้ำไหลผ่านร่าง เหม่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก นึกถึงวันเก่า ๆ ที่เคยทะเลาะกับแม่เรื่องการเลือกงานฝัน อยากบอกภูมิเรื่องนี้ แต่ก็ทำได้แค่เก็บไว้
อีกฟากบนห้องพักเล็ก ๆ ภูมิยืนจ้องรูปถ่ายในอดีต—รูปชายหนุ่มยิ้มคู่กับหญิงสาวหน้าเหมือนน้ำ “ขอโทษนะ ที่วันนั้นพี่ไม่กล้าทำ” เขาพึมพำกับภาพนั้น น้ำตาปริ่มขอบตา
เช้าอาทิตย์สุดท้ายของการทำงาน น้ำมาถึงสตูดิโอคนแรก วางกล่องของขวัญไว้บนโต๊ะภูมิ ลังเลจะเขียนโน้ตแต่เปลี่ยนใจ
ภูมิเข้ามาต่อมา เดินไปหยิบกล่องเล็กนั้นขึ้นมา ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะเปิดดู—ข้างในเป็นสมุดสเก็ตซ์เล่มเก่า กับปากกาที่เขาเคยยืมเธอแล้วลืมคืน
เสียงฝีเท้าน้ำดังขึ้นข้างหลัง “ของขวัญสำหรับผู้ที่ชอบลืมอะไรก็ไม่รู้”
ภูมิหัวเราะเบา ๆ “แต่ไม่เคยลืมเธอเลยนะ”
น้ำมองเขานิ่ง ๆ “ถ้าฉันออกไปจากที่นี่… นายจะลืมฉันรึเปล่า?”
ภูมิเงียบ งอนง้อในดวงตา “เธอเชื่อมั้ย ว่าฉันยังติดอยู่ตรงนี้ ก็เพราะเธอ”
น้ำเสสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนพูด “อย่าให้ใครเป็นข้อจำกัดของความฝันอีกเลย… ฉันอยากเห็นนายไปไกลกว่านี้”
ภูมิไม่ตอบ ถอดผ้าคลุมกล้องออก วางบนโต๊ะ เช็ดเลนส์อย่างตั้งใจ
ช่วงก่อนงานเลี้ยงอำลา น้ำเผลอมองภูมิที่พูดคุยเฮฮากับเพื่อนร่วมงาน ขณะที่เธออยู่ในมุมเงียบ ๆ ต่ายเดินเข้ามาใกล้ สะกิดแขนน้ำ “ถ้าเธอไม่พูดออกไป อะไร ๆ ก็จะเหมือนเดิม”
น้ำเม้มริมฝีปาก ปากเสียงต่ำว่า “ฉันกลัวจะเสียเพื่อนไป”
ต่ายส่ายหน้า “ดูภูมิกับตาเธอสิ คิดว่าเขามีอะไรที่อยากพูดมากกว่าเป็นแค่เพื่อนมั้ยล่ะ”
น้ำลังเล ก่อนเดินออกไปตรงระเบียงสูดอากาศเย็น ฝนเริ่มตั้งเค้า เสียงสายลมปะทะใบหน้า
ภูมิตามออกมา ยืนข้าง ๆ “เมื่อคืนเธอนอนไม่หลับเหรอ?”
น้ำยิ้มเศร้า “ไม่หลับ… คิดเรื่องเก่า ๆ”
ภูมิหันไปมองท้องฟ้าที่หม่นหมอง “ฉันเองก็เหมือนกัน บางที …สิ่งเดียวที่ขาดหายคือการได้พูดความจริง”
น้ำหันมาสบตาเขา “นายหมายถึงอะไร?”
ภูมิหลบตา ถอนหายใจยาว “สมัยเรียน มันมีเรื่องที่ฉันควรปกป้องใครบางคน…แต่ฉันกลัว พอเธอร้องไห้วันนั้น ฉันเลยรับปากกับตัวเองว่าถ้าได้เจอเธออีก จะไม่หนีอีก”
น้ำเบิกตาเล็กน้อย ริมฝีปากสั่นเทา หัวใจเต้นแรง
เสียงเพื่อนเรียกทั้งสองคนกลับเข้าไปในงานเลี้ยง ทั้งคู่ยังค้างคำในใจ
ในงานเลี้ยง เสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงานผสานดนตรีเบา น้ำอยู่นิ่ง ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปหาแม่ที่มายืนรอหน้าออฟฟิศ พร้อมต่าย
แม่มองหน้าน้ำด้วยแววตากังวล “ลูกคิดดีแล้วเหรอเรื่องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด?”
น้ำเงียบไปนาน มองจ้องหน้าแม่ ก่อนจะพูดเบา ๆ “หนูเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง… แต่ถ้าไม่ลอง หนูจะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วหนูต้องการอะไร”
แม่โอบกอดน้ำเงียบ ๆ น้ำรู้สึกเหมือนปลดล็อคบางสิ่งในใจเป็นครั้งแรก
ขณะแม่เดินกลับบ้าน ภูมิยืนส่งสายตาอ่อนโยน น้ำก้าวเข้าไป สบตาเขา ใจเต้นรัว
ภูมิยิ้มเจื่อน “หลังงานวันนี้คงไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ”
น้ำกัดปาก อ้ำอึ้งอยู่นาน “บางอย่างถ้าไม่ได้พูดวันนี้ มันจะเสียใจไปทั้งชีวิต…”
ภูมิพยักหน้า รอให้น้ำพูดต่อ
น้ำกลั้นใจ “ฉันแอบชอบนายมานานแล้ว แต่ฉันกลัวเสียเพื่อน…กลัวเสียใจเหมือนวันนั้น”
ภูมิยิ้มบาง ๆ “ฉันก็กลัว…แต่ฉันก็ไม่อยากให้เธอเป็นเพื่อนอีกแล้ว”
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ นิ่งเงียบ แลกเปลี่ยนสายตาเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดเพิ่ม
ฝนเริ่มซาลง น้ำเดินออกจากออฟฟิศพร้อมสัมภาระ ภูมิตามดูจนลับตา ลมหายใจลึก โล่งใจเจือเศร้า
หนึ่งสัปดาห์ผ่าน น้ำส่งจดหมายภาพถ่ายมาหาภูมิ เป็นภาพวิวบ้านใหม่พร้อมตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัด “ขอบคุณที่ทำให้ฉันกล้าพอจะเดินออกจากอดีตของตัวเอง”
ภูมิยิ้มหยิบจดหมายนั้นมาเก็บในสมุดสเก็ตซ์ เมื่อฤดูฝนใหม่มาเยือน เขาตั้งกล้องใหม่อีกครั้ง พร้อมหัวใจดวงเดิมที่กล้าเผชิญวันพรุ่งนี้อย่างไม่หนีอีกต่อไป