ฤดูฝันที่ปลายทาง
เสียงนาฬิกาในลิฟต์ดังติ๊ก ๆ จนถึงชั้นสิบสอง อิงฟ้าเงยหน้า ถอนหายใจเบา ๆ ในมือข้างซ้ายมีไฟล์งานแผ่นใหญ่ที่เมื่อคืนเธอทำจนเกือบตีสาม กดปุ่มสีเงิน ฝ่าฝืนความเงียบในเช้าวันจันทร์ที่ชื้นฝน เงาสะท้อนในกระจกเงาที่ลอบมอง เผยให้เห็นดวงตาบวมช้ำเล็กน้อยเพราะร้องไห้มาทั้งคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อเดินออกจากลิฟต์ กลิ่นกาแฟจากเครื่องในมุมครัวสำนักงานลอยมา อิงฟ้าขยับเข้าห้องประชุมใหญ่ก่อนเวลา ทุกคนยังไม่มา เธอหย่อนตัวลง กอดแฟ้มไว้กับอกหลวม ๆ นัยน์ตาหยุดที่ขวดน้ำบนโต๊ะ เป็นขวดเดียวกับที่พบในภาพแฟนเก่าเมื่อคืน แล้วก็เบือนหน้าหนี เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ
เนม หัวหน้าทีมโปรเจ็คต์ เดินเข้ามา เขายังคงขึงขังเหมือนทุกที ดวงตาแข็งกร้าวใต้กรอบแว่นหนา เสื้อลายทางซักจนซีดแต่รีดเรียบ อิงฟ้าถอนหายใจ เธอกระวนกระวายสายตาชั่งใจจะกล่าวทักก่อนดีหรือไม่ ท้ายสุดได้แต่เหลือบมองภาพสะท้อนจาง ๆ บนโต๊ะ
“งานที่แล้วเสร็จหรือยังครับ” เนมพูดเบา ๆ ถ้อยคำสั้นขาด ไม่มีรอยยิ้ม แม้ไม่ได้ตั้งใจทำร้าย แต่เหมือนสร้างระยะห่างที่รับรู้ได้ อิงฟ้าอมยิ้มนิด ๆ ฝืนใจตอบ
“เรียบร้อยค่ะ…เมื่อคืนอยู่ดึกหน่อย” คำว่าเหนื่อยล้าสะท้อนในน้ำเสียง แม้พยายามปกปิด เธอขยับแฟ้มส่งให้ เนมหยิบไปรวดเร็ว ไม่สบตา มุมปากกระตุกเหมือนคิดบางอย่าง ก่อนจะเปิดดูงาน
ความเงียบปกคลุมสั้น ๆ ก่อนที่เสียงประตูจะเปิดอีกครั้ง ลูกทีมอีกสองคนเดินเข้ามา คนหนึ่งทักทายเสียงร่าเริง อีกคนทำท่ากระตือรือร้นคล้ายอยากเบี่ยงบรรยากาศตึงเครียด อิงฟ้าสบตาเนมแวบหนึ่ง พบแต่ความว่างเปล่าในดวงตานั้น
โปรเจ็คต์ใหญ่นี้หมายถึงอนาคตของออฟฟิศเล็ก ๆ แห่งนี้ ทุกคนต่างใส่ใจกับรายละเอียดมากกว่าปกติ ในห้องประชุม ความคิดสร้างสรรค์ปะทะกับความเป็นระเบียบของเนมตลอดเวลาสามชั่วโมง อิงฟ้าเสนอไอเดียใหม่ ๆ แต่แทบทุกครั้งเนมหยุดไว้ด้วยข้อกังขา หรือคำติที่เหมือนเสียงตำหนิติเตียน
“คุณคิดว่าลูกค้าอยากได้อะไรที่เสี่ยงเหรอ?” เนมพูดขึ้นเมื่องานเริ่มเห็นแววแปลกใหม่ในแบบที่อิงฟ้านำเสนอ เธอลังเล ไม่แน่ใจจะแย้งดีไหม ก่อนจะกัดริมฝีปาก ลุกขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“แต่ว่า…งานแบบเดิม ๆ มันดูจืดไปนะคะ ฉันคิดว่าถ้ามีลูกเล่นมากกว่านี้…” เธอเอื้อมมือเปิดเลย์เอาท์ในโน้ตบุ๊ค หวังลบล้างความแข็งของเขาด้วยเหตุผล เนมจ้องจอมอนิเตอร์นิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน พลิกหาสิ่งใหม่ในสายตา
“ความเสี่ยงนี่…มันอาจกลายเป็นความผิดพลาดถ้าเรากะไม่ถึง”
อิงฟ้ายิ้มจาง ๆ ตอบกลับ
“แต่ถ้ามันสำเร็จ มันก็จะต่างออกไป…ใช่ไหมคะ?”
เนมมองเธอครู่หนึ่ง แล้วกลับไปสนใจเอกสาร ทุกคนในห้องประชุมอึดอัด เงียบงัน ไม่มีใครพูดคุยเรื่องส่วนตัว ทั้งหมดมุ่งหน้าออกจากห้องพร้อมกันเมื่อประชุมจบ อิงฟ้ารู้สึกเหมือนวิ่งอยู่ในวังวนของความเงียบงันนั้น
ช่วงเย็นแสงแดดลอดกระจกเข้ามาในห้องทำงาน เธอมองออกไปเห็นเนมยังนั่งจดจ่อกับโน้ตบุ๊ค ฝ่ามือกำแก้วกาแฟแน่นเหมือนข่มความคิดบางอย่าง ยามเขาลุกขึ้นเดินออกไป เธอรวบรวมความกล้าเอื้อมมือหยิบแฟ้มหย่อนบนโต๊ะของเขาที่เปิดค้างไว้
รูปภาพเก่าสองใบตกหล่นจากแฟ้ม อิงฟ้าสะดุ้ง หยิบขึ้นมา หนึ่งในนั้นเป็นรูปเด็กชายวัยประมาณห้าขวบ ใบหน้าคล้ายเนม อีกใบคือหญิงสาวมองกล้องอย่างเศร้าสร้อย เธอรีบวางกลับที่เดิมขณะเนมเดินกลับเข้ามาแบบไม่ให้สุ้มเสียง
“อย่าแตะของผม” น้ำเสียงราบเรียบแต่ปนแววดุ เธอรีบขอโทษ ก้มศีรษะ
“ขอโทษค่ะ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ…”
เนมหายใจหนัก เอื้อมมือแยกแฟ้มจากอิงฟ้า เขาไม่พูดต่อ วางแฟ้มลงดังปึก เสียงมันสะท้อนเข้าไปในใจอิงฟ้า เธอเดินกลับโต๊ะ รู้สึกผิดแบบจับต้องได้
วันถัด ๆ มา ความสัมพันธ์ของทั้งสองดูคล้ายเดินย่ำอยู่กับที่ อิงฟ้าเริ่มมาทำงานด้วยความอ้อมแอ้ม พูดน้อยลง ไอเดียใหม่ ๆ เริ่มชะงักยามถูกปัดทิ้ง เธอเริ่มตั้งคำถามกับความมั่นใจของตัวเอง จนอีกฝ่ายสังเกตเห็น
เช้าวันหนึ่ง อิงฟ้าเดินมาถึงโต๊ะเจองานที่ถูกแก้ไขใหม่ เนมติดโน้ตเล็ก ๆ ไว้ว่า “ลองคิดอีกมุมก็ได้นะ” เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นด้านที่อ่อนโยนกว่าแฝงในความดื้อรั้นนั้น มันคือคำเชิญชวนแบบขลาดอายให้เธอกล้าฉีกกรอบอีกครั้ง
เย็นนั้นกลุ่มทีมไปทานข้าวหลังเลิกงาน อิงฟ้านั่งหัวโต๊ะพูดคุยน้อยกว่าปรกติ หลังอาหารคาว เนมนั่งตรงข้ามมองเธอคล้ายอยากจะพูดอะไร แต่ก็เงียบ จนเพื่อนร่วมงานแซว
“วันนี้พี่เนมพูดน้อยจัง เหนื่อยเหรอคะ หรือกลัวโดนคุณอิงฟ้าต่อรองอีกแล้ว” เสียงหยอกคลายบรรยากาศ ทุกคนหัวเราะ ยกเว้นคนถูกพาดพิงทั้งสอง อิงฟ้าแอบยิ้มบาง ๆ เนมหันหน้าหนีแต่ใบหูแดงระเรื่อ
กลับถึงบ้านคืนนั้น อิงฟ้านั่งกับโต๊ะทำงานในห้องแคบ ๆ กดเปิดดูรูปแฟนเก่าที่พยายามลบแต่ไม่ลบเสียที เธอถอนหายใจ คำพูดเนม “ความเสี่ยงนี่…มันอาจกลายเป็นความผิดพลาดถ้าเรากะไม่ถึง” วนอยู่ในศีรษะเธอ รูปนั้นเป็นภาพที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง บัดนี้เหลือแต่ความผิดหวัง
วันต่อ ๆ มางานหนักขึ้น โจทย์ยากขึ้น แต่เนมกับอิงฟ้าเริ่มหาจังหวะพูดคุยนอกรอบสั้น ๆ มากขึ้น วันหนึ่งเธอยืนต่อคิวซื้อกาแฟ เนมเดินมา ฝ่าความอึดอัดเงียบ ๆ เดินเข้ามายืนใกล้กว่าปกติ
“กาแฟดำ…ขมไหมครับ”
อิงฟ้าสะดุ้ง เงยหน้ามองเขา หัวเราะเบา ๆ
“ขมพอ ๆ กับหัวหน้าหรือเปล่าคะ”
เนมหลบตา ลูบหลังคอตัวเอง เขายิ้มจาง ๆ ครั้งแรกในเช้าที่เงียบ ๆ แบบนี้
ขณะกลับโต๊ะ อิงฟ้าคิดถึงความผิดพลาดในอดีต—การทุ่มเททุกอย่างให้คนที่ไม่เห็นค่า เธอเริ่มกลัวว่าการทุ่มเทให้คนใหม่นี้จะลงเอยแบบเดิมอีกไหม มือเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อลองแสดงความเห็นในการประชุมคราวต่อไป แต่เสียงเนมไม่ดุดันเหมือนก่อน
“ลองทำดูตามนี้ก็ได้…แต่ถ้านายคิดว่าดีกว่านี้ ลองเสนอมาก่อนแล้วกัน”
รอยยิ้มเล็ก ๆ ส่งผ่านโต๊ะประชุม สายตาทีมงานสบกันรู้สึกเหมือนเห็นคลื่นใต้น้ำบางอย่าง เคมีใหม่บางอย่างคลายบรรยากาศตึงเครียดลงช้า ๆ ทุกคนมีความหวังมากขึ้น
ช่วงค่ำวันหนึ่ง อิงฟ้าได้รับเมสเสจไลน์จากเนม ทั้งสองไม่เคยคุยนอกรอบส่วนตัวมาก่อน ข้อความสั้น ๆ “ว่างไหม เอกสารสรุปเรื่องลูกค้า ขอคุยหลังเลิกงาน”
พวกเขานัดกันที่ร้านกาแฟเล็กข้างออฟฟิศ สาระที่ตั้งใจพูดลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เมื่อการสนทนาเปลี่ยนเรื่องไปเป็นความชอบส่วนตัว การ์ดยังคงถูกตั้งไว้ระยะหนึ่ง แต่สีหน้าเคร่งขรึมของเนมเริ่มเปิดใจ เมื่อเขาเปิดเผยกับอิงฟ้าว่ารูปที่เธอเห็นคือแม่เขาและน้องชายที่เสียชีวิตไปนานแล้ว
“ผมโตมากับความกลัวว่า…จะปกป้องคนที่เรารักไม่ได้ เหมือนวันนั้น” นัยน์ตาเขาเต็มไปด้วยเงา อิงฟ้าลังเลก่อนจะวางมือลงที่โต๊ะใกล้มือเขา
“พี่เนมไม่ต้องปกป้องทุกอย่างหรอก…บางที มันโอเครึเปล่าที่จะปล่อยให้ใครบางคนกล้าทำผิดบ้าง”
บรรยากาศชั่วขณะเย็นลง หน้าต่างร้านสะท้อนเงาไฟละมุน อิงฟ้าสัมผัสถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไประหว่างเขากับเธอ
เย็นวันหนึ่งขณะลากลับบ้าน ฝนตกหนัก อิงฟ้ายืนรอหน้าตึก ผู้คนแตกฝนกันแล้ว เธอลืมร่มไว้ที่ออฟฟิศ เนมเดินผ่านมา ประชิดไหล่เธอโดยไม่พูดอะไร ส่งร่มให้ เบี่ยงตัวเดินเคียงกันไป ถ้อยคำพยางค์เดียวกระซิบเบา ๆ
“กลับบ้านดี ๆ ครับ”
หลังจากนั้นความสัมพันธ์เหมือนเดินไปอีกขั้นแต่ก็หยุดอยู่กึ่งกลาง—ใกล้แต่ไม่กล้าเสี่ยง อิงฟ้าเริ่มฝันถึงโอกาสใหม่ในสายงานสร้างสรรค์ ตรงข้ามกับเนมที่อยากสร้างความมั่นคงให้บริษัท เขาเริ่มสงสัยว่าเธอจะจากไป พลอยให้งานเริ่มห่างเหิน ความลังเลหน่วงอยู่ตรงกลางระหว่างสองใจ
ทีมได้รับโอกาสเข้าประกวดรางวัลออกแบบแห่งชาติ อิงฟ้าคือกำลังหลักในการสร้างไอเดียใหม่ แต่เนมอยากให้เน้นความปลอดภัย ไม่เสี่ยงมาก ทีมถกเถียงกันหนักจนเกิดปากเสียงรุนแรง อิงฟ้าน้ำตาคลอ เดินออกไปจากห้องประชุม เนมลังเลจะตามหรือไม่
ในห้องเก็บของเล็ก ๆ ข้างออฟฟิศ อิงฟ้านั่งพิงประตู กำหมัดแน่น เหมือนกลับไปเป็นเด็กที่เคยถูกทรยศ เธอสงสัยว่าเธอค่าพอหรือไม่ และทุกความกล้ากำลังจะกลายเป็นความผิดหวังซ้ำอีกครั้ง
เนมตามมาแต่ยืนอยู่นอกประตู เสียงช้ำนั้นซึมผ่านกำแพงแผ่ว ๆ
“ผมไม่รู้…ผมกลัวจะเสียคุณไปถ้ามันไม่สำเร็จ”
อิงฟ้าเปิดประตูมองเขาตรง ๆ “แต่ถ้าไม่ลอง…ก็ไม่มีวันรู้เลย พี่เนมกลัวความผิดหวังหรือกลัวฉันไปได้ไกลกว่าเดิมกันแน่?”
เนมเงียบ อยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลืนคำลงคอ สุดท้ายก้มหน้ารับผิด วางมือบนประตู “ขอโทษ…ผมกลัวมากจนลืมไปว่าความกล้าก็สำคัญเหมือนกัน”
หลังวันนั้นทีมเลือกแนวทางของอิงฟ้า แม้จะเสี่ยงแต่พวกเขาร่วมมือกันจนสุดทาง โปรเจ็คต์สำเร็จ ได้รับรางวัลใหญ่ อิงฟ้านำทีมขึ้นรับโล่พร้อมเสียงชื่นชม ท่ามกลางแสงแฟลชและสายตานับสิบ เธอสบตาเนม เห็นรอยยิ้มจริงใจที่สุดในชีวิต
แต่แทนที่งานสำเร็จแล้วทุกอย่างจะราบรื่น อิงฟ้าได้รับจดหมายตอบรับงานใหม่จากต่างประเทศ เป็นโอกาสที่ใฝ่ฝันแต่หมายถึงต้องจากที่นี่ไป ความฝันเริ่มสวนทางกับความรัก เนมนิ่งเงียบไม่กล้าถาม เธอลังเลหว่างโอกาสหรือหัวใจ
คืนก่อนเดินทางอิงฟ้ายืนริมหน้าต่าง เห็นริมฝีปากสั่นไหวในกระจก น้ำตาซึมขอบตา ความช้ำในอดีตหลอมรวมกับความกลัวสูญเสียครั้งใหม่
เนมมายืนข้าง ๆ สองคนมองเมืองที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนด้วยกัน เสียงฝนปะทะกระจกคล้ายระบายปมในใจ เนมหยิบขวดน้ำที่เคยเป็นของขวัญจากเธอมาวางไว้บนขอบหน้าต่าง
“อยากให้เก็บไว้เป็นกำลังใจ ถ้าวันหนึ่งเหนื่อย…ให้ดูมันแล้วนึกถึงทีมเรา” เสียงเนมนุ่มขึ้นกว่าทุกที
อิงฟ้าหัวเราะทั้งน้ำตา
“ถ้าวันหนึ่งฉันกลับมา พี่เนมจะอยู่มั้ย”
เนมหัวเราะสั้น ๆ กลั้นความตื่นเต้นไว้ โน้มศีรษะลงต่ำเล็กน้อย
“ผม…จะรออย่างโง่ ๆ ตรงนี้แหละ”
อิงฟ้ายิ้มทั้งน้ำตา สองคนไม่กล่าวคำปฏิญาณใด ๆ มีแต่ความรู้สึกที่ก่อเกิดจากการเห็นกันและกันในทุกบาดแผลและความกลัว สมองและหัวใจนิ่งสงบในฤดูฝันนี้
ฤดูฝนผ่านไป ฤดูร้อนมาแทนที่ อิงฟ้ากลับบ้านพร้อมรางวัลจากต่างประเทศ ในวันเปิดบริษัทใหม่ของทีมเก่า เนมรออยู่ที่ประตู รอยยิ้มเขิน ๆ กับใบหน้าคุ้นเคย
เธอก้าวเข้าไปในห้องอย่างกล้าหาญเป็นครั้งแรกในชีวิต
เนมยื่นขวดน้ำขวดเก่าให้ด้วยมือที่สั่นไหว ชั่วขณะนั้น ทั้งสองรู้ว่าการเดินทางไม่ได้จบลง แต่เพิ่งเริ่มต้นในฤดูฝันใหม่…ที่ปลายทาง