ฤดูที่ไม่ทันได้ลา
เสียงเปียโนดังแผ่วในห้องประชุมเล็กคณะศิลปกรรม ช่วงบ่ายแก่ ๆ วันหนึ่ง เดือนมีนาคม แสงตะวันแล่นผ่านกระจกฟุ้งด้วยฝุ่น ธามนั่งมองโน้ตเพลงในมุมเงียบที่สุด มือนิ่งอยู่บนคีย์ สายตาเหม่อลอยเหมือนไม่สนใจอะไรเลยจนเสียงประตูเหล็กถูกเปิดอย่างแรง มีนาเดินเข้ามาพร้อมกล่องเอกสาร ปากกำลังบ่นกับโทรศัพท์มือถือที่แฮนด์ฟรี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยายแอน อย่าโยนงานมาทั้งหมดสิ อาทิตย์เดียวต้องเสร็จน่ะเหรอ” เธอเหลือบตาเจอธามชั่วครู่ ก่อนกลับไปจดจ่อกับโทรศัพท์ “โอเค จะรีบส่งบทไปก่อนบ่ายสองนะ”
ธามขยับนิ้วเล่นเพลงเบา ๆ แต่พอเห็นมีนาเดินมาหย่อนกล่องเอกสารลงบนโต๊ะ ตัดสินใจหยุดและปิดฝาเปียโนเสียงดัง
มีนาเงยหน้าสบตาเขา “รำคาญหรือไง”
“เปล่า” เขาตอบเรียบ ๆ ลุกขึ้นยืนขยับหนีให้อีกฝั่งโต๊ะ
“จะประชุมแล้วยังจะซ้อม”
“เป็นสิทธิ” ธามพูดแล้วหยิบเป้ไปนั่งอีกมุม ปล่อยให้เธอถอนใจ เดินไปหยิบเอกสารค้นหาอะไรบางอย่างจากในนั้น
เสียงเพื่อนคนอื่น ๆ เดินเข้ามาในห้อง ทิ้งความเงียบที่อบอวลอึดอัดไว้ระหว่างเขากับเธอ
“มานั่งได้แล้ว” มีนาเรียก เบรกบทสนทนาคนอื่น ๆ ใจกลางห้อง
การประชุมเริ่มอย่างวุ่นวาย บางคนเสนอเรื่องบทละคร บางคนเถียงเรื่องโปรดักชั่น ส่วนใหญ่เสนอจะใช้ละครเวทีแฟนตาซี ธามเลิกคิ้ว มองมีนายกมือค้าน ตลอดเวลามีเพียงสองคนที่น้ำเสียงขัดแย้งกันเรื่องเล็กน้อย ไม่ยอมถอย
“โลกแฟนตาซีอีกแล้วเหรอ คนดูจะหนีหมด” เสียงธาม
“ก็เรื่องจริงมันไม่ใคร่มีใครอยากดู!” มีนาเสียงสูงกว่า
เสียงถกเถียงดังขึ้นในห้อง คนอื่น ๆ เข้าแทรกแต่ละคนจนเสียงหัวเราะกลบความตึงเครียดสุดท้ายมีนาคว้าปากกาเขียนชื่อละคร “ฤดูที่ไม่ทันได้ลา” ลงในสมุด ทำหน้าทะเล้นให้ธาม ประหนึ่งยอมแพ้แต่จริง ๆ กลับเป็นฝ่ายชนะทางความคิดเพราะรายชื่อในสมุดสรุปบทนั้นคือแนวชีวิตจริง
ธามแอบยิ้มอย่างเจียมตัวตอนเธอไม่เห็น ก่อนกลบมันด้วยการหยิบโน้ตเพลงมานั่งอ่านต่อ
เวลาล่วงไปเย็น ทุกคนเริ่มแยกย้าย มีนาเก็บของลุกขึ้น พอสบตาธามเต็มตาอีกครั้ง ต่างคนต่างนิ่งเงียบครู่หนึ่ง
“ฝากเก็บกุญแจด้วย” เธอโยนพวงกุญแจอาคารมาให้ ธามคว้าไว้แบบไม่ตั้งใจนัก
“ถ้าลืมห้องอีกจะโทษใครล่ะ” เขาถามเสียงต่ำ
“ตอนนี้โทษตัวเองไปก่อนละกัน” มีนาตอบแต่แอบยิ้ม พอเดินออกจากห้องก็ยังหัวเราะเบา ๆ
ธามชำเลืองตามแผ่นหลังของเธอก่อนถอนใจ รู้สึกว่าบางทีการแหย่กันนี้ก็พรางอะไรบางอย่างไว้มากกว่าที่ใครเห็น
รุ่งเช้าวันถัดมา ธามเดินฟังหูฟังขึ้นตึกเรียน เสียงเพลงที่เขาแต่งเองดังลอดผ่าน สายตาเหลือบเห็นมีนายืนคุยกับเพื่อนกลุ่มรัฐศาสตร์ รอยยิ้มสดใสของเธอฉายชัดเจนจนชายหนุ่มนึกอิจฉาในความกล้า
เขาเดินผ่านแต่พยายามทำเป็นไม่เห็น เหมือนจะผ่านไปสบาย ๆ แต่จังหวะเดียวกันมีนาเรียกชื่อเขาขึ้นลั่นลานหน้าตึก
“ธาม! แก้วน้ำของประชุมเมื่อคืนอยู่ไหนอะ!”
เขาชะงัก หันมา “ในห้องนั่นแหละ”
“ขี้ลืมจังนายนี่” เพื่อน ๆ เธอแซวเสียงดัง
“เดี๋ยวไปเก็บให้” เขาตอบอย่างแกน ๆ เดินหนี ไม่กลับมามอง
มีนามองตามไป สงสัยในความเงียบของเขา เธอมองเพื่อนหัวเราะแต่ในใจกลับวนเวียนกับแววตานั้น เหมือนมีบางอย่างอั้นไว้
ค่ำวันเดียวกัน ห้องประชุมเล็กถูกใช้ซ้อมบท ละครเวทีเริ่มตั้งท่าจะวุ่นวาย เพราะบทของมีนาเขียนเรื่องของนักเรียนสองคนที่ไม่เคยบอกใจตัวเอง เหตุการณ์หลบซ่อนใต้ความคะนึง ความกลัว และอดีตที่ไม่ยินดีเอ่ยถึง
ธามนั่งดีดเปียโนข้างเวทีขณะคนอื่นลองซ้อมบทช้า ๆ แต่จับใจประหลาด ใจหนึ่งอยากเข้าไปทักท้วง อีกใจก็กลัวกระทั่งเสียงของตนสะท้อนเกินเหตุ เขาสังเกตมีนากระซิบคุยกับเพื่อนนักแสดง ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ในฉากหนึ่งซึ่งมีนาต้องกำกับเอง
“ร้องไห้ออกมาเถอะ มันไม่ต้องพูดมากหรอก” เธอปลอบเบา ๆ
“ถ้าคนดูเศร้า แปลว่าถ้าคิดถึงใคร ก็อย่าเก็บไว้จนสาย…เนอะ” เพื่อนถามแฝงนัย
มีนาสบตา แววตาเธอลดประกายลง เลี่ยงตอบด้วยคำเบา ๆ “แต่บางที เราก็กลัวเสียเขาไป…”
ธามฟังอยู่เงียบ ๆ พยายามกดเสียงหัวใจไว้
หลังซ้อมเสร็จ มีนาเดินมาเก็บกุญแจจากธาม พลางหย่อนทิ้งคำถาม “คืนนี้อยู่ต่อนานเหรอ”
“คงอีกสักพัก” เขาตอบสั้น ๆ
เธอพยักหน้า เหมือนจะพูดอะไรต่อแต่หยุดไป เดินออกไปอย่างครุ่นคิด
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน ทุกการประชุมและซ้อมบทคือความร้าวลึกแบบประหลาด คู่กัดสองคนแม้เสียงขัดแย้งแต่กลับเอาใจใส่กันทางอ้อม ธามทำโน้ตดนตรีเพิ่ม มีนาแก้บทจนเพื่อนบ่น ทั้งสองค่อย ๆ สังเกตกันและกันในช่วงเวลาหยุดพัก เช่นตอนมีนายื่นน้ำให้ธามแล้วยิ้มอ่อน หรือธามช่วยแก้สายกีตาร์เธอเมื่อมันขาดโดยไม่ได้พูดอะไร
คืนหนึ่งหลังซ้อม ธามกับมีนาเดินเก็บของต่อสองคน ใจกลางห้องเรียนร้าง ทั้งคู่เงียบ ต่างคนต่างวุ่นกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งมีนาทำแก้วน้ำหล่นแตก น้ำราดพื้นธามรีบเข้าไปช่วย ขณะที่ศอกของทั้งคู่เกือบชนกัน
“ขอโทษ…ซุ่มซ่ามตลอดเลยเรา” มีนาว่าเสียงเบา
ธามเฉไฉ “ชอบทำน้ำหก คงเพราะรีบเกิน”
บรรยากาศแปลกประหลาด เหมือนต่างคนต่างหาคำพูดแต่ไม่มีอะไรเอ่ยออกมา นอกจากเสียงขัดแก้วกับพื้น ไฟในห้องสลัวลง เหลือเพียงโคมกลางโต๊ะ เขามองหน้าเธอ กำลังจะพูดอะไรแต่นิ่งไป
“…เคยคิดจะบอกใครสักคนไหม ว่าเราเองก็กลัว” เธอถาม
เขาสบตา คำถามเป็นเหมือนหมัดที่เขาไม่ทันตั้งรับ ธามนิ่งงัน
“กลัวอะไร” เขาตอบกลับแบบกลบเกลื่อน
“กลัวว่าคนที่เราทำเป็นไม่แคร์ จะหายไปจริง ๆ” เธอฝืนยิ้ม
ความเงียบยาวเกือบหนึ่งนาที ธามก้มหน้า ถูเศษแก้ว “บางทีคนเราก็เลือกที่จะเงียบ เพราะกลัวว่า ถ้าขยับไปสักนิด ทุกอย่างจะเปลี่ยน”
มีนาไม่ตอบ เธอแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วลุกไปเก็บขยะทิ้งในถัง
รุ้งเช้าวันต่อมา ข่าวลือเรื่องคู่รักในกลุ่มละครกลับกลายเป็นเรื่องสนุกสนานให้เพื่อน ๆ ล้อ โดยเฉพาะเวลาธามกับมีนาเถียงกันหนัก ๆ ในที่ประชุม เสียงหัวเราะกับเสียงประชดของเพื่อน ๆ ลอยฟุ้ง
“เออ เห็นมั้ย คนทะเลาะกันทุกวันจะกลายเป็นแฟนกันในที่สุด” เพื่อนคนหนึ่งตะโกน
“ฝันไปเถอะ” ธามตอบห้วน ๆ
มีนามองเขาด้วยสายตางุนงง ราวกับจะโกรธแต่ขำ “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”
“เพราะมันไม่มีวัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเครียดกว่าทุกครั้ง
บทสนทนาค้างคา คืนนั้นมีนาเปิดสมุดบันทึก ในนั้นมีประโยคที่เธออยากเอ่ย แต่กลับลบออกทุกครั้ง
“เจ็บไหม ถ้าต้องเสียเพื่อนเพราะบอกความลับในใจ” เธอเขียนแล้วขีดฆ่าอย่างระแวดระวัง
วันถัดไป การซ้อมละครเริ่มไม่คืบหน้า เพราะนักแสดงหลักงอนกัน มีนาเข้าไปปลอบเพื่อน เธอต้องแกล้งทำตัวสดใสแม้ใจเองไม่เบิกบาน หลังเลิกซ้อมธามเดินตามออกมา กำลังจะเอ่ยอะไรแต่หยุด วางมือบนบ่ามีนา แล้วปล่อยเงียบไว้
“จะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ” เธอเหวี่ยงเล็กน้อย
เขามองหน้า “เราไม่อยากให้เธอรู้สึกว่าอยู่คนเดียว”
มีนายิ้มเศร้า “ตลกดีนะ นายไม่เคยพูดแบบนี้เลยตั้งแต่ปีหนึ่ง…”
ธามส่ายหน้า “ตอนนั้นกลัวว่าถ้าใจอ่อน จะแพ้เธอ”
ความนิ่งค้าง มือของเขาแตะไหล่เธอเบา ๆ แล้วถอยออก มีนาไม่พูดอะไรอีก เดินกลับหออย่างเหม่อลอย
หลายวันต่อมา ข่าวเรื่องมีนาอาจต้องย้ายไปเรียนโครงการพิเศษต่างประเทศ แผ่ไปทั่วกลุ่ม ในเวลากลุ่มละครยุ่งยากกับการเตรียมงาน ทุกคนเริ่มหลบเลี่ยงเรื่องนี้ เฉพาะธามที่แอบมองเธอด้วยความกังวลใจ ไม่กล้าเอ่ยถาม
คืนหนึ่ง ธามนั่งซ้อมดนตรีอยู่คนเดียวจนดึก หยุดดีดเปียโนกะทันหันเมื่อรู้สึกว่ามีใครแอบยืนอยู่หน้าประตู มีนาเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ
“วันไหนเธอจะเลิกซ้อมดึก” เธอพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันไหนเธอจะเลิกเหนื่อยกับทุกอย่าง” เขาสวน
มีนาบีบมือแน่น “เหนื่อย…มันก็ต้องสู้”
ทั้งคู่เงียบ บรรยากาศอบอ้าวด้วยความจริงที่ไม่ได้พูด …แล้วมีนายื่นจดหมายสั้น ๆ มาให้
“วันจบการศึกษา ฉันอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว”
ธามอ่านจดหมายนิ่ง “มันเพราะอะไร”
มีนาหัวเราะเบา ๆ “ฉันต้องไป เรียนต่อเมืองนอก พ่อแม่อยาก พวกเขาไม่เข้าใจว่าเพื่อนที่นี่สำคัญยังไง” เสียงเธอสั่น
“แล้วเธอล่ะ อยากหรือเปล่า” ธามถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ดวงตาเธอวูบไหว “ไม่รู้…แต่เราต้องทำอะไรบางอย่างให้ดีพอซะที”
“มันต้องแลกกับความสุขขนาดนั้นเลยเหรอ”
มีนาไม่ตอบ เธอแค่หลบสายตา
ธามลังเล แล้วพูดเหมือนถามตัวเอง “ถ้างั้นถ้าเราเลือกบอกความในใจไปก่อน เธอจะไปไหม…”
มีนาหัวเราะทั้งน้ำตา “อย่าเลย…ฉันกลัวว่าต้องเปลี่ยนทุกอย่าง…”
คืนถัดมา การซ้อมละครสุดท้ายเวียนมา นักแสดงหลักร้องไห้กลางเวทีเมื่อบทพูดเรื่องคำอำลาที่ยังไม่ได้กล่าว ธามดีดเปียโนซ้ำวนไป มีนาเดินเอาบทใหม่มาให้ เขารับไว้โดยไม่ได้สบตา
“เขียนขึ้นใหม่เหรอ” ธามถามเสียงแผ่ว
เธอพยักหน้า “แก้บทตอนจบ…ตัวละครไม่กล้าบอกใจจะจากกันแบบไม่พูดเลยเหรอ”
“บางทีมันก็ง่ายกว่าจะอยู่กับความรู้สึกขาดหายแต่แรก” ธามกล่าวเบา ๆ
“นายคิดว่าความกลัวควรชนะทุกอย่างหรือเปล่า”
เขานิ่ง “เราแค่ไม่อยากเสียเธอ แม้ในฐานะเพื่อน…
มีนาเดินเข้าไปกอดเขาแน่นโดยไม่พูดสักคำ ธามชะงัก จังหวะรับไออุ่นนั้นก่อนจะโอบตอบอย่างเงียบ ๆ
ตีสามในคืนเดียวกัน ธามตื่นมากลางดึก เขียนเพลงใหม่ขึ้นกลางคืน เขียนไม่หยุดจนเช้า ทำนองเหงาแต่คงหวังไว้ริบหรี่
วันจบการศึกษาใกล้เข้ามา ละครเวทีวันงานใหญ่เปิดฉาก ญาติ พ่อแม่ เพื่อนร่วมรุ่นมาเต็มหอประชุม มีนาแต่งตัวนักเรียนมัธยมในบท ตัวเอกหญิงที่ไม่มีวันกล้าบอกรัก พระเอกคือธาม ผู้ชายขี้กลัวที่พูดน้อย
บทพูดฉากสุดท้าย ตัวละครหญิงถาม “ถ้าฉันจะไป ไม่ลา นายจะเสียใจไหม”
ตัวละครชายไม่กล้าตอบ มีเพียงท่วงทำนองเปียโนกับดวงตาเศร้าๆ เบนหนีความจริง แต่เมื่อม่านใกล้ปิด เขากล้าเข้าไปจับมือเธอหน้าเวทีจริง ฝูงชนเงียบ ท่ามกลางความกลั้นใจของทั้งคู่
“ขอบใจที่อยู่ด้วยกันถึงฤดูนี้…” ธามพูดเสียงเจียมตัวขณะเดินออกจากตัวละคร มาเป็นตัวเอง
มีนาเสียงสั่น “ฤดูหน้าจะยังมีนายมั้ย…”
“ถ้าเธออยากให้รอ…เราจะรอ” เขาตอบจริงจัง
ทุกเสียงเงียบงัน ธามปล่อยมือเธอช้า ๆ รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาชัดก่อนเดินจากเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือ
คืนหลังจบการแสดง ประตูห้องเปียโนเปิด เมื่อนาส่งข้อความนัดพบ
“นายยังจะรอฉันเหรอ” เธอถามอย่างไร้ทิศทาง
ธามหันขวับ “ไม่รู้ แต่ตอนนี้อยากให้เธอมีความสุขกับสิ่งที่เลือก อยากให้เวลาผ่านไปแค่พอเรากล้า…”
มีนานิ่ง ก่อนยิ้ม รอยขี้เล่นแฝงความปวดร้าว “เราเป็นเพื่อนได้เสมอ แต่อย่างน้อย ขอให้รู้ว่า เคยคิดมากกว่านั้น”
ธามค้อมศีรษะ ไม่พูดอะไร ต่างคนต่างแบ่งปันความเงียบเป็นคำตอบสุดท้าย
หลายปีผ่านไป ฤดูเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก จดหมายที่ไม่มีผู้รับ การ์ดแสดงความยินดีที่ส่งมาจากต่างประเทศถูกวางรวมกับโน้ตเพลงเก่า วันหนึ่งในงานเลี้ยงรุ่นที่มหาวิทยาลัยธามและมีนาสบตากันอีกครั้งผ่านฝูงชน เสียงหัวเราะหยอกล้อกับความรู้สึกค้างคา
เขาเดินเข้าไปใกล้ หัวเราะเบา ๆ “ฤดูนี้…ดูเหมือนเพิ่งจะเริ่มเองนะ”
“เป็นฤดูที่ไม่ต้องลาอีกแล้วมั้ง…” มีนาเสริมเสียงแผ่ว ก่อนทั้งสองเดินเคียงข้างท่ามกลางความเงียบสงบของตึกเก่า …และหัวใจที่กล้าเติบโตเสียที