คืนดาวลับฟ้า
เสียงประกาศของสถานีรถไฟฟ้าดังแว่วลงมาเหนือศีรษะของ ‘อคิน’ เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ตรงขอบแท่นสถานี ริมใบหน้าโดนแดดเช้าเฉียดแผ่ว ขณะสายลมพัดชุดนักศึกษาจนปลิวไหว เขาอมยิ้มให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ปลายนิ้วหมุนตั๋วรถไฟเล่นด้วยความเคยชิน แม้ในสมองตีวนด้วยภาระการบ้านเรื่องใหม่ กับแผนการที่แม่เตรียมจะบังคับให้เขากลับบ้านในวันหยุดยาว แต่เช้านี้ยังไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการรอใครคนหนึ่ง…
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังใกล้เข้ามา ‘นารา’ วางเป้ผ้าตัวเก่งลงกับพื้น, หายใจหอบแผ่วแต่ยังแฝงสีหน้าเอาจริงเอาจัง เธอกวาดตามองซ้ายขวาก่อนเอื้อมมือมาตบหลังเพื่อนสนิทเบา ๆ “ขอโทษที รถเมล์ติดเหมือนวิญญาณคนเร่งลาออกจากมหาลัย” เสียงเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ขันฝังความเหนื่อยล้าจากการวิ่งแข่งกับเวลา
อคินหันกลับ หัวเราะให้กับน้ำเสียงนั้นโดยไม่พูดอะไร เขายื่นแก้วนมเย็นที่ซื้อตั้งแต่เช้าให้ “งั้นขอเป็นรางวัลนักวิ่งหญิงยอดเยี่ยม”
นาราชะงัก ยิ้มบาง ๆ แล้วรับไว้ “ถ้าฉันเข้าเรียนสาย แกว่าครูณัฐจะให้ฉันท่องสูตรเคมีห้าร้อยรอบไหม” เธอพูดพลางยกแก้วนมเย็นจิบ
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันขึ้นเครื่อง ไม่มีใครพูดมากไปกว่านั้น—เงียบในแบบที่กลายเป็นความคุ้นชิน ความเงียบที่ระบายอยู่ในอากาศมักไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเวลาพวกเขาอยู่ด้วยกัน วิวเมืองข้างหน้าต่างไหลผ่านเชื่องช้า เมฆขาวบางเป็นเส้นคดเคี้ยว เหมือนความคิดที่พวกเขาไม่ยอมพูดออกมา
ในคลาสเคมีอินทรีย์ที่เต็มไปด้วยเสียงขีดเขียนบนกระดานและเสียงสั่งให้กลุ่มจัดสารอุปกรณ์ อคินวุ่นกับการจด แต่สายตาเหลือบมองนาราทุกครั้งที่เธอมีปัญหากับโครงสร้างโมเลกุล อย่างไม่รู้ตัว แววตาอดห่วงใยไม่ได้ “จำสูตรนี้มั้ย จำตอนเราระเบิดขวดแก้วปีก่อนปะ” เขากระซิบบาง ๆ
นาราหัวเราะกลั้น “แกหาเรื่องแล้ว! คราวนี้ขอให้รอดจากบทเรียนพิเศษทีเถอะ”
อคินยิ้มมุมปาก มองไปข้างหน้าขณะที่อาจารย์กวักมือเรียกดูผลงานกลุ่มของเขา เงียบช่วงข้ามวินาทีจนกลายเป็นบรรยากาศอบอุ่น แปลกที่สบายใจอย่างที่ไม่ได้รับรู้กับใครอื่น
ถึงช่วงพักกลางวัน ทั้งสองเลือกนั่งม้านั่งใต้ต้นปีบ ร่มเงาเย็นและกลิ่นดอกไม้จาง ๆ เสียงนกร้องบทสนทนาไม่มีใครเริ่มต่อทันที นาราหมุนช้อนในจานข้าว เข้าเรื่องด้วยเสียงเบาหวิว “กลุ่มที่อคินจะไปแลกเปลี่ยน…ประกาศผลยัง?”
อคินถอนหายใจ “ยัง กำลังรอ เขาบอกว่าสิ้นเดือนนี้ แต่…ฉันยังไม่ได้นั่งคุยกับแม่เลยว่าถ้าได้ไปจะเอายังไงกับกิจการที่บ้าน”
นารามองเขานิ่ง ผมปลิวตามลมจีบหน้าผาก “ถ้าสมมติแกได้ไป ญี่ปุ่นอยู่นานแค่ไหนนะ”
“ปีนึง” อคินตอบช้า ๆ เหมือนกลัวเสียงของตัวเอง
เงียบงันครู่ใหญ่ สายตาทั้งสองสอดประสานกันเพียงเสี้ยววินาที แล้วต่างคนก็หลบตา กลับไปสนใจอาหารกลางวันต่อโดยไม่มีบทสนทนาใดตามมา แต่สายลมและเสียงหัวใจยังเวียนวนในอากาศไม่จางหาย
เย็นวันศุกร์นาราชวนอคินไปร้านหนังสือประจำ เธอหยิบวรรณกรรมฝรั่งเศสขึ้นมาพลิกดูอย่างจริงจัง ขณะที่อคินหาคู่มือเคมี “แกว่าทำไมคนเราถึงติดอยู่กับอดีตวะ” เสียงของเธอไม่ดังนัก
อคินเอียงคอนิด “อาจเพราะอดีตคือสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไม่ได้ไง เลยหมกมุ่นกับมัน… แกยังติดเรื่องพ่อเหรอ?”
นาราเงียบไปนาน “บางคืนก็ใช่…บางวันก็ไม่อยากจดจำ แต่ฉันไม่กล้าฝันถึงอนาคตสักที” เธอกำหนังสือแน่น
อคินยิ้มให้ กล้า ๆ กลัว ๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อ “จะลงแข่งโต้คำนั้นจริง ๆ เหรอ?”
นาราส่ายหน้า “เครื่องบินกระดาษยังพับไม่ตรงเลย จะโต้คำนำทีมก็ให้พังกันหมด” รอยยิ้มบิดเศร้าแต่กลบตื้น ๆ
อคินปรายตาไปอีกทาง “ก็งั้น ไปกินไอศกรีมแก้เครียดเถอะ”
เสียงหัวเราะเจือเหนื่อยล้า ฉาบอารมณ์แบบเพื่อนสนิทที่ซ่อนอะไรไว้ข้างในแน่นหนา
เช้าวันเสาร์ แดดร้อนแรง อคินเดินกางร่มเข้าบ้านนาราพร้อมถุงของขวัญ เขาถูกเรียกให้เข้าร่วมงานวันเกิดแม่ของนารา เด็กสาวและแม่ให้การต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง แต่ทุกครั้งที่หัวข้อการเรียนต่อ ผุดขึ้นมา อากาศในห้องเริ่มอึดอัด แม่ของนาราจ้องอคิน “จะไปเรียนต่อต่างประเทศจริงใช่ไหมแม่อคิน?”
อคินยิ้มฝืน หันไปมองนาราที่ส่งสายตาให้กำลังใจ “ครับ…แต่ก็ยังลังเลเรื่องแม่กับกิจการที่บ้านอยู่เหมือนกันครับ”
บรรยากาศตึงเครียด นารารีบเปลี่ยนหัวข้อ ชวนอคินกินขนมเค้ก ทว่ารอยยิ้มของทุกคนดูประหยัด รอยเส้นใต้ตาแม่ของนาราดูคล้ายซ่อนอะไรไว้ เธอลูบหัวลูกสาวอย่างเกรงใจ
ค่ำวันนั้นบนดาดฟ้าบ้าน สองเพื่อนนั่งมองดาว เงียบงัน อคินถามเสียงเบา “แกอยากไปต่างจังหวัดแบบไม่มีแผนดูบ้างมั้ย?”
“กลัวแม่เป็นห่วง” นาราตอบ สายตายังกวาดฟ้ากว้าง
“แล้วถ้าไม่มีอะไรต้องกลัวล่ะ?”
“ฉันก็ยังไม่กล้า” เสียงหัวเราะฝืด ๆ ตามมาช้า ๆ
ทั้งคู่เงียบ ก้มหน้าทั้งสองคนแช่อยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยเสียงจิ้งหรีดและความไม่แน่นอนของอนาคต
หลายสัปดาห์ต่อมาความสัมพันธ์ของทั้งสองคล้ายตกอยู่ในความไม่แน่ใจ เหมือนต่างคนต่างมีความลับ อคินเริ่มเว้นระยะห่างเพราะอารมณ์แปรปรวนจากบ้านที่กดดันจะให้สืบทอดธุรกิจ นาราเองเริ่มอยู่กับตัวเองมากขึ้น กลับบ้านเร็วขึ้น รอยยิ้มจางลง
ในกลุ่มเพื่อนเริ่มมีข่าวลือว่าอคินกำลังไปชอบสาวเอกอังกฤษ แต่ไม่มีใครพูดชัด นาราได้ยินก็แสร้งหัวเราะ ไม่ตอบอะไร แต่สายตากลับเศร้าลึก ๆ
กลางคืนค่ำหนึ่ง นารานั่งอ่านหนังสือ โดนทักแชทจากอคิน “คืนนี้แกว่างมั้ย ออกจากบ้านมาเจอหน่อย” มีแต่ข้อความสั้น ๆ
ทั้งสองมานั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ ไม่มีบทสนทนาไปนานหลายนาที เสียงจิ้งหรีดดังคลอ อคินเป็นฝ่ายเริ่ม
“แก…เคยคิดไหม ว่าถ้าอนาคตมันไม่เป็นแบบเราหวัง จะทำไง”
นารายิ้มบาง “ฉันเคยคิด แต่ทุกครั้งที่คิดก็กลัว …กลัวจะไม่ได้เจอคนที่เข้าใจอีก”
“อืม… ฉันเองก็เคยกลัว คล้าย ๆ กัน” เสียงเขาแผ่วเหมือนสารภาพบางอย่างในใจ
ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบเดินผ่านไป
ดาวตกเส้นหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้าคืนที่เงียบสงบ สะท้อนความปรารถนาลึก ๆ ที่ไม่มีใครพูดออกมา
เช้าวันรุ่งขึ้นนาราตัดสินใจสมัครทีมโต้วาทีโดยไม่บอกอคิน
เธอตัดสินใจครั้งใหญ่นี้เพราะอยากสลัดความกลัวเดิม ๆ
อคินเพิ่งทราบจากกลุ่มเพื่อน “จริงเหรอวะ นาราเข้าทีมดีเบต?” เสียงเขาเจือประหลาดใจและชื่นชมปนกัน
นารายักไหล่ “ลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง” เธอส่งรอยยิ้มอาย ๆ
ทั้งสองเริ่มกลับไปพูดคุยมากขึ้น รอยร้าวในใจดูเล็กลดลงเวลาที่ใช้ร่วมกันในโรงอาหาร เสียงหัวเราะเบาๆ กลับมาได้ แต่ก็ยังคงมีบางอย่างกั้นกลางไว้
วันแข่งขันโต้วาทีมาถึง นาราเห็นอคินนั่งอยู่แถวหลังสุดในห้องประชุม เธออ่านสำเนานำเสนอก่อนขึ้นเวที มือเย็นเฉียบแต่ใจเต้นแรงจนรู้สึกได้
อคินนั่งฟัง เกร็งมือแน่น อยู่ในเงามืด มองดูเพื่อนหญิงตรงเวที แววตาเขาฉายชัดถึงความภูมิใจแต่แฝงห่วงกังวลใต้น้ำเสียง ไม่มีคำพูดใดนอกจากปรบมือต่อท้ายเมื่อนาราจบสุนทรพจน์
หลังจบงาน อคินเดินลัดสนามไปหานารา เขาหยุดยืน หน้าสบตาเพื่อนแค่ไม่กี่วินาทีก็ลังเล ลดสายตาลงสบรองเท้าตัวเอง
“แกเก่งมากเลยนะ”
นาราหัวเราะ “ฉันแค่ฝืนใจกลัวเฉย ๆ หรือที่จริงฉันอาจจะโง่ก็ได้”
เงียบครู่หนึ่ง
“แกไม่โง่หรอกนารา… จะบอกว่า ฉัน…” อคินตัดบทตัวเอง กระแอม
“…ไม่มีอะไรหรอก”
นาราหัวเราะเบา รู้ดีว่าอะไรซ่อนอยู่ข้างใต้
หลายวันถัดมา อคินได้รับจดหมายตอบรับให้ไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น เขายืนนิ่งอยู่หน้าตู้จดหมาย สะท้อนแสงแดดยามบ่าย เขาโทรหานาราทันที แต่ปลายสายไม่มีใครรับ เพียงส่งข้อความสั้น ๆ ว่า “ยินดีด้วยนะ”
วันต่อมาเจอกันที่มหาวิทยาลัย บรรยากาศแปลกไปเล็กน้อย เว้นระยะห่างชัดเจนขึ้น อคินนั่งข้าง ๆ แต่ไม่พูดอะไร จนต้องลุกไปก่อนคลาสจะจบ นารามองตามความเงียบ เธอเริ่มรู้สึกบางอย่างแปลกไป แต่ไม่กล้าถาม
คืนวันศุกร์ เจ้าหญิงเงียบเหงากับฮีโร่ผู้ลังเลกลับมาเจอกันอีกครั้งที่ม้านั่งใต้ต้นปีบ พวกเขาต่างก็เงียบอยู่นานกระทั่งอคินเป็นฝ่ายพูดก่อน
“แก…ฉันจะไปแล้วนะ” เสียงเจือสั่น
นาราไม่หันมอง แค่พึมพำ “ก็…ไปตามฝันของแกเถอะ ฉันโอเค”
อคินยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น มองเส้นผมเธอที่ปลิวเหมือนครั้งแรกที่เจอ น้ำตาคลอเบ้าแต่ไม่ยอมหยดออกมา
“แก…” เขากัดฟันแน่น “ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันตลอดนะ…”
นาราหันมา มุมปากยิ้มแต่ตาแดง เธอพูดไม่ออก เพียงส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนหันกลับไปมองฟ้า ราวกับรอคอยคำบางคำที่ไม่มีวันได้ยิน
วันเดินทางมาถึง อคินลากกระเป๋าเดินทางไปที่สนามบิน ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เขาอ่านข้อความจากนาราอีกครั้ง “ขอให้โชคดีนะ นายอดีตของฉัน” เพียงเท่านั้น ก้อนสะอื้นแน่นในอกที่เขาไม่ยอมระบายให้ใครเห็น
เวลาผันเปลี่ยน อคินในญี่ปุ่นเริ่มต้นชีวิตใหม่ เจออุปสรรค ภาษา วัฒนธรรมที่ต่าง เขาโตขึ้นด้วยความโดดเดี่ยวและคิดถึง เขาเขียนจดหมายถึงนาราบ่อย ๆ แต่ไม่เคยกล้ากดส่ง ทุกค่ำเขาเฝ้ามองดาวนึกถึงใต้ต้นปีบที่ไทย ว่าถ้าไม่มีเธอ เขาจะไม่กล้าก้าวข้ามอดีตตนเอง
ด้านนารา เธอเข้มแข็งขึ้น เดินหน้าสู่ฝันใหม่ กล้าพูดสิ่งที่คิด กล้าแสดงออก แม้จะยังเงียบเหงาในบางคืน เธอเริ่มส่งประกวดบทความ พาตัวเองก้าวข้ามเงาอดีต ความกลัวค่อย ๆ เบาบางลง
ปีหนึ่งผ่านไป อคินกลับมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจสิ่งที่รออยู่ แต่รู้ว่าต้องไปหานารา เขาลังเลอยู่หน้าบ้านพักนานหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ตัดสินใจกดออด
เสียงฝีเท้านาราดังใกล้ประตู สีหน้าตกใจเมื่อเห็นคนข้างหน้า ทั้งสองนิ่งมองกันหลายวินาที ไม่มีใครพูด Initiate เลย
“สวัสดี” อคินพูดเหมือนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
นารายิ้มจาง ๆ “กลับมาแล้วเหรอ”
“อืม… กลับมาแล้ว”
“มาทำอะไร”
“อยากเจอ…” สั้น ๆ ติดขัด
ทั้งสองเดินออกไปนั่งใต้ต้นปีบเหมือนทุกครั้ง เงียบอยู่นานก่อนนาราจะพูดเสียงเบา “ตอนแกไม่อยู่ ฉันก็ยังอยู่ตรงนี้แหละ”
“ตอนฉันไม่อยู่ ฉันก็คิดถึงแก”
เงียบ เหมือนทุกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีอะไรเชื่อมความกลัวให้ต่อเนื่องอีกต่อไป
อคินหยิบจดหมายเก่าส่งให้ “ฉันเขียนอยู่เป็นร้อยฉบับ แต่ไม่กล้าส่ง”
นารารับมา เปิดอ่านพลันน้ำตาไหล ไม่ต้องพูดยาว
“ฉันก็รอแกกลับมา… เหมือนกัน” เธอเงยหน้าขณะน้ำตาอาบแก้ม
มือทั้งสองจับกันไว้แน่น ความรู้สึกผันผ่านจากอดีตที่ตามหลอกหลอน สู่อนาคตที่เลือกเองได้ ในคืนที่ดาวกลับมาฉายแสงคู่กันบนฟ้า