ความลับฤดูฝน
ละอองฝนแรกของฤดูเดือนมิถุนายนโปรยลงในเย็นนั้น เสียงฟ้าร้องกระทบปลายสายฝนซึ่งไหลเลาะถนนหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น กลิ่นดินชุ่มน้ำคลุ้งอ่อน ๆ ในอากาศ ตอนที่เมฆกำลังรีบยืนกางร่มรอรถสองแถว หลังลืมหมวกกันฝนไว้ที่ร้านกาแฟ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่นาย รอรถเหรอ?” เสียงห้วนแต่จริงใจดังจากฝั่งซ้าย ปวีณ์ หญิงสาวผมยาวสวมแว่นกลม ใส่เสื้อช็อปสถาปัตย์ เห็นเมฆเก้ ๆ กัง ๆ กับร่มผุ ๆ จึงเอาร่มตัวเองมาถือค่อมฝนให้ บอลลูนมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างเก้อเขิน “อือ…ขอบใจ”
ทั้งสองขึ้นสองแถว ท่ามกลางเสียงน้ำฝนกระทบเหล็กหลังคา เมฆเหลือบมองปวีณ์อยู่พักใหญ่ ก่อนเธอจะหยิบหนังสือแปลปกแข็งขึ้นมาอ่าน เมฆหันกลับออกหน้าต่าง ขีดอะไรบางอย่างลงสมุดวาดรูปเล่มเล็ก ๆ ของตัวเอง
“นายชอบวาดรูปจริง ๆ เหรอ?” ปวีณ์พูดขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ
“อือ…” เมฆพยักหน้า ไม่กล้าสบตาตรง ๆ รู้สึกประหม่า แต่คำพูดของปวีณ์ก็อดเปิดทางให้เขายิ้มในใจไม่ได้
สายฝนเบาบางลงเมื่อรถจอดที่หน้าหอพัก เมฆช่วยถือหนังสือให้กับปวีณ์ ทั้งสองต่างไม่มีใครพูดอะไร ก่อนที่ปวีณ์จะเอ่ย “พรุ่งนี้มีประชุมกลุ่ม ศิลปะบูรณาการ เตรียมไอเดียมาเยอะ ๆ นะ”
ในคืนเดียวกันนั้น เมฆนั่งบนเตียง ท่ามกลางตัวการ์ตูนที่เขาวาดทิ้งไว้และกระดาษร่างมากมาย มือกำดินสอแน่น ก่อนจะหยุดหายใจในจังหวะหนึ่ง ประโยคของปวีณ์วนเวียนอยู่ในหัวเขา “เตรียมไอเดียมาเยอะ ๆ” เขาไม่แน่ใจว่าตนกลัวอะไร เสียงฝนไหลลงรางน้ำด้านนอกเหมือนเสียงหัวใจที่ปั่นป่วน
เช้าวันรุ่งขึ้น ห้องสมุดเก่าแก่มีเพียงไม่กี่คน เมฆนั่งอยู่ปลายโต๊ะใหญ่ เห็นปวีณ์เดินมาคนสุดท้าย เธอวางแฟ้มงาน กระแทกเสียงเบา “ขอโทษนะที่มาช้า เพื่อนในภาคฯ โทรตามให้ไปช่วยตัดโมเดลอีกแล้ว”
ระหว่างคุยงาน เมฆเสนอแนวคิดวาดอนิเมชั่นสั้นนำเสนอโปรเจกต์ แต่ปวีณ์ถาม “หมายความว่าเราจะแทนที่โมเดลจริงด้วยภาพวาดเหรอ?” น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความสงสัย เมฆหน้าซีดนิด เคยโดนวิจารณ์แรงจากกลุ่มเมื่อปีที่แล้ว เขาลังเลแต่ยังพูด “เราอาจจะลองผสมผสานดู…ถ้ามันเวิร์ก”
มีเพื่อนในกลุ่มหัวเราะ “ถ้าไม่แป้กนะ” เมฆสะดุ้ง มือนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนปวีณ์จะพูดนิ่ง ๆ “ถ้างานเมฆไม่เวิร์ก ฉันรับผิดชอบเอง” แววตาเธอมั่นคง เมฆสบตาแล้วเบนสายตา หน้าร้อนวูบ ซ่อนความรู้สึกแปลก ๆ ที่คลื่นไหวในอก
ช่วงพักกลุ่ม เมฆเดินตามหลังปวีณ์ไปใต้ร่มไม้ริมสนาม เด็กกิจกรรมร้องเพลงกันไกล ๆ ปวีณ์ดูจริงจังกำลังจดอะไรลงสมุด เขาจึงแกล้งชะโงกไปดู “ชอบเขียนไดอารี่?”
สาวเจ้าปิดสมุดทันที “บันทึกชีวิตไว้เฉย ๆ เรื่องบางเรื่องก็เล่ากับเพื่อนในคณะไม่ได้” เธอยิ้มแต่สายตาเหมือนมีกำแพง เมฆนิ่งไป ไม่กล้าชวนคุยต่อ ท้องฟ้ามืดลงอีกครั้ง
คืนเดียวกัน ฝนลงเม็ดหนัก เมฆกลับห้อง พบพัสดุปริศนาหน้าห้อง เป็นแฟ้มภาพบางอย่าง เมื่อเปิดดูในห้องเงียบงันเต็มไปด้วยภาพโมเดลไม้ เห็นแล้วใจหาย คล้ายผลงานที่ปวีณ์ตัดโมเดลทั้งคืนแต่ลายมือโน้ตท้ายแฟ้มเขียนสั้น ๆ ว่า “อยากทำให้เต็มที่ เพื่ออนาคต”
วันต่อมา ทั้งคู่กลับมาเจอกันที่ร้านกาแฟใต้อาคาร อากาศอึมครึม เมฆสั่งโกโก้เย็น ปวีณ์สั่งชามะนาว นั่งเงียบกันพักใหญ่ เหมือนต่างคนต่างปล่อยให้เสียงเพลงเบา ๆ กลบความหนักใจ
“นายกลัวเวลาที่งานไม่เวิร์กใช่ปะ” ปวีณ์พูดเสียงเบา เมฆจ้องแก้วโกโก้แน่น “กลัว…ว่าใครจะผิดหวัง เพราะเราทำอะไรไม่ได้ดีพอสักที”
“ฉันก็กลัวเหมือนกัน” ปวีณ์วางช้อนคนชา “บ้านคาดหวัง อยากให้สืบธุรกิจต่อ แต่เราอยากเป็นสถาปนิกที่ได้ออกแบบจริง ๆ ไม่ใช่แค่รับช่วงกิจการ” ทั้งสองคนเงียบ ต่างคนต่างมองออกนอกหน้าต่างที่ฝนไหลริน
เสียงน้ำฝนเหมือนสะท้อนความกลัวในใจ
โปรเจกต์คืบหน้าไปพร้อมความใกล้ชิด กลุ่มต้องซ้อมพรีเซนต์ เมฆต้องจัดนิทรรศการวาดการ์ตูน ปวีณ์ยุ่งกับการสร้างโมเดลและงานประกวดออกแบบ ทั้งสองช่วยกันอยู่สาย ๆ มือเมฆเปื้อนสีบ้าง ปวีณ์แวะเอาขนมมาให้ยามค่ำ แววตาที่มองกันเริ่มอ่อนโยนขึ้น
อยู่มาวันหนึ่ง กลุ่มนัดซ้อมใหญ่ เมฆเงียบผิดปกติ เพื่อนในกลุ่มล้อ “ทำไมเอาแต่จ้องปวีณ์วะ” เขาหน้าแดงแต่ปฏิเสธเสียงอ้อมแอ้ม ปวีณ์หัวเราะ “เขาเล็งสาวอื่นมากกว่าฉันอีก ไม่ต้องห่วง” แววตาเธอหม่นนิดหน่อยแบบที่เมฆจับได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าถามตรง ๆ
เทศกาลเปิดตัวโปรเจกต์ เมฆยืนข้างเวที เหงื่อซึมมือ สายตาละล้าละลังมองหาปวีณ์ที่ยังไม่มา จนกระทั่งเธอโผล่มาในเสื้อกันฝนสีสะดุดตา ใบหน้าเหนื่อยแต่แววตายิ้ม “ขอโทษ มาจากบ้านนอกเมืองฝนตกหนัก รถติด” เมฆโล่งใจเก็บอาการ ก่อนจะเผลอบีบไหล่เธอเบา ๆ แบบไม่รู้ตัว
นิทรรศการผ่านไปอย่างดีเกินคาด หลังเลิกงานกลุ่มไปเลี้ยงฉลอง ปวีณ์ไม่ได้ไป เธอชวนเมฆเดินเล่นรอบสนามฟุตบอลในคืนที่มีแต่น้ำฝนสะท้อนไฟ เมฆกล้าเล่าความฝันตัวเอง “เราอยากวาดการ์ตูนขาย ได้ส่งเรื่องไปนิตยสาร แต่ยังไม่กล้าใช้ชื่อจริงกลัวพ่อแม่ไม่สนับสนุน”
ปวีณ์หยุดเดิน สูดหายใจลึก ท่ามกลางละอองฝนบาง ๆ “ถ้าเขารู้ว่าฉันอยากรับจ็อบออกแบบ เขาอาจโกรธ…แต่เราต้องเลือกความสุขของตัวเองรึเปล่า?” รอยยิ้มจาง ๆ ระหว่างคนสองคนอบอวลในอากาศ
วันหนึ่ง ขณะทำงานที่ร้านกาแฟ เมฆเผลอเห็นข้อความในมือถือของปวีณ์ “กลับบ้านได้แล้ว มีงานให้ทำต่อ” (แชทจากแม่) ปวีณ์วางมือถือหน้าตึง ปลีกตัวเงียบไปข้างนอกร้าน เมฆแอบตามออกไป เห็นปวีณ์ยืนร้องไห้ใต้กันสาด เขาตะกุกตะกักเอื้อมไปแตะมือ แต่เธอชักมือกลับ
“นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ปวีณ์พูดเสียงสั่นริมฝีปาก “เรามีหน้าที่ต้องทำ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอง” เมฆยืนเงียบ อยากจะปลอบแต่กลัวก้าวล่วง เสียงฝนหนักขึ้น รอบตัวเต็มไปด้วยความอึดอัดที่พูดอะไรไม่ออก
วันต่อมา ทั้งสองห่างกันหลายวัน เหมือนต่างจมอยู่กับปัญหาของตัวเอง เมฆไม่มีสมาธิทำอะไรวาดผิดซ้ำ ๆ ปวีณ์ไม่มาตามนัด เมฆทักหาได้รับแต่อีโมจิยิ้มแห้ง ๆ กลับมา
ในคืนที่ฝนตกหนัก เมฆเดินไปใต้ตึกสถาปัตย์ เห็นปวีณ์นั่งคนเดียวข้างบันได เธอเงยหน้าขึ้น แววตาแดงก่ำ เมฆนั่งลงข้าง ๆ “ขอโทษที่เรา…ไม่รู้จะช่วยยังไง” เขาลังเล ก่อนส่งสมุดวาดให้ “ถ้าระบายใจไม่ได้…ลองวาดเล่นดูนะ” ปวีณ์ยิ้มจาง ๆ รับไป น้ำตาไหลช้า ๆ
เช้ามืดวันประกาศผลประกวด ปวีณ์กับเมฆต้องพรีเซนต์รอบสุดท้ายต่อคณะกรรมการ ทั้งคู่เตรียมงานมาทั้งคืน เมฆมือสั่นขณะเริ่มพูด ปวีณ์วางมือบนไหล่ เมฆสบตามีความมั่นใจในแววตา “เราสู้ไปพร้อมกันนะ”
ผลคือโปรเจกต์ของกลุ่มพวกเขาคว้ารางวัลรองชนะเลิศ ทุกคนดีใจกอดกัน เมฆกับปวีณ์ยิ้มให้กัน ฝนเริ่มซา ท่ามกลางเสียงเฮของเพื่อนร่วมกลุ่ม ปวีณ์เดินแยกออกมา เมฆตามไปเจอเธอยืนเงียบใต้ต้นไม้
“จะกลับบ้านเลยไหม” เมฆถามเบา ๆ เธอส่ายหน้า “ขออยู่ตรงนี้อีกนิด” ความเงียบค้างคา เมฆพูดเสียงสะอื้น “เรา…คิดถึงที่เราเคยคุยกันว่าความสุขอยู่ตรงไหน บางทีเราไม่กล้าแม้แต่จะบอกตัวเอง”
ปวีณ์ถอนใจ “เราก็เหมือนกัน รู้ไหม เวลามีปัญหา เราไม่เคยขอให้ใครช่วยเลย เรากลัวต้องตอบว่า ‘เราไม่ไหว’ ”
เมฆนิ่ง ค่อย ๆ เอื้อมจับแขนปวีณ์ “ไม่เป็นไร ถ้ามีวันที่รู้สึกไม่ไหว ก็ลองบอกเราดู”
ฝนหยุด เมฆยืนใกล้ปวีณ์มากที่สุดเท่าที่เคย กลิ่นหญ้าเปียกฝนคละคลุ้ง เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นแรงเบา ๆ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างคนต่างรู้ว่าความสัมพันธ์ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยน แต่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยคำว่ารัก
หลังงานประกวด เมฆตัดสินใจสมัครงานสำนักพิมพ์การ์ตูน ทั้งที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย ปวีณ์ต้องกลับไปสานต่อกิจการของครอบครัวในต่างจังหวัด บทสนทนาในแชทมีน้อยลง ช่วงห่างกันจึงยาวนาน ทั้งคู่เคยให้สัญญาว่าจะช่วยกันเดินตามฝัน แต่กลายเป็นว่าโลกจริงซับซ้อนกว่าคำพูด
หลายเดือนผ่านไป เมฆได้มีงานการ์ตูนลงนิตยสารเล็ก ๆ ปวีณ์ยุ่งกับการดูแลโรงงานไม้ในต่างจังหวัด แต่เขายังวาดรูปที่เกี่ยวกับปวีณ์อยู่เรื่อย ๆ ส่วนเธอเอง ก็เริ่มออกแบบบ้านหลังเล็ก ๆ เป็นของขวัญให้แม่ แต่ซุกซ่อนดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมุดวาดของเมฆไว้ในนั้น
สุดท้ายเมื่อฤดูฝนวนกลับมาอีกปี เมฆตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟไปหาเธอกะทันหันโดยไม่บอกใคร ระหว่างฝนพรำ เขาเดินเท้าเปล่าจนถึงหน้าโรงงาน เห็นปวีณ์ยืนคุยกับลูกน้อง ใบหน้าดูเคร่งเครียด เมฆลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยกสมุดวาดรูปขึ้นมาให้ดูข้างนอกหน้าต่าง
ปวีณ์เห็น รีบวิ่งออกมาหา ฝนกระหน่ำลงอย่างหนัก ทั้งสองยืนมองหน้ากันเงียบ ๆ ท่ามกลางสายฝนไหลแรง เมฆพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ถ้ายังพอมีที่ให้เราอยู่ในชีวิตเธอ…เราจะอยู่ตรงนี้”
ปวีณ์นิ่ง เงยหน้ากอดเมฆแน่นแบบที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน น้ำตาและน้ำฝนปนกันไหลริน
เสียงฝนและความเงียบ ช่วยเยียวยาช่องว่างระหว่างหัวใจสองคนในเมืองเล็ก ๆ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ