หนึ่งวันที่เธอไม่รู้จัก
เสียงรถแท็กซี่ที่จอดหน้าคอนโดดังขึ้นดึงความสนใจของพีร์ เด็กหนุ่มสูงโปร่งที่มีรอยแววตากังวลตลอดเวลา เขามองนาฬิกาข้อมือก่อนถอนใจแล้วคว้ากระเป๋าสะพายเตรียมออกไปข้างนอก ภาพเงาสะท้อนในกระจกทำให้เขานิ่งมองตัวเองชั่วครู่ เสื้อเชิ้ตขาวกับเสียงลมหายใจหนัก ๆ บอกถึงความรู้สึกที่ถูกกดทับบางอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปไหนแต่เช้า?” แม่เดินออกมาจากห้องครัวในขณะที่กาแฟยังไม่ทันเย็นดี พีร์ลังเลก่อนจะตอบแบบคนไม่อยากพูดมาก “ไปเจอมายด์…ที่โรงเรียนเก่า มีงานศิษย์เก่า วันนี้วันเดียว”
เสียงในบ้านเงียบลงชั่วขณะ แม่ของเขารู้อยู่แล้วถึงความสัมพันธ์แบบ ‘เพื่อนสนิท’ ที่ค้างคาจนแทบไม่เหลือช่องว่างสำหรับคำว่าเพื่อนแท้ พีร์ออกจากบ้านพร้อมกับความรู้สึกหน่วง ๆ ในใจสายตาทอดยาวไปข้างหน้า ทั้งขบวนถนนเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ไม่แน่นอน
มายด์ยืนรออยู่ใต้ต้นหูกระจง เธอมีรอยยิ้มหวานและดวงตาปราดเปรียว แต่วันนี้กลับดูเงียบกว่าทุกที กระโปรงยาวกับเสื้อเชิ้ตหลวม ๆ ให้อารมณ์ที่ดูสบายแต่แฝงด้วยความกลัวที่จะถูกมองเห็นตัวตน เขาเดินเข้าไปหาราวกับเว้นระยะอยู่กับอดีตห่างกันหลายก้าว
“มาก่อนเวลาตลอดเลยนะนาย” มายด์แซวพอเป็นพิธี หญิงสาวยิ้มบางเหมือนพยายามกลบความเก้อเขิน พีร์หัวเราะแผ่ว ๆ แล้วขยับกระเป๋าสะพาย เอ่ยเบา ๆ “กลัวให้รอ…”
ไฟในตาของมายด์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เธอเดินนำเข้าไปในโรงเรียนเก่า ลานน้ำพุที่เคยใช้รับน้องของโรงเรียนวัยเด็กเต็มไปด้วยคนที่โตขึ้นแต่พูดราวกับย้อนเวลากลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง กลุ่มศิษย์เก่าหัวเราะกันเสียงดัง พีร์กับมายด์เลือกนั่งริมสุดเหมือนกลัวถูกจับตามอง
“นึกถึงตอนเราเต้นระบำวันกีฬาไหม” มายด์ถามขึ้น คำถามนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำปนขม พีร์ถอนใจเบา ๆ มองพื้นทางเดิน “ถ้าตอนนั้นเรากล้ากว่านี้…อาจจะมีอะไรมากกว่านั้น” เขาพูดเหมือนหลุดปาก มายด์ค้างกับคำพูด พยายามเปลี่ยนเรื่อง “เดี๋ยวต้องช่วยจัดงานล่ะ เห็นว่ายกให้รุ่นเราเลยนะ”
ช่วงบ่าย พีร์กับมายด์ต้องช่วยกันจัดฉากแสดง ทุกคนทยอยกลับมีแต่สองคนนี้ที่ยังคงอยู่ มายด์กำลังจัดโคมไฟแต่โซ่ที่ห้อยอยู่สูงเกินกว่าที่เธอเอื้อมถึง พีร์ยื่นมือเข้าไปช่วยโดยไม่พูดอะไร กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผมของมายด์ทำให้เขาเผลอละสายตาไม่ได้
มายด์รู้สึกถึงสายตานั้นแต่เงียบไว้ ปล่อยให้ความใกล้ชิดกลายเป็นอากาศข้นหนืดชั่วคราว “นายเปลี่ยนไปนะพีร์ เหมือนโตแต่ยังเหมือนคนที่กลัวจะพูดกับทุกคนอยู่” เธอพูดเบา ๆ พลางมองเขาตรง ๆ
พีร์นิ่ง สะอึกกับประโยคนั้น ความกลัวในแววตาฉายชัด “ฉันกลัว…กลัวถ้าพูดอะไรออกไปแล้วมันจะเปลี่ยนทุกอย่าง ต้องอยู่อย่างนี้มันง่ายกว่าใช่ไหม”
“แต่นายอยากอยู่อย่างนี้เหรอ”
ความเงียบปกคลุมทั้งสองคน เหมือนเวลาหยุดนิ่ง เหมือนใจเต้นดังมากจนแทรกผ่านเสียงแอร์ในโถงโรงเรียน มายด์เดินออกไปที่ระเบียง พีร์ลังเล ก่อนจะเดินตามไปช้า ๆ
พีร์นั่งลงข้าง ๆ มายด์ ลมเย็นของยามเย็นพัดเบา ๆ มายด์พูดโดยไม่หันมามอง “นายยังจำฝันเก่า ๆ ได้ไหมที่ฉันอยากไปเรียนต่อเมืองนอก”
พีร์พยักหน้า “ใช่”
“แม่ฉันไม่ยอม นายก็รู้”
พีร์ถอนใจ “ฉันรู้”
ความเงียบอีกครั้ง มายด์กัดริมฝีปากพลางกำมือกับขอบระเบียง
“แต่พีร์…วันนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายตัวเองจะกล้าทำตามฝันไหม ถ้า…ถ้ากล้าเดินออกไป” มายด์หยุดพูด น้ำเสียงสั่น ๆ พีร์กลืนคำบางอย่างลงคอ “ถ้าวันหนึ่ง เธอไม่อยู่ที่นี่…มันก็โอเคสำหรับฉันนะ”
สายตาของมายด์เต็มไปด้วยคำถามแต่กลับไม่มีคำตอบ ทุกอย่างเหมือนลอยอยู่กลางอากาศที่ไม่มีใครกล้าคว้า ทั้งสองลุกเดินกลับเข้าไปในงานโดยไม่ได้พูดอะไรกันเพิ่ม
ตลอดทั้งคืน ความใกล้ชิดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอึดอัดที่หนักแน่น ทุกครั้งที่มีใครทักเรื่อง ‘คู่รักที่ยังไม่สมหวัง’ ก็จะมีแต่รอยยิ้มฝืน ๆ กับการเปลี่ยนเรื่องด้วยความเงียบ
หลังเลิกงาน พีร์กับมายด์เดินฝ่าฝนตกพรำ ๆ ออกจากโรงเรียน ทั้งสองมีเพียงร่มคันเดียว มายด์ถือร่มให้สูง พีร์เดินข้าง ๆ กระเป๋าถือเสื้อผ้าของเธอไว้
“นายคิดว่าคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน…จะกลายเป็นอย่างอื่นได้ไหม” มายด์เสียงอ่อน หยุดเดินกลางสายฝน พีร์เงียบค้างอยู่อึดใจหนึ่ง
“มันน่ากลัว…ถ้าสุดท้ายต้องเสียเธอ แม้แต่ในฐานะเพื่อน”
มายด์หันมามองสบตาในเงาฝนที่สะท้อนแสงถนน “มันก็น่ากลัว…แต่มันเศร้ากว่าถ้ามีใครคนหนึ่งต้องเก็บไว้เงียบ ๆ ตลอดไป”
ทั้งสองเดินเงียบ ๆ จนถึงสถานีรถไฟฟ้า พีร์กำลังจะพูดอะไรอีกแต่มายด์ขัด “ไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้ก็ได้ ฉันไม่รีบ นายก็ไม่ต้องรีบ”
เสียงจังหวะรถไฟฟ้าแล่นผ่าน เงาสะท้อนในกระจกของขบวนรถเปลี่ยนเป็นภาพในอดีตที่เคยหัวเราะด้วยกัน มายด์ยิ้มบาง ๆ “เรายังมีวันพรุ่งนี้…ถึงมันจะดูเหมือนวันเดียว”
หลายวันต่อมา พีร์กับมายด์ไม่ได้ติดต่อกันต่างคนต่างยุ่งกับภาระงาน ความคิดถึงแทรกมาตามช่องว่างของเวลาว่างในแต่ละวัน ทั้งสองต่างรู้ว่ามีบางอย่างค้างคา หรือต้องการคำพูดบางอย่าง
ค่ำคืนหนึ่ง มายด์นั่งดูอัลบั้มรูปเก่า ๆ หลังความวุ่นวายของวันทำงาน เธอพบภาพพีร์ที่ถ่ายคู่กันสมัยมัธยม มุมปากเธอแย้มยิ้มแต่สายตากลับเศร้า ราวกับย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เธอปล่อยให้อะไรดี ๆ หลุดมือไปเพราะความกลัวในวันวาน
พีร์นอนพลิกตัวไปมาบนเตียง เขาลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรหามายด์แต่ลังเล ทอดสายตาออกไปยังไฟกรุงเทพฯ ยามค่ำ เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างในใจ
รุ่งเช้า มายด์ตัดสินใจโทรหาพีร์ หลังเสียงสัญญาณดังยาว เธอพูดขึ้น “นาย…พอจะมาวิ่งที่สวนสาธารณะเย็นนี้ด้วยกันไหม”
เสียงของพีร์ในสายดังลังเล “แน่ใจนะ?”
“ครั้งสุดท้ายนะ…เห็นไหม ฉันกล้าชวนก่อนเลย” มายด์หัวเราะ มีเสียงเขิน ๆ ในประโยคนั้น
เย็นวันนั้น ทั้งสองพบกันอีกครั้งที่สวนสาธารณะ แม้ฝนจะทำท่าว่าจะตกแต่ทั้งคู่ก็ลงวิ่งด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ มายด์คุยแซวเรื่องวิ่งช้าของพีร์ พีร์ตอบกลับด้วยความเงียบแล้วค่อย ๆ เปิดใจ ยอมพูดเรื่องที่อัดแน่นในอก
“ช่วงนี้เหมือนเราอยู่กันคนละที่ มันแปลกดี…นายว่าไหม”
มายด์หยุดวิ่ง สายตาสำรวจหน้าพีร์ พีร์ตัดใจพูดต่อ “ฉันกลัวว่าถ้าวันหนึ่งนายหายไปจากชีวิตฉัน ฉันจะอยู่ไม่ได้ แต่ฉันก็กลัวว่าถ้าเราลองเดินไปด้วยกันแล้วจะเสียทุกอย่าง”
มายด์มองหน้าเขาอย่างเข้าใจ “แต่ถ้ายังอยู่กับความกลัวนั้น เราก็ไม่ได้อะไรสักอย่างเลย…”
เสียงสายลมระหว่างสองคนดังขึ้นเมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อ สิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดมาก่อนถูกปล่อยให้ลอยอยู่ในอากาศ ในที่สุดพีร์เอื้อมมือไปแตะมือของมายด์เบา ๆ สองหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากอดีตค่อย ๆ ซึมซับความอบอุ่นทีละน้อย
หลังค่ำวันนั้น ทั้งสองเริ่มใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น บางวันก็แค่ดูหนัง บางวันก็นั่งฟังเพลงเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรเลย มายด์เริ่มสังเกตว่าพีร์กล้าบอกความรู้สึกมากขึ้น ส่วนพีร์ก็เริ่มกล้าถามถึงอนาคตที่อาจไม่มีชื่อของเขาอยู่ในนั้น
คืนหนึ่งหลังดูหนังด้วยกัน มายด์นั่งข้าง ๆ พีร์ ต่างคนต่างเงียบ เหมือนพยายามค้นหาคำพูดที่เหมาะสมจะปิดบาดแผลเดิม ๆ ในใจ
“นายยังฝัน…อยากไปเมืองนอกอยู่ไหม” พีร์ถามเสียงเบา นัยน์ตาสั่นไหว
“เพิ่งรู้ว่าฉันกลัว…แต่ที่กลัวมากกว่าคือปล่อยใครบางคนให้เดินจากไปโดยไม่บอกความรู้สึก”
พีร์หันไปจ้องหน้ามายด์ในความเงียบ ราวกับวินาทีนี้เป็นขอบเขตระหว่างคำว่า ‘เพื่อน’ กับ ‘อะไรบางอย่าง’ โดยสมบูรณ์
“ถ้าคืนนี้นายไป…ฉันจะคิดถึงนายมาก”
มายด์อมยิ้ม หยุดนิ่ง อยู่ในความเงียบ “ถ้าคืนนี้ฉันอยู่…ฉันจะอยู่เพราะนาย”
หัวใจทั้งสองต่างเต้นระรัวแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ เสียงนาฬิกาดังขึ้นเหมือนเตือนให้ตัดสินใจ พีร์ขยับมือไปกุมมือมายด์ ท่ามกลางความกลัวของตัวเอง
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ทั้งสองคนเริ่มเลือกใช้เวลาในแต่ละวันอย่างตั้งใจขึ้น มายด์ยังไม่กล้าตอบแน่ชัดเรื่องอนาคตของตนกับความฝันที่ต่างกับครอบครัว เธอลองปรึกษาพีร์บ่อยครั้ง ทั้งเงียบทั้งร้องไห้ ทั้งหัวเราะ ทั้งทะเลาะกับตัวเองบ่อย ๆ
จนวันหนึ่ง มายด์ตัดสินใจบอกแม่อย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการไปเรียนต่อ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกลัวในอดีต เธอร้องไห้อยู่นาน หลังจากนั้นจึงโทรหาพีร์ด้วยเสียงสะอื้น “วันนี้…ฉันกล้าพูดเรื่องที่แอบเก็บมาตลอด นายภูมิใจไหม”
พีร์ในสายเงียบไปนานก่อนตอบกลับ “ฉันภูมิใจในตัวเอง…ที่ท้ายที่สุด ฉันกล้าเดินเข้ามาในความสัมพันธ์นี้เหมือนนายกล้าเดินเข้าหาอนาคตของตัวเอง”
ค่ำวันสุดท้ายก่อนมายด์จะเดินทาง ทั้งคู่เดินเล่นริมแม่น้ำ พูดคุยถึงความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมา น้ำเสียงของทั้งสองเต็มไปด้วยอารมณ์อาลัยแต่ก็มีแพลนสำหรับอนาคต มายด์ตัดสินใจไม่สัญญาอะไรในอนาคต พีร์เองก็เลือกไม่ผูกมัดความรักด้วยคำสัญญา แต่ทั้งสองเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เติบโตมาอย่างช้า ๆ จากความกลัวและการเผชิญหน้ากับอดีต
“ไม่มีใครรู้หรอก พรุ่งนี้จะเป็นยังไง” มายด์พูดยิ้ม ๆ ก่อนขึ้นแท็กซี่ พีร์พยักหน้า เงียบ ๆ “แต่วันนี้ ฉันดีใจที่ไม่ได้กลัวอีกแล้ว”
แท็กซี่ขับออกไปแล้ว พีร์ยืนอยู่ที่เดิม ฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้ง ทุกอย่างในชีวิตเหมือนเปลี่ยนไปช้า ๆ ไม่ใช่จบด้วยการครอบครองหรือแฮปปี้เอนดิ้ง แต่จบด้วยการที่ทั้งสองกล้าเดินออกจากเงาของอดีตสู่แสงของวันใหม่ที่เป็นของตัวเองจริง ๆ