เกือบจะเรียกว่ารัก
เสียงเครื่องปรับอากาศที่สำนักงานดังแผ่วเบากลบเสียงฝนปรอยนอกหน้าต่าง โต๊ะทำงานเรียงเป็นเส้นตรง ทุกอย่างสะอาด ตรงเวลา เหมือนผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนใหม่อย่าง “เมย์” จะใช้มาตรฐานเดียวกับชีวิตตัวเองไปกับทุกสิ่ง เมย์ยืนอยู่ตรงหน้าห้องประชุม มือกอดแฟ้มเอกสารแน่น ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว ๆ สายตาเหลือบมองนาฬิกา — 08.55 น.
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ชาน…” เธอเรียกลูกน้องชายหนุ่มหน้าตาดีแต่ซุ่มซ่าม ผู้มาสายเป็นประจำ วันนี้ก็ไม่เว้น แค่เสียงประตูเลื่อนเปิด เขาก็พุ่งเข้ามาในห้องแทบจะพร้อมถุงข้าวเหนียวหมูปิ้ง
“ขะ ขอโทษครับ ผมติดรถติดฝน…” เขาส่งเสียงอ่อย ๆ เหลือบมองเจ้านายที่ยืนกอดอกอยู่
เมย์ถอนใจ “ประชุมจะเริ่มแล้ว รีบไปเตรียมตัว”
สายตาของเมย์กับชานเจอกันเพียงเสี้ยววินาที เธอเบือนหน้าหันไปทางกระดานไวท์บอร์ด ทิ้งบรรยากาศกระอักกระอ่วนเอาไว้ ท่ามกลางสายฝนที่ตกไม่หยุด
เวลาประชุมผ่านไป ทุกคนพยายามเสนอความคิด เมย์จดทุกอย่าง แต่แทบไม่เห็นหัวชาน มีเพียงครั้งคราวที่แววตาเขามองมาเหมือนอยากพูดแต่สุดท้ายเงียบลง
หลังประชุม เมย์เก็บของเงียบ ๆ มีเพียงเสียงชานกระซิบขอโทษเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไป แต่ไม่มีคำพูดอะไรกลับมา มีแค่ความเงียบอึดอัดค้างอยู่ในอากาศ
วันถัดมา ชานยังคงเป็นคนเดิม มาทำงานสายเล็กน้อย แต่วันนี้เขาพยายามมากขึ้น ซื้อกาแฟมาฝากเมย์ (ถึงเธอไม่เคยรับ) ช่วยหยิบเอกสารให้ ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มที่ดูพยายามอย่างประหลาด เมย์หันมามองแค่เสี้ยววินาที แล้วกลับไปตั้งใจทำงานต่อ
“วันนี้ขอเสนอคอนเซปต์ใหม่ ผมลองทำพรีเซนต์ไว้…” ชานเริ่มต้นในที่ประชุม ท่ามกลางสายตาไม่แน่ใจของเพื่อนร่วมงาน (รวมถึงเมย์ด้วย) เขาพรีเซนต์งานด้วยเสียงสั่นน้อย ๆ แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ได้รับฟัง เมย์ตั้งคำถามทุกประเด็น แววตาเหมือนกำลังทดสอบมากกว่าจะใส่ใจงานนั้นจริง
“คิดว่าไลฟ์สไตล์แบบนี้จะเข้ากับแบรนด์เราเหรอ?” เมย์ถามโดยไม่เหลือรอยยิ้ม
ชานนิ่งไป “ครับ…ผมคิดว่าถ้าปรับรายละเอียดบ้าง น่าจะเข้ากันได้ ผมพร้อมปรับครับ”
หลังประชุมจบ บรรยากาศเย็นเยียบ เมย์เดินออกไปโดยไม่หันกลับมา ชานได้แต่มองแผ่นหลังของเธอ เขากำหมัดแน่น สิ่งที่รู้สึกคือกำแพงที่ยังคงต้านไว้และยังคงเดิม
พักเที่ยง วันฝนซา เมย์นั่งกินข้าวลำพังในห้องทำงาน ชานลังเลอยู่หน้าประตู เหมือนอยากคุยแต่ก็ไม่กล้า เคาะประตูสองครั้ง
“ขอเข้าไหมครับ?”
เงียบไปอึดใจ เมย์เงยหน้าขึ้น “เชิญค่ะ”
เขายื่นข้าวกล่องให้ “เห็นคุณไม่ค่อยไปหาอะไรทานเลยวันนี้”
เมย์รับไว้ จ้องตาเขา เสี้ยววินาทีหนึ่งมีความนุ่มนวลบางอย่างในดวงตา แต่มันหายไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณ…” เธอพูดแผ่ว ๆ ก่อนเงียบลงอีกครั้ง ชานยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินออกไป ทิ้งบรรยากาศเหมือนยังคงไม่เจอจุดตรงกลาง
บ่ายวันเดียวกัน ชานเดินสวนกับเมย์ในทางเดินของตึกสำนักงาน พลั้งไปเกี่ยวแฟ้มงานของเธอตก ทั้งสองก้มเก็บพร้อมกัน มือแตะกันโดยบังเอิญ ทั้งสองสะดุ้งแล้วเงียบกริบ
“ขอโทษครับ…” เสียงชานเบามากจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เมย์หลบสายตา วินาทีนั้นดูเหมือนโลกเงียบลงแค่ชั่วครู่
พอถึงเย็น เมย์ทำโอทีคนเดียว สำนักงานเหลือแต่เงา ชานกลับบ้านแล้ว แต่เห็นแสงไฟห้องเธอจึงย้อนกลับมา เคาะประตูเงียบ ๆ
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ?”
เมย์ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ไฟล์นี้… เปิดไม่ได้…”
ชานเข้ามานั่งแก้ปัญหาใกล้ ๆ กลิ่นหอมของกาแฟจาง ๆ ลอยมากับบรรยากาศ เมย์มองเสี้ยวหน้าชานอย่างลังเลใจ
“คุณไม่ต้องช่วยผมหรอก เรื่องของฉัน ฉันแก้เองได้”
ชานนิ่ง “แต่บางที… เราก็ต้องมีคนช่วยนะครับ”
เมย์เงียบ ไม่ตอบอะไร ปล่อยให้เขาช่วย
ค่ำคืนนั้นทั้งคู่เดินออกจากออฟฟิศพร้อมกันเป็นครั้งแรก ฝนเริ่มตกอีกครั้ง ถนนโล่ง มีเพียงสองร่างใต้ร่มเดียว
“คุณไม่อยากให้ใครเห็นรึเปล่า ว่าเดินออกมากับผม” ชานถามเสียงเบา
“ไม่เกี่ยวหรอก แค่…ฉันไม่ชิน” เมย์สบตาเขา วูบหนึ่งแววตาดูเหนื่อย
ถนนเปียกทั้งคู่เดินข้างกัน โดยไม่กล้าเอื้อมมือหา ต่างฝ่ายต่างเก็บเรื่องจริงไว้ใต้เปลือกของตัวเอง
หลังจากวันนั้น ทีมงานเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลง บางครั้งเมย์ดูใจเย็นขึ้นเริ่มฟังชานมากขึ้น ชานก็เปลี่ยนตัวเองเลิกมาสายตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม แต่ความสัมพันธ์ยังหยุดอยู่ตรงจุดเดิม ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นบาง ๆ นั้น
จนกระทั่งบริษัทมีประกาศย้ายสาขา เมย์ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลโปรเจ็กต์ใหญ่ที่สาขากรุงเทพฯ — โอกาสก้าวหน้าในสายงานที่เธอเฝ้าฝัน แต่สำหรับชาน การย้ายครั้งนี้หมายถึงการดับฝันเล็ก ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มงอกจากความใกล้ชิด
ข่าวดังกล่าวทำให้ความเงียบระหว่างทั้งสองหนักขึ้น ชานถอยห่าง ไม่รู้จะพูดอะไร ในขณะที่เมย์เองก็ไม่รู้ใจตัวเอง
“คุณจะไปแล้วใช่ไหม…” ชานเอ่ยขึ้นในเย็นวันหนึ่งหน้าตึกบริษัท
เมย์พยักหน้า “ฉันต้องไป งานของฉัน…มันสำคัญกับอนาคต”
“แล้ว…คุณ…คิดถึงพวกเราไหม?” น้ำเสียงเขาสั่น เมย์กลับเงียบ ไม่ยอมตอบ มีเพียงดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
หลายวันหลังจากนั้น ชีวิตดำเนินไปแบบขาดอะไรบางอย่าง เมย์ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวย้าย ชานกลายเป็นเงาที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเดินกินข้าวกลางวันด้วยเหมือนเคย
ก่อนวันย้าย ชานนำแฟ้มงานเข้าไปในห้องทำงานเมย์ หัวใจเขาเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมา ทั้งสองนิ่งอึดใจยาว
“ขอพูดหน่อยได้ไหมครับ…”
เมย์พยักหน้า พลางมองหน้าต่างออกไปเหมือนหนีความจริง
“ผม…มันอาจไม่สำคัญสำหรับคุณ แต่…ผมดีใจที่ได้รู้จักคุณ ได้ทำงานกับคุณ” เขาหยุด ดูเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ลังเล
“คุณเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผมนะ ถึงบางครั้งจะดู…น่ากลัว แต่ผมขอโทษจริง ๆ ถ้าทำให้คุณลำบากใจ”
หลังความเงียบยาว เมย์เพียงหันมาสบตา น้ำเสียงแหบพร่า“ขอบใจนะชาน…และขอโทษเหมือนกัน”
และมันก็จบลงด้วยเพียงเท่านี้ — หรืออย่างน้อยทั้งสองคนเชื่อตอนนั้น
เวลาผ่านไปหลายเดือน เมย์ปรับตัวใหม่ในกรุงเทพฯ ชีวิตวุ่นวาย งานหนัก เธอเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่ขาดหายไป คือการมีใครบางคนอยู่ข้าง ๆ ในวันที่แย่ที่สุด
ชานตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ยังคงช่วยเหลือทีมเหมือนเดิม มุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จในสายงานให้ได้ แม้บางคืนจะเผลอเปิดโทรศัพท์ดูรูปกลุ่มทีมงาน หัวใจค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจากการเดินทางผ่านความผิดหวังและคิดถึง
วันหนึ่งที่กรุงเทพฯ ขณะที่เมย์ยืนรออาหารตรงฟู้ดคอร์ท เธอบังเอิญเห็นชานต่อคิวข้างหลัง ทั้งสองตกใจเหมือนโลกหยุดขยับ วินาทีนั้นความเงียบอึดอัดก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
“คุณมาได้ไง…” เมย์พูดเบา ๆ
“ผมมาทำโปรเจ็กต์ที่นี่ระยะสั้น…” ชานพูดไม่เต็มเสียง
ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่นาน ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปหา แต่ก็ไม่มีใครเดินหนี จนในที่สุดเมย์เอ่ยขึ้น
“จะกินข้าวด้วยกันไหม?”
อาหารคืนนั้นอร่อยกว่าทุกวัน แม้จะมีความเงียบคั่นกลางแต่ต่างฝ่ายต่างหัวเราะกับเรื่องเก่า ๆ ได้บ้าง ชานดูเติบโตขึ้น ไม่ขี้ลนเหมือนเดิม ส่วนเมย์ก็ไม่ได้เยือกเย็นจนแตะไม่ถึงอย่างที่เคย
ก่อนจากกันที่สถานีรถไฟฟ้า เมย์ลังเลอยู่หน้าทางแยกเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ชานเองก็หยุด เหมือนย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นอีกครั้ง
“ถ้ามีอีกโอกาส…ให้เราเริ่มใหม่ คุณจะลองดูไหม?” ชานเปรยขึ้นช้า ๆ เสียงติดจะสั่น
เมย์สบตาเขา ความเงียบกินเวลาหลายนาที ไม่มีคำตอบชัดเจน มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ กับมือที่เอื้อมมากุมมือของเขาไว้ — ไม่แน่น แต่ก็ไม่ปล่อยง่าย ๆ เช่นเดิม
และพวกเขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่รีบเร่ง ในเมืองใหญ่ที่ใครก็เดาอนาคตไม่ได้ กับความรู้สึก…ที่เกือบจะเรียกว่ารัก