ข้างหลังรั้วมหาลัย
เสียงนกเสียงรถประสานกันในเช้าตรู่ ปวีณยืนนิ่งอยู่หน้าตึกเรียนใหม่ เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเรี่ยราดไปกับยีนส์ตัวเก่า แววตาเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังปนตื่นเต้น แต่ก็ไม่กล้าก้าวเข้าไปท่ามกลางฝูงรุ่นพี่รุ่นน้องที่แต่งตัวเรียบหรูผิดแผกจากเขา ไหล่ตึงเพราะขยาดสายตาคนเมืองกรุงที่ดูจะเย้ยหยันความบ้านนอกของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นาย…ใช่ปีหนึ่งคณะนิเทศฯ มั้ย?” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ท่าทางมั่นใจ ดวงตาติดจะหัวเราะขำ เหมือนเธอสังเกตเห็นท่าทางอับอายของเขา “ชื่อไรอะ?”
“ปวีณ…ครับ” เขาตอบสั้น ฝืนยิ้มบางๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะกลัวหลุดคำพูดบ้านๆ ออกมา
ข้าวฟ่างยิ้มรับ “ฉันข้าวฟ่าง อยู่ปีสอง นี่เฉลิมนะ เพื่อนเรา” ข้าวฟ่างชี้มือไปยังชายอีกคนซึ่งยืนกอดอกมองอย่างเย็นชา
ปวีณมองทั้งคู่ ช่างแตกต่างจากเขาเหลือเกิน ข้าวฟ่างพูดไม่หยุด มือขยับเร็วคล้ายไม่เคยรู้จักความอึดอัด ส่วนเฉลิมกลับดูเย็นชามีระยะห่างแบบคนที่เลือกประมาณคนรู้จัก
“ถ้าอยากรู้อะไรเรื่องมหาลัย มาถามฉันได้นะ” ข้าวฟ่างปัดผมอย่างไม่ใส่ใจ หันไปพูดกับเฉลิมเสียงเบา “ดูเขาเกร็งเนอะ”
ปวีณเม้มริมฝีปาก “ผม…ไม่ค่อยคุ้นที่นี่ครับ ที่บ้านอยู่นครสวรรค์” เขาพยายามออกเสียงให้ฟังดูเหมือนคนกรุงเทพฯ
ข้าวฟ่างหัวเราะ “ไม่ต้องเกร็ง มหาลัยนี้มีคนบ้านนอกมากกว่าคนกรุงนะ เชื่อเถอะ!” เธอพูดติดตลกแต่ปวีณสัมผัสได้ถึงความจริงใจแปลกๆ
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ปวีณได้โอกาสผ่านตารางกิจกรรมรับน้อง ข้าวฟ่างกลายเป็นเหมือนผู้ดูแลรุ่นน้องอย่างไม่เป็นทางการ เธอทุ่มเทอย่างไม่แสดงออกว่าห่วงใยแต่ก็ช่วยทุกครั้งที่เขาดูงงๆ หรือเดินหลงทาง
กลางวงรับน้อง ข้าวฟ่างนั่งข้างปวีณ “อ่านหนังสืออะไรอะ?” เธอกระซิบเสียงค่อยสุดเมื่อพี่สันทนาการเริ่มพูดแทรก
“ของอาจารย์วิทยา…เรื่องการสื่อสาร…” เขาตอบเบาๆ กลัวโดนเพ่งเล็ง
ข้าวฟ่างพยักหน้า สีหน้าขำ “ขยันตั้งแต่วันแรก… โห กลัวสอบตกเหรอ?”
ปวีณส่ายหน้า “เปล่า…แค่…อยากเรียนดีไว้ก่อน” เขาเงียบ รู้สึกเหมือนกำลังถูกหยอกแกล้งแต่ก็แฝงด้วยความสนใจจากคนตรงหน้า
เย็นวันหนึ่ง ระหว่างทางกลับหอ ปวีณเห็นข้าวฟ่างนั่งรถบัสสายเดียวกับเขา ครั้งแรกที่เขาเห็น “ข้าวฟ่าง…บ้านเธอไม่ได้อยู่ละแวกนี้ไม่ใช่เหรอ?”
ข้าวฟ่างถอนใจ “เราไม่ชอบกลับบ้านเร็วอะ แม่จะคาดหวัง…บางทีแค่อยากเดินเล่น” เธอดูเศร้าแวบหนึ่งก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “นายหิวมั้ย? ฉันกับเพื่อนจะไปตลาดนัด”
ปวีณลังเลเล็กน้อย พอข้าวฟ่างตัดหน้าชวน เขาก็พยักหน้า “ได้สิ”
ตลาดนัดในมหาวิทยาลัยค่ำวันนั้น ทั้งสองเดินช้าๆ ระหว่างร้านแผง กับแสงไฟสีเหลืองอุ่น ข้าวฟ่างเลือกลูกชิ้นมาปักใส่ไม้แล้วยื่นให้ปวีณ “กินสิ ไม่ต้องเกรงใจ”
เขายิ้มรับอย่างเก้ๆ กังๆ การสัมผัสกับข้าวฟ่างในบรรยากาศแบบนี้ทำให้หัวใจสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
“นายเป็นคนแบบไหนกันแน่?” ข้าวฟ่างฉุกถาม ไม่สบตา
ปวีณหยุดเดิน “หมายถึงอะไร?”
“ตั้งแต่วันแรก นายก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้ามองหน้าใครเลย แต่กลับใจดี…ช่วยเพื่อนเก็บขยะ รับหน้ารุ่นพี่ โดยไม่บ่นเลยซักคำ” ข้าวฟ่างพูดช้าๆ
ปวีณนิ่ง เงียบไปนานกว่าเปลี่ยนสีหน้า “โตมาแบบนั้น…ถ้ามัวแต่บ่น ชีวิตก็ไม่ไปไหน”
ข้าวฟ่างกลับมองปวีณอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน น้ำเสียงเธอนุ่มลง “แตกต่างดี”
แววตาทั้งสองสบกันนานกว่าที่เคย สายลมเย็นๆ ระหว่างแถวร้าน เสียงจ๊อกแจ๊กของผู้คนรอบข้าง กลายเป็นเพียงฉากหลัง ความเงียบตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนปลอดภัย
หลายสัปดาห์ผ่านไป ข้าวฟ่างเริ่มชวนปวีณให้ไปร่วมกลุ่มเรียน ไปนั่งกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน เธอไม่ได้บอกเพื่อนๆ ของเธอว่าเธอเริ่มสนใจปวีณ แต่ทุกครั้งที่เขาได้รับความช่วยเหลือหรือยิ้มกว้างในเวลาที่มีเธออยู่ด้วย ข้าวฟ่างก็รู้สึกแปลกๆ ในอก
ในขณะที่ปวีณเอง เริ่มกล้าที่จะถามข้าวฟ่างเรื่องเล็กๆ ในชีวิต “เธอไม่ชอบกลับบ้านจริงเหรอ?”
ข้าวฟ่างถอนหายใจ “ใช่…บ้านฉันมั่นคงไปหมด ทุกอย่างดูดีจนชิน แต่ข้างในนายก็รู้ไหม…มันเงียบมากๆ”
ปวีณพยักหน้า “ฉันก็เข้าใจนะ บางทีอยากบ้านเงียบ สู้บ้านเสียงดังจะตาย”
ข้าวฟ่างหัวเราะเสียงเบา แล้วสบตา “นายทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเอง”
บ่ายวันหนึ่ง ข้าวฟ่างชวนปวีณไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ ปวีณลืมหนังสือไว้ที่คณะ ข้าวฟ่างยื่นแบ่งชีทการสอนให้ “เก็บเอาไปอ่านด้วย วันหลังจะมาคืนไหมก็ได้”
สายฝนเริ่มตกพรำๆ ทั้งคู่รีบหาที่หลบฝนภายใต้ชายคาอาคาร เกือบชิดตัวกัน ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความอึดอัดอีกต่อไป แต่เป็นความใกล้ชิดอบอุ่นเหมือนต่างฝ่ายต่างไว้ใจกันเพิ่มขึ้น
เฉลิมเดินผ่านมา เห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันก็ยิ้มเย้ยๆ “เดี๋ยวนี้สนิทกันจังเลยนะ”
ข้าวฟ่างหลบตา “ก็เพื่อนกันน่ะ”
แต่ท่าทีของเฉลิมเหมือนจะรู้บางอย่าง ข้าวฟ่างหันไปคุยกับปวีณเบาๆ “บางทีเพื่อนก็ไม่เข้าใจเราหรอก”
ปวีณเงียบไป “ไม่ต้องอธิบายก็ได้”
วันรุ่งขึ้น ปวีณตั้งใจไปนั่งกินข้าวกลางวันกับกลุ่มเพื่อนของข้าวฟ่าง แต่เพื่อนบางคนเริ่มแซว “บ้านนอกนะเรา มากับแฟนเหรอ?”
ปวีณหน้าชาวาบ หัวเราะแห้งๆ “แค่เพื่อนกันครับ”
ข้าวฟ่างยิ้มกลบเกลื่อน “อย่าแกล้งเขาสิ” แต่สีหน้าเธอเองก็ดูขัดเขิน
เวลาผ่านไป ความผูกพันระหว่างทั้งสองคนค่อยๆ งอกงาม แต่ก็มีอุปสรรคเพิ่มขึ้น เมื่อครอบครัวข้าวฟ่างรับรู้ถึงความสนิทสนมกับปวีณ แม่ของข้าวฟ่างพูดกับลูกสาวพลางสีหน้าเคร่งเครียด “ลูกไปคบกับเพื่อนที่ฐานะพอเหมาะพอควรไม่ได้เหรอ?”
ข้าวฟ่างสวนกลับ “แม่…ปวีณเป็นคนดีนะ เขาขยันด้วย”
“แต่เขาไม่เหมือนเรา…ลูกควรรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้เท่าเทียม” เสียงแม่ข้าวฟ่างราบเรียบแต่ชัดเจน
ข้าวฟ่างนิ่ง เธอกระสับกระส่าย พูดไม่ออก น้ำตาไหลเงียบๆ เมื่อแม่เดินออกไป
ปวีณเริ่มสังเกตท่าทีเปลี่ยนไปของข้าวฟ่างที่ถอยห่าง ทั้งที่ยังมีระยะห่างทางร่างกายเหมือนเดิม แต่ใจกลับไกลออกเรื่อยๆ
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?” ปวีณถามเบาๆ ขณะไปนั่งริมสนามกีฬาด้วยกัน
ข้าวฟ่างนิ่งนานก่อนจะพูด “บางทีมันก็ยาก…ทุกอย่างในชีวิตฉันเหมือนถูกกำหนดไว้หมด”
“เราเองก็เลือกไม่ได้…บ้านเราต้องการให้เราเรียนให้จบ ไปทำงานกลับไปช่วยพ่อแม่” ปวีณถอนใจยาว
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ความเงียบแฝงความเศร้า เงาของบ่ายวันนั้นดูยาวนานผิดปกติ
ช่วงสอบกลางภาค ทั้งสองห่างกันอย่างชัดเจน ต่างฝ่ายต่างหมกมุ่นกับภาระตัวเอง ปวีณกลับบ้านเกิดในวันหยุด ภาพในหัวมีแต่ข้าวฟ่างในแสงแดดของมหาวิทยาลัย
เขารับรู้อีกทีว่าคิดถึงข้าวฟ่างเกินควร ก็เมื่อเปิดมือถืออ่านแชทเก่าๆ และไม่กล้าทักไปแม้แต่ครั้งเดียว
ทางด้านข้าวฟ่าง เธอเริ่มเกิดความรู้สึกร้าวลึกกับแม่ จนกระทั่งวันที่แม่พูดถึงเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศ “ลูกควรออกไปจากชีวิตแคบๆ ตรงนี้”
ข้าวฟ่างพูดอย่างลำบากใจ “แล้วถ้าหนู…ไม่ได้อยากไปล่ะคะ?”
แม่เงียบไปก่อนจะพูดเสียงเย็น “ถ้าไม่ไปก็เลือกคบกับคนที่แม่ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน”
ข้าวฟ่างนั่งเงียบ น้ำตารื้น รู้สึกอัดอั้นคล้ายถูกบีบข้างในจนหายใจไม่ออก
เมื่อกลับมามหาวิทยาลัย ปวีณเดินไปหาข้าวฟ่างแต่ข้าวฟ่างหลบหน้า เธอเดินเร็ว เหมือนไม่อยากคุย
ในที่สุดวันหนึ่ง ปวีณทนไม่ไหว เดินดิ่งไปหาข้าวฟ่างที่นั่งอยู่ลำพังใต้ร่มไม้
“ข้าวฟ่าง…ถ้าอยู่ใกล้ๆ แล้วมันลำบากมากนัก เราแยกกันมั้ย?” น้ำเสียงปวีณสั่นไหวแต่พยายามแกร่ง
ข้าวฟ่างหันมองปวีณ สายตาเปียกปอน “อยากอยู่…แต่บางทีมันก็เจ็บเกินไป”
ทั้งคู่ต่างนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ ต่างคนต่างนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ เวลายาวนาน ผ่านแสงแดดไปสู่เงาร่ม
ช่วงเวลาต่อมา ข้าวฟ่างตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อหนีความอึดอัดในบ้าน เธอฝากข้อความสั้นๆ ไว้กับเพื่อนกลุ่มเดิม “อย่าลืมบอกปวีณว่า…ฉันขอโทษ”
ปวีณรู้ข่าวจากเฉลิม เขานิ่งอึ้งไปนาน น้ำตาคลอน แต่ก็ไม่โทร ไม่เขียนจดหมาย ไม่แม้แต่จะทักแชทตาม เพราะคิดว่าการปล่อยให้ฝันของแต่ละคนเดินไปตามทาง อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เวลาผ่านไปปีหนึ่ง ข้าวฟ่างกลับมาเยือนมหาวิทยาลัยอีกครั้งในฐานะคนละคน เธอมองต้นไม้ที่เคยนั่งกับปวีณ เธอลังเลอยู่นานก่อนจะส่งข้อความหาเขา “ว่างมั้ย?”
ปวีณอ่านข้อความ ซ่อนรอยยิ้มขื่นไว้ขณะตอบกลับ “ว่าง”
ใต้ต้นไม้เดิม ทั้งคู่พบกันอีกครั้ง เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนข้าวฟ่างพูดขึ้นท่ามกลางลมเย็นๆ “ฉันคิดถึงที่นี่ คิดถึงนาย”
ปวีณพยักหน้า “ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน”
ต่างฝ่ายต่างไม่มีคำว่า “รัก” ออกมา มีเพียงแววตาลึกซึ้งและรอยยิ้มบาง สายลมในยามเย็นดูสงบกว่าที่เคย ทุกสิ่งไม่หรูหราแต่ก็ไม่เปราะบางอีกต่อไป
ข้าวฟ่างถอนใจ “นายไปถึงไหนแล้ว?”
“กำลังพยายามจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น…เหนื่อยแต่ก็มีความหวังมากกว่าเดิม”
ข้าวฟ่างก้มหน้า “ฉันเองก็เหมือนกัน”
เวลาผ่านไป ทั้งสองตกลงว่าจะค่อยๆ กลับมาคุยกันใหม่ ด้วยใจที่เปิดกว้างกว่าเดิม ไม่มีฉากจบหวานอมขมกลืน มีเพียงการเริ่มต้นใหม่อย่างคนที่เติบโตขึ้นจากอดีต และรู้จักเลือกเดินข้างกันด้วยความเข้าใจ