ดาวเหนือกับพระอาทิตย์ยามเช้า
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นแต่เช้ายังไม่สว่าง ดาวเหนือนอนนิ่งจ้องเพดาน สองมือกอดตัวเองไว้แน่น ภาพในฝันไหลผ่านเข้ามาอีกครั้ง เป็นเสียงร้องไห้ของแม่เมื่อปีก่อนตอนที่เธอปฏิเสธโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ น้ำตาเก่าๆ เหล่านั้นยังหลงเหลือในแววตาดาวเหนือ เธอหยัดกายขึ้น หวีผมเงียบๆ ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ราวกับพยายามจะควบคุมชีวิตที่ไม่เคยอยู่ในอำนาจเธอจริงๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในสวนข้างหอ นักศึกษาชายรูปร่างสูงผิวเข้มชื่อวายุ วิ่งออกกำลังกาย เขาเงยหน้ารับลมเย็น อากาศสดชื่นแต่สีหน้ากลับนิ่งตึง โทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงเตือน วายุหยุด สูดหายใจเข้า ลังเลก่อนกดรับ
“แม่ครับ… ผมโอนเงินค่ารักษาให้แล้วนะ” น้ำเสียงนุ่มแต่ฟังแล้วโรยแรง
“ลูกเหนื่อยไหม?” ปลายสายมีแต่ความห่วง
“ไม่หรอกครับ ผมโอเค” วายุโกหกด้วยรอยยิ้มจาง เขาตัดสาย หยุดนิ่งอยู่ในเงาไม้ ก่อนจะค่อยๆ วิ่งต่อไป
เช้าวันหนึ่ง ดาวเหนือเดินผ่านหน้าตึกกิจกรรม นักศึกษามุงดูประกาศรับสมัครชมรมดนตรี เธอหยุดยืนอย่างลังเล เพื่อนชื่อเฟิร์นกระซิบข้างหู “สมัครเลยสิ หนูชอบร้องเพลงไม่ใช่เหรอ”
“เราไม่กล้าอะเฟิร์น… กลัวคนฟังจะหัวเราะ” ดาวเหนือก้มหน้า พูดเบา
เฟิร์นแตะแขน “อยู่แต่ในเปลือก ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา หวังอะไร”
เหลือบตาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแบกกล่องเครื่องเสียงเดินผ่าน เขาเหลียวมองสองสาวแวบหนึ่ง ก่อนก้มหน้าตั้งใจ แรงบันดาลใจบางอย่างวูบไหวในดวงตาดาวเหนือ
การประชุมชมรมดนตรี ดาวเหนือนั่งเงียบอยู่มุมห้องขณะวายุยืนหน้าห้อง แนะนำตัวเองเสียงขรึม “ใครเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้บ้าง ยกมือเลย”
สี่ห้าคนตอบเสียงอึกอัก แม้แต่เฟิร์นที่ปากแข็งยังกล้าหยิบกีต้าร์ ดาวเหนือเป็นคนเดียวที่นั่งกำมือแน่น
“น้อง สนใจแค่ฟัง หรือจะลองร้องเพลง?” วายุมองมา ระแวดระวังแต่สุภาพ
“เรา…” ดาวเหนือเสียงขาดหาย เขินจนพูดไม่ออก วายุสังเกตเห็นรอยสั่น ปล่อยให้ความเงียบคลุมห้องครู่หนึ่ง เขาหัวเราะกลบเกลื่อน “มีใครจะขึ้นร้องคนแรกไหมเอ่ย?”
เฟิร์นรีบลากดาวเหนือขึ้นหน้า เวลานั้นหัวใจดาวเหนือเต้นแรงจนคิดจะถอย ทว่ากลับสบตาวายุที่ยิ้มบางเบาให้ เหมือนเขาเข้าใจบางอย่าง เธอรวบรวมใจร้องเพลงช้าๆ แม้เสียงจะสั่นในจังหวะแรก พอผ่านมาได้พลังใจจากวายุช่วยให้เสียงเธอมั่นคงขึ้น
หลังชมรม ดาวเหนือเก็บโน้ตเพลง วายุเดินเข้ามาใกล้ พูดเสียงต่ำ “ร้องเก่งนะ บางทีสิ่งที่เรากลัว…ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”
ดาวเหนือแค่นหัวเราะเบา “บางทีก็กลัวจนไม่กล้าลอง”
“กลัวผิดหวังรึเปล่า” วายุถามโดยไม่ได้มองหน้า พวกเขาเดินเคียงกันในทางเดินร่มไม้
“กลัวมันจะทำให้คนรอบข้างผิดหวังมากกว่า” ดาวเหนือเงียบลง วายุปรายตามองข้าง เธอยกมือแขนแนบลำตัวเหมือนปกป้องตัวเอง
หลังวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาอย่างเชื่องช้า วายุเริ่มช่วยดาวเหนือเรื่องดนตรี แชร์เพลย์ลิสต์เพลง เขาทะเลาะกับแม่ทางโทรศัพท์เรื่องค่ารักษาแต่ไม่พูด เธอเฝ้ามองเขาจากไกลๆ ไม่กล้าถามถึงอดีต
เช้าวันฝนปรอย ดาวเหนือนั่งเหม่อลอยในห้องสมุด วายุเดินเข้ามามองเห็นหน้าเศร้า เขาไม่พูดอะไร นั่งลงเงียบๆ ข้างๆ
“เคยมีอะไรติดค้างในใจไหม?” ดาวเหนือเอ่ย
“ทุกวัน” วายุฝืนหัวเราะ “แต่ไม่ยอมพูดออกไป หมายความว่าเรายังแบกมันได้อยู่”
“แล้วถ้าวันหนึ่งแบกไม่ไหวล่ะ?”
วายุหลบตา “ก็ปล่อยมันลง จริงๆ…เราไม่ได้กล้าเหมือนที่ใครคิด”
สายตาทั้งสองประสานในเงียบงัน ความรู้สึกบางอย่างเริ่มไหลเวียนโดยไม่มีถ้อยคำใดๆ ต่อมา
เมื่อต้องทำโปรเจคเพลงด้วยกัน ดาวเหนือกับวายุใกล้ชิด เวลาเถียงกันเรื่องแนวเพลง ซ้อมดึก ออกไปร้านกาแฟเล็กๆ ด้วยกัน วายุสอนดาวเหนือจับคอร์ดกีต้าร์ เธอพลาดหลายรอบจนหัวเราะทั้งน้ำตา “ทำไมงานง่ายๆ เราถึงทำไม่ได้เลย” วายุยิ้มอ่อน “เพราะมันคือวันแรก คนที่ทำได้ดีตั้งแต่วันแรก ไม่มีจริงหรอก”
วันนึงวายุมาช้ากว่าปกติ ใต้ตาเขาดำคล้ำ ดาวเหนือถาม “ไม่สบายหรือเปล่า?”
“ก็…นิดหน่อย แค่เครียดเรื่องบ้าน แม่ป่วยหนักขึ้น ต้องทำงานพิเศษเพิ่ม” เขาตอบเสียงเรียบ ไม่สบตาเหมือนเคย
ดาวเหนือยื่นซองขนมให้ “ถ้าต้องการคนฟัง…เราว่างตลอดนะ”
วายุยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มจางใส่ใจหนึ่งเดียวที่เขามีในวันนั้น
ใต้แสงแดดบ่าย กลิ่นฝนยังไม่จาง ดาวเหนือกับวายุออกไปแสดงหน้าตึกใหญ่ คนเยอะจนเธอเขิน วายุกระซิบใกล้หู “จำตอนซ้อมครั้งแรกได้ไหม?”
“เราไม่ลืม ไม่กล้าตั้งแต่แรก” ดาวเหนือกระซิบตอบ ยิ้มสั่น
วายุหัวเราะเบา “เราก็กลัวเหมือนกัน แต่รู้ไหม ตอนนั้นเรากลัวเสียเพื่อนไปมากกว่า”
คืนนั้น ดาวเหนือนอนดึกเปิดมือถือดูรูปร่วมวงกับวายุ เธอพิมพ์ข้อความยาว แต่ลังเลจะกดส่ง ลบทิ้งซ้ำๆ ในใจบอกว่าไม่ควรเปิดเผยความรู้สึก เพราะกลัวสูญเสียสิ่งที่มี
เวลาผ่านไป โปรเจควงใกล้เสนอ วายุพักน้อย เขาต้องรับงานพิเศษ ร้านอาหารจนมือแตก อาสาติวดนตรีให้เพื่อนสมาชิก บางวันก็หายไปไม่บอกใคร
ค่ำวันหนึ่ง ดาวเหนือตามไปที่ร้านอาหาร พบเขาส่งอาหาร เธอซื้อน้ำเอามาให้ วายุรับน้ำแล้วนิ่งไป
“เหนื่อยไหม?” เสียงเธอนุ่มนวลเต็มไปด้วยความห่วง
เขาถอนใจ “สถานการณ์ไม่ดีเท่าไหร่ ที่บ้านขาดเงินค่ารักษา เราเลยต้องทำงานตลอด ไม่เคยกล้าขอความช่วยเหลือจากใครเลย”
“เราเคยกลัวจะเป็นภาระคนอื่นเหมือนกัน แต่รู้ไหม…บางทีคนที่เรากลัวเขาจะผิดหวัง ถ้าเขารักเรา เขาแค่อยากเห็นเราเติบโต” ดาวเหนือจับแขนเขาแน่น
วายุเงียบ ความรู้สึกคั่งค้างในใจหนักอึ้ง เขาขอลาดาวเหนือกลับไปทำงานต่อ
เช้าวันต่อมา วายุไม่ได้มาซ้อม เพื่อนในชมรมบอกว่าแม่เขาเข้าโรงพยาบาล ดาวเหนือรีบไปเยี่ยม พบเขานั่งซึมอยู่หน้าห้อง ความเข้มแข็งละลายหายไป
ดาวเหนือนั่งลงข้างๆ “ถ้าเหนื่อยไม่ต้องฝืนก็ได้ เราอยู่ตรงนี้แล้ว”
เขาน้ำตาคลอหากกลั้นไว้ “รู้จักเราแค่นี้ คงรู้ว่าเราไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองกับใคร”
“แล้ววันนี้ล่ะ?”
“มันเหมือน…เราไม่เหลือทางจะวิ่งหนีอีกแล้ว”
ไม่มีคำพูดใดในห้องขาว เสียงเครื่องมือแพทย์ดังแทรกทั้งคู่
หลังแม่ของวายุอาการดีขึ้น ดาวเหนือไปเยี่ยมอีกครั้ง คราวนี้เธอเป็นฝ่ายเริ่ม “เมื่อก่อนเราเคยหนีจากทุกความคาดหวัง แต่พอเราเห็นคุณดูแลแม่ เราอยากจะเข้มแข็งเหมือนคุณบ้าง”
วายุตู่ว่า “ถ้าเข้มแข็งอย่างเดียว แล้วไม่ยอมให้ใครเห็นด้านอ่อนแอ…จะเหนื่อยตลอดไป”
คืนวันหนึ่ง ดาวเหนือนั่งกับวายุริมระเบียงหอ เพื่อนๆ ในชมรมนั่งข้างใน มีดนตรีเบาๆ ไกลๆ
“หากวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่อยากให้เราเป็น…นายจะผิดหวังไหม?” ดาวเหนือถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เราไม่เคยอยากให้ใครต้องเป็นในสิ่งที่เขาไม่ใช่เลย” วายุพูดฝืดๆ เสียงลมหายใจลอดผ่านช่องปาก
เรื่องราววัยรุ่นคืบคลานเข้าสู่ปลายเทอม ชมรมต้องเตรียมขึ้นแสดงใหญ่ วายุรับผิดชอบหลักแต่สุขภาพเริ่มแย่ ดาวเหนือเห็นความอ่อนล้าในทุกย่างก้าว เธอเข้าไปช่วยแบ่งเบา รับหน้าที่เพิ่มแต่กลับมีปัญหากับสมาชิกบางคน
เพื่อนหนุ่มชื่อเป๊กไม่พอใจ “ดาวเหนือ ไม่ต้องเสนอตัวทำทุกอย่างก็ได้ เรารู้นะว่านายอยากใกล้วายุ”
ดาวเหนือชะงัก เสียงเพื่อนจิกกัด ท่ามกลางความอึดอัดเธอเลือกเดินออกนอกห้อง น้ำตารื้น ฟ้าบ่ายคล้อยแสงจาง
วันถัดมา วายุเห็นดาวเหนือเฉยชา เขาพยายามคุยแต่เธอหลบหน้า บรรยากาศระหว่างสองคนเริ่มห่าง วายุต้องแบ่งเวลาสำหรับครอบครัว งาน และความรับผิดชอบชมรม จนแทบไม่ได้คิดเรื่องหัวใจ
จุดพลิกผันมาถึงก่อนวันแสดงใหญ่ เมื่อเฟิร์นมาเปิดใจ “ดาวเหนือ แกคิดถึงคนอื่นมากจนลืมถามตัวเองว่าจริงๆ รู้สึกยังไงกับวายุ”
“กลัว…ถ้าบอกไป จะเสียเขาไปทั้งสองอย่าง” ดาวเหนือน้ำตาซึม เฟิร์นกอดเพื่อน “ถ้าไม่พูดยังไงก็เสียอยู่ดี ไม่ใช่เหรอ”
อีกฟากวายุมองรูปเก่าในมือถือ ภาพแม่ในโรงพยาบาล กับดาวเหนือที่เฝ้าไม่ห่าง แววตาเขาฉายความคิดถึง แต่แรงกดดันจากทุกทิศทางล้นออกมาทางสีหน้าหม่นหมอง ครอบครัวโทรย้ำค่าใช้จ่ายจนวายุระเบิดอารมณ์ครั้งแรก เขาตะคอกน้องชาย น้ำเสียงเจ็บปวดพลันเงียบลงทันที
คืนวันซ้อมใหญ่ ดาวเหนือกับวายุเจอกันในห้องซ้อม วายุนั่งมืดหน้า มือหมุนปิ๊กกีต้าร์ ดาวเหนือเห็นแล้วใจเต้นแรง
“วันนี้เราไม่เก่ง… ไม่มีอะไรดีเลย” วายุพูดกับตัวเอง
ดาวเหนือนั่งข้างๆ “คนดีไม่ได้ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาหรอก”
เขาเงียบไปนาน ก่อนพูดเบา “ถ้าเราเดินออกมาจากงานนี้…กลัวจะไม่ได้พบใครใหม่เลย”
“ไม่เป็นไร ถ้าเหลือเราอยู่ข้างๆ สักวันนายจะเจอกันใหม่ได้เอง”
เสียงเงียบลงอีกครั้ง แค่ลมหายใจผสานกัน เบาๆ ในยามดึก
ในวันแสดงจริง วายุขึ้นเวทีตาพร่ามัวขณะจู่โจมด้วยความกดดัน ดาวเหนือส่งสายตาให้กำลังใจ ระหว่างการเล่นเขาเผลอเล่นผิด แต่ด้วยเสียงร้องต่อเนื่องของดาวเหนือ สมาชิกทุกคนถมช่องว่าง ส่งผ่านกำลังใจไปถึงผู้ชม เสียงปรบมือดังก้อง วายุปล่อยรอยยิ้มกล้าแกร่งครั้งแรก
หลังเวที วายุก้มหน้า สั่นไปทั้งตัว ดาวเหนือรีบเข้าไปโอบ “เราไม่ได้เก่งไปทุกวัน แต่เรากล้ามากขึ้นทุกวันนะ”
วายุเงยหน้าขึ้นในที่สุด “เราขอบคุณที่ผ่านมาอยู่ข้างๆกัน”
คืนสุดท้ายของงาน ดาวเหนือเดินกลับห้อง เธอหยุดชะงักเมื่อวายุตามมา
เสียงเขาแผ่วเบา “เมื่อก่อนกลัวการเปลี่ยนแปลงที่สุด แต่ตอนนี้ ถ้าไม่มีเธอ…เรายิ่งกลัวกว่าเดิม”
ดาวเหนือก้มหน้า หัวใจเต้นแรงกว่าเคย เธอตอบเกือบเป็นเสียงกระซิบ “เราไม่กล้าบอกตั้งแต่วันแรก แต่ก็ไม่เคยหยุดคิดถึงนายเลย”
ทั้งสองนิ่งงันในความเงียบ ไม่มีคำหวาน ไม่มีสัญญารัก เพียงแค่เข้าใจและกล้าที่จะยอมรับตัวเองและอีกฝ่าย
แสงพระอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดเข้าในห้อง ดาวเหนือกับวายุนั่งเคียงกัน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนบาง เดินเข้าสู่วันใหม่ด้วยใจที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแท้จริง