ฤดูที่ยังมีเธอ
เสียงฝนพรำกระทบหน้าต่างกระจกเป็นจังหวะในเช้าวันจันทร์ ฟิวส์นั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะทำงาน ทุกเช้าเขาเป็นหนึ่งในคนที่มาเอเจนซี่โฆษณา “Daydream Studio” เร็วที่สุด แสงอ่อนผ่านม่านสีเทาเคลือบหม่น ภายในห้องเปิดไฟเพียงดวงเดียว เขาพลิกปากกากลิ้งไปมา สายตาคมพินิจจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแต่ในหัวเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เหมือนยังหลุดออกจากวงล้อมอดีตไม่ได้เสียที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เช้าเชียวพี่ฟิวส์ งานหนักเหรอ?” เสียงสดใสดังขึ้น เคล้ามาพร้อมกลิ่นกาแฟหอมจาง เจี๊ยบดีไซเนอร์รุ่นน้องสวมแจ็กเก็ตตัวใหญ่เดินเข้ามาวางแก้ว Starbucks ข้างโต๊ะเขา ฟิวส์ไม่หันไปมองแต่ไหล่ไหวเล็กน้อย
“ฝากกาแฟด้วย จริงใจหรือหวังอะไร?” ฟิวส์ถามเสียงปรามาศ มีรอยยิ้มน้อยๆ ติดริมฝีปากแต่ตาไม่ได้ยิ้มตาม เจี๊ยบยักไหล่ หัวเราะในลำคอ
“แค่หวังว่าจะได้แรงบันดาลใจ พี่งานเจ๋งดีนี่”
ฟิวส์เหลือบมองเจี๊ยบแวบหนึ่ง แววตาผ่านโลหะเย็นเหยียบกลับมีอะไรบางอย่างสั่นไหว ไม่ต่างจากคนหวั่นไหวเพราะโดนสะกิดเรื่องที่ปิดไว้เนิ่นนาน
เสียงหัวหน้าเดินเข้ามา ขัดจังหวะความอึดอัด “โปรเจกต์ใหม่มาแล้วนะทุกคน ไคลเอนต์สายแฟชั่น ต้องทำภาพลักษณ์ใหม่หมด ทีมเรากับทีมครีเอทีฟจะทำงานร่วมกันทุกขั้น”
เมื่อหัวหน้าเอ่ยชื่อลูกทีม ฟิวส์เงยสบตาเจี๊ยบ รอยยิ้มของเธอดูมีชีวิตชีวาแต่ในแววตาคล้ายเก็บบางอย่างไว้ หลังประชุมจบ บรรยากาศตึงนิดๆ เจี๊ยบเดินตามฟิวส์ พยายามจะชวนคุย
“โปรเจกต์นี้ของยาก พี่ไม่ชอบการเปลี่ยนทีมชะมัด”
“ไม่มีอะไรจีรังในวงการนี้หรอก เชื่อเถอะ” ฟิวส์พูดเสียงเรียบ ไม่มองหน้าเจี๊ยบ หญิงสาวจับกระเป๋าแน่น เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตามไปที่มุมพรีเซนต์งาน
ไอเดียแรกไม่เป็นไปตามที่หัวหน้าคาดหวัง ฟิวส์ถูกบีบให้คิดใหม่อย่างเร่งด่วน เจี๊ยบก้มหน้าสเก็ตช์ พยายามตามความคิดเร็วแบบฉบับฟิวส์ให้ทัน เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงถอนหายใจขาดตกพร่องสลับกัน
ขณะพักเบรก เจี๊ยบเดินมาใกล้แต่ไม่ได้กล่าวอะไร เธอส่งสมุดสเก็ตช์เล่มเล็ก ฟิวส์รับมาเปิดดูช้าๆ ภาพวาดชิ้นหนึ่งยังไม่สมบูรณ์ แต่แสงในภาพนั้นอบอุ่นผิดกับบรรยากาศในห้องประชุม
“ทำไมต้องใช้แสงแบบนี้?” ฟิวส์ถามเบาๆ
เจี๊ยบหยุดนิดหนึ่ง “มันเหมือนแบบ…ชิ้นส่วนความหวังอะไรบางอย่าง”
ฟิวส์ไม่ตอบแต่ครุ่นคิด รอยตาดูคลายลงนิดหน่อย ก่อนจะปิดสมุดส่งคืนอย่างเงียบๆ
เวลาล่วงไป ทั้งสองต้องเวิร์คโอเวอร์อยู่ด้วยกันในคืนหนึ่ง เจี๊ยบนั่งฟุบโต๊ะในขณะที่ฟิวส์ยังจูนไอเดียไม่ลงตัว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฟิวส์ลังเลก่อนกดรับ
“ครับ…ไม่มี ผมไม่สะดวก…เดี๋ยวค่อยคุยครับ” เสียงเขาติดขุ่น เหมือนพยายามกั้นบางอย่าง เจี๊ยบหยิบแก้วน้ำขึ้น หันไปมองเขาแววตาสงสัยแต่ไม่ได้ซักไซ้
“ที่บ้านพี่โทรมาเหรอ?”
“เพื่อนเก่า” ฟิวส์ตอบรวบรัด ความเงียบถาโถมอยู่ครู่หนึ่ง
“คนเรามีแต่ความทรงจำแย่ๆ น่าเศร้านะ” เจี๊ยบพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง ฟิวส์เหลือบมองแต่ไม่ได้ตอบอะไร ชั่วครู่มันเหมือนกลางคืนทั้งห้องเย็นลงไปอีก
รุ่งเช้า ฟิวส์พบคอมเมนต์ในไลน์กลุ่ม “ใครเสนอไอเดียน้ำเน่ายังงี้” ตัวอักษรนั้นเป็นของหลิง ครีเอทีฟสาวในทีม เขากดปิดจอ สะอึกนิดหน่อย เจี๊ยบนั่งมองฟิวส์นิ่งๆ จากอีกโต๊ะหนึ่ง
ต่อจากนั้นบรรยากาศยุ่งเหยิง ทั้งคู่ถูกลากเข้าประชุมแก้แบบ ช่วงหนึ่งเจี๊ยบพยายามอธิบายแนวคิดใหม่ต่อหน้าไคลเอนต์แต่ถูกแทรก ฟิวส์มองอยู่นิ่งๆ จนกระทั่งเห็นเธอกำมือแน่น ใบหน้าแดงกึ่งอายกึ่งโกรธ
หลังเลิกงาน เจี๊ยบนั่งหยุดอยู่บนบันไดหนีไฟ ฟิวส์ผ่านมาก็หยุด เขานั่งลงเงียบๆ ข้างกัน เสียงแอร์ช่วยละลายกำแพง
“ทำไมพี่ไม่พูดอะไรบ้าง?” เจี๊ยบถามเสียงเบา
“ฉันเคยแก้ต่างแล้วมันไม่ช่วยอะไร” ฟิวส์ถอนหายใจ ยิ้มแห้งๆ “บางทีมันง่ายกว่าถอย”
เจี๊ยบมองฟิวส์นาน “แต่พี่ก็ยังอยู่ตรงนี้นะ”
ฟิวส์นิ่งเงียบ หัวใจเหมือนโดนสะกิด เมื่อลุกขึ้นจะกลับ ห้องบันไดนั้นยังทิ้งความอุ่นไว้ในใจเธอ
เมื่อถึงเดดไลน์ อีกสองคนก็ต้องกลับบ้านดึก เจี๊ยบเดินออกจากลิฟต์ชั้นล่างสุดพร้อมฟิวส์ อากาศเย็นฝนปรอย เธอเอาผ้าพันคอคลุมหัวแล้วหันมายื่นให้อีกคน
“จะไม่เป็นหวัดเหรอ?” ฟิวส์นิ่งไปครู่ ก่อนหยิบผ้าพันคอนั้นมา พูดเสียงแผ่ว “ขอบใจ”
คืนเดียวกัน ฟิวส์เปิดคอมฯ ดูรูปถ่ายงานเก่าๆ มีภาพเขากับหญิงสาวอีกคน ซึ่งเคยเป็นแฟนกันมาก่อน รอยยิ้มและสายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาครุ่นคิดยาวจนรุ่งสาง
เช้าวันต่อมา เจี๊ยบเจอฟิวส์นั่งซึมหงอยอยู่ที่มุมกาแฟ เจี๊ยบลังเลก่อนจะพูดเบาๆ “เมื่อคืนพี่นอนไม่หลับเหรอ?”
ฟิวส์พยักหน้า ไม่มองตา “ฝันถึงเรื่องเก่า…มันวนอยู่ไม่ไปไหน”
เจี๊ยบหยุดคิดก่อนจะพูด “ต้องใช้เวลาลืมหรือเปล่า?”
ฟิวส์ไม่ได้ตอบ เจี๊ยบจึงแค่เดินไปใกล้ขึ้น หันไปดูเขา เห็นเพียงเงาสะท้อนจากหน้าต่างที่คล้ายกับกำแพงระหว่างทั้งคู่
การทำงานร่วมกันยังคงสร้างแรงเสียดทาน แต่มุมมองของแต่ละคนเริ่มคลี่คลาย วันหนึ่ง เจี๊ยบต้องพรีเซนต์งานเลย์เอาท์โฆษณาต่อหน้าทีมหลัก ฟิวส์นั่งท้ายห้อง คราวนี้เขาส่งยิ้มเล็กๆ เชิงให้กำลังใจ เจี๊ยบสวนสายตากลับมา มีอะไรในแววตาที่อ่อนโยนกว่าครั้งก่อน
หลังประชุมจบ เจี๊ยบหอบงานดื่มน้ำแก้ง่วง ฟิวส์เดินเข้ามาใกล้ ยื่นกระดาษชิ้นเล็กส่งให้
“คอนเซ็ปต์นี้ดีแล้ว ลองเชื่อความรู้สึกตัวเองสักครั้ง”
เจี๊ยบรับไปละล้า “พี่เคยกลัวอะไรที่สุดไหม?”
ฟิวส์หยุดคิด ก่อนยิ้มบางๆ “กลัวเสียใจซ้ำอีกครั้ง”
เจี๊ยบอมยิ้มแผ่ว แม้ในใจจะหวั่นไหว
กลางดึกคืนนั้น เจี๊ยบได้รับอีเมลจากฟิวส์ เขาแนบต้นฉบับสตอรี่บอร์ดเวอร์ชั่นสุดท้ายที่เธอวาดลงไปและเขียนข้อความไว้สั้นๆ “ดีใจที่ได้ร่วมงานกับคุณ” เธออ่านข้อความนั้นซ้ำหลายรอบ มีความสุขเล็กๆ ในใจอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
ภายในทีมยังมีแรงต้านมาจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ฟิวส์และเจี๊ยบจึงต้องซัพพอร์ตกันมากขึ้น เวลาหนึ่ง คนในทีมเข้าใจผิดว่าทั้งสองกำลังมีเรื่องส่วนตัว เจี๊ยบรู้สึกอึดอัด อย่างไรก็ตาม เธอเลือกเผชิญหน้า พยายามอธิบายความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา
“เราแค่เป็นเพื่อนร่วมงานที่อยากทำงานดีๆ เท่านั้นเอง” เจี๊ยบบอกหัวหน้าทีมด้วยสีหน้าอ่อนแรง
ฟิวส์นิ่งเงียบ ปล่อยให้เธอรับมือด้วยตัวเอง ตลอดวันเขาไม่เข้าทำงาน อาจเป็นผลจากอดีตที่กัดกินใจ ฟิวส์ไปเดินเรื่อยเปื่อยในสวนสาธารณะสายฝนบางๆ รู้สึกว่างเปล่า ปะปนไปกับความเป็นจริงที่ยังค้างคา
คืนนั้นฟิวส์นั่งดูดาวผ่านกระจก ชีวิตเหมือนกำลังฟื้นคืนช้าๆ เขาหยิบสมุดวาดของเจี๊ยบขึ้นมาดูภาพสเก็ตช์เก่าคือแสงอ่อนๆ นั่นอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นความหมายใหม่—เหมือนแสงที่ส่องทะลุกำแพงชีวิต
วันรุ่งขึ้น เจี๊ยบไปนั่งรอที่คาเฟ่เล็กๆ แถวออฟฟิศ ก่อนเวลาทำงาน เธอส่งข้อความหาฟิวส์ว่า “วันนี้มานั่งด้วยกันไหม?”
ฟิวส์อ่านข้อความ แล้วยิ้มจางๆ อย่างจริงใจ เขาตัดสินใจเดินไปหาเจี๊ยบโดยไม่ได้ลังเล
ทั้งสองนั่งเงียบด้วยกันนาน เจี๊ยบหันไปกระซิบเบาๆ “ฉันอยากสร้างอะไรที่มันยั่งยืนกว่านี้”
“ในชีวิตหรือในงาน?”
“…ทั้งสองอย่าง”
เวลาผ่านไป โปรเจกต์เข้าสู่การอนุมัติรอบสุดท้าย ฟิวส์และเจี๊ยบต้องแก้ดีไซน์ครั้งใหญ่ เจี๊ยบลังเล ไม่มั่นใจในตัวเอง ฟิวส์พยายามอยู่ข้างเธอ เฝ้ามองด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ไม่สอดแทรก
“ถ้าคราวนี้พลาดจะเป็นไง?” เจี๊ยบเอ่ยเสียงเบา
ฟิวส์ยิ้มเล็กน้อย “อย่างน้อยเราก็สู้ร่วมกัน”
คืนส่งงาน ฟิวส์เขียนบทเสร็จแต่ลังเลจะส่ง รู้สึกกลัวผลลัพธ์ซ้ำกับอดีตเก่า เจี๊ยบเดินเข้าไปเงียบๆ ยกมือวางบนไหล่เขาเป็นการให้กำลังใจ ฟิวส์ตัดสินใจกดส่งอีเมลแล้วถอนใจยาว รู้สึกเบาสบายกว่าทุกครั้ง
สุดท้ายโปรเจกต์ผ่าน เฉลิมฉลองกันในทีม แต่ฟิวส์กลับดูเงียบผิดปกติ เขาเดินไปที่ระเบียง เจี๊ยบตามไปนั่งข้างๆ ฟ้าค่ำลงช้าๆ
“พี่กลัวอีกไหม?”
“กลัวเสมอแหละ แต่ถ้าไม่กล้าคงไม่มีวันนี้”
เจี๊ยบยิ้มจาง ฟิวส์หันมาสบตา ทั้งสองหัวเราะเบาๆ โดยไม่มีคำพูดใด เจี๊ยบเอียงหัวทาบบ่าเขา เสียงหัวใจของแต่ละคนเต้นในเงียบ
หลังจบโปรเจกต์ เจี๊ยบได้รับโอกาสไปฝึกงานต่างประเทศ ความฝันชีวิตใกล้เป็นจริง แต่หมายถึงการต้องจากฟิวส์สักระยะ
ตอนที่เจี๊ยบมาบอกฟิวส์ เธอลังเล กำผ้าพันคอแน่น ถามเบาๆ “ถ้าฉันไป…พี่โอเคไหม?”
ฟิวส์เงียบอยู่นาน ก่อนตอบ “ถ้ามันเป็นสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ก็ไปเถอะ…อย่าเสียโอกาสเพราะคนอย่างพี่”
เจี๊ยบหลบสายตา มีน้ำตาซึมแต่ยิ้มรับ “ขอบคุณนะ”
คืนก่อนเดินทาง ฝนตก เสื้อกันฝนของฟิวส์ขาด เจี๊ยบถอดผ้าพันคอเก่าให้เขาอีกรอบ เธอบอกแผ่วเบา “มันคือแสงของฉันเอง…ขอบคุณที่ทำให้ฉันกล้า”
เจี๊ยบจากไปหนึ่งฤดูเต็ม ฟิวส์ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เติบโตในอาชีพและเปิดใจคุยกับครอบครัว ตัดสินใจให้อภัยตัวเองเรื่องอดีตที่ล้มเหลว
เมื่อกลับมา เจี๊ยบไม่ใช่เด็กสาวในวันแรกๆ อีกต่อไป ฟิวส์เห็นเธอในห้องประชุมวันหนึ่ง เขายิ้มและเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
พวกเขายืนมองกันเนิ่นนาน ไม่พูดอะไร แค่ต่างคนต่างเข้าใจว่าฤดูใหม่ของหัวใจได้กลับมาอีกครั้ง เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องถามหาอนาคตอีกต่อไป เพราะในที่สุด ทั้งคู่ได้เลือกจับมือกันอย่างเต็มใจ