เพลงรักในค่ำคืนฝนพรำ
เสียงฝนเทกระหน่ำกลางกรุงเทพฯ ยามหัวค่ำ ที่ทำงานวุ่นวายในวันปิดโปรเจกต์ ท่ามกลางเสียงเครื่องพิมพ์ตกงานและกล่องกระดาษเกลื่อน นภัทรเดินผ่านหน้าห้องประชุมด้วยใบหน้าเคร่งเครียด สะพายกระเป๋าเมสเซนเจอร์ใบเก่าที่ดูทรุดโทรม คิมกำลังเก็บของลงกระเป๋าเป้ หล่อนเหลือบตามองเขาครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะรีบไปไหน?” คิมถามขึ้น ราวกับจะหยอก ทั้งที่ถ้อยคำออกจักแข็งกระด้าง
“บ้านฝั่งโน้น น้ำท่วมง่าย กลับก่อนดีกว่า” นภัทรว่าเสียงเรียบ ไม่สบตา
คิมขมวดคิ้ว แน่ชัดว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจพูดคุย หล่อนเลยเลิกคิ้วสูง ก้มหน้ากดมือถือเตรียมเรียกรถกลับบ้าน
กรุงเทพฯ ฝนมักทำให้ทุกอย่างติดขัด รถติด สายไฟสะบัด หลายคนซุกตัวรอฝนซา ทว่านิ้วของคิมกดเรียกไรด์ผ่านแอปฯ ไม่ได้ สัญญาณเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดจากไฟฟ้าที่ตัด ๆ ต่อ ๆ
นภัทรยืนมองฝนหน้าประตูอาคาร มุมปากหนากระตุกเมื่อเห็นรองเท้าส้นสูงของคิม หญิงสาวสังเกตสายตานั้นแล้วพูดติดขัด “มองอะไร?”
“รองเท้าแบบนั้น เดินตากฝน ไม่โอเคหรอก” เสียงเขาทุ้มต่ำ มันไม่ได้เจตนาเหน็บแนมเท่าไหร่ แต่ความตึงยังกรุ่นอยู่
คิมเลยหัวเราะห้วน “มันก็แค่น้ำ ไม่ใช่น้ำกรด นายไม่ต้องห่วง”
นภัทรมองระยะถนนที่เปียกฉ่ำ “ผมเดินทางนี้ นายอยากมาก็มา” เขายักไหล่ดึงฮู้ดขึ้นพร้อมก้าวเท้า คิมลังเล แต่มองแล้วทั้งรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์คิวก็ว่างเปล่า หล่อนกัดฟัน เดินตามคนที่เกลียดเข้ากระดูก
เสียงส้นสูงกระทบทางเท้าดังป๊อก ๆ ฝนซัดกางเกงและชายเสื้อจนชื้นเสียทรง ทั้งสองเดินเคียงข้างแบบอึดอัด ในระยะที่แต่ละฝ่ายต่างตึงเครียดไม่เอื้อนเอ่ยคำ
“นายทำไมไม่ชอบฉัน?” คิมโพล่งออกมา หลังจากเดินเงียบไปพักใหญ่ ฝนกราวอยู่ กระทบพื้นเสียงดัง แต่ในความเงียบของสองคน มันเหมือนเสียงรองรองใจต่างฝั่ง
นภัทรเหลือบตา ชะงักดูท่าทางกำลังลังเล “เหมือนจะชอบ…มันก็ไม่ใช่ เหมือนจะไม่ชอบ…มันก็ไม่ถึงขั้น”
คิมมองชายหนุ่มอย่างทดสอบ เธอแกล้งหัวเราะ “นามธรรมจัง”
“ก็เหมือนเราทำงานด้วยกัน” นภัทรเงียบครู่ “ฉันรู้สึกว่าคุณจะแข่งขันตลอด”
คิมได้ยินดั่งเข็มตำ หล่อนสบตา “บางทีก็ขี้เกียจจะแข่งเหมือนกัน”
เสียงฝนซาขึ้นนิดหน่อย ในจังหวะนั้น ทั้งสองมองหาทางลัดเข้าซอยแคบใต้แสงไฟสีส้ม ทั้งสองเข้าไปในร้านข้าวต้มริมทางเพราะเท้าเปียกชุ่มและเหน็บหนาว
กลิ่นข้าวต้มร้อนโชยมา พร้อมเสียงจานกระทบกัน สายตาคนในร้านแอบมองคนหนุ่มสาวที่ดูไม่ค่อยสนิทนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน
“จะกินไหม?” นภัทรถามเสียงไม่แน่ใจ คิมพยักหน้าสั้น ๆ หล่อนวางกระเป๋าอย่างเก้กังแล้วพึมพำ “รู้ไหมว่าคนที่บ้านฉันชอบถามเรื่องนาย”
“ทำไมต้องถาม?”
“เพราะวัน ๆ ฉันกลับบ้านดึก กินข้าวกับครอบครัวน้อยมาก…” หล่อนนิ่ง ก่อนพูดเบา ๆ “บางทีพวกเขาห่วง แต่ฉัน…เหนื่อยจะตอบ”
นภัทรเอื้อมมือไปเขี่ยข้าวในช้อน “ฉันเองก็ไม่ค่อยได้เจอแม่เลย” เขาหยุด เหลือบตาดูปฏิกิริยา
“บ้านนายเป็นไง?” คิมถามอย่างระวัง ชายหนุ่มกลืนข้าวหน้าตึง หล่อนจับไหววูบหัวใจทันที
“พ่อเราเป็นคนเข้ม… เขาไม่เคยเห็นด้วยกับอะไรที่เราคิดเลย”
ความเงียบโรยบนโต๊ะข้าวต้มกลางฝน กลิ่นไออุ่นข้าวซดดับความหนาวอยู่ชั่วขณะ
“ช่วงมหา’ลัย ฉันเคยจะลาออก” คิมเอื้อนเอ่ยเบา ๆ “เพราะสอบตกตลอด…” เธอยิ้มฝืน นภัทรมองแต่ไม่ถามต่อ
ทั้งคู่กินข้าวเงียบ ๆ ฟังเสียงฝนที่ตีหลังคาเหล็ก กลิ่นความลับจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง
หลังจ่ายเงิน ทั้งสองเดินกลับคอนโด กลางซอยที่เงียบแสงไฟ คิมก้าวพลาดลื่น นภัทรรีบคว้ามือไว้ หล่อนหน้าแดงแต่รีบชักมือกลับ
“ขอบใจนะ” คิมกระซิบ
“พรุ่งนี้นายก็ล้ออยู่ดี” นภัทรหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อน สองคนเดินเคียงข้างกันต่อในความเงียบเปียกฝน
ถึงคอนโด ต่างคนแยกขึ้นห้องโดยไม่ได้พูดอะไรกันมากขึ้น ความตึงเครียดระคนอุ่นวาบในหัวใจแต่ละฝ่าย
วันต่อมาในออฟฟิศ ทั้งสองเริ่มเอ่ยทักทายกันมากขึ้น แม้จะมีหยอก มีแขวะ แต่สายตาแลกกันคล้ายมากกว่าเกลียด หากใครหนึ่งต้องประชุม หรือติดภารกิจ อีกฝ่ายจะช่วยเหลือหรือเตรียมเอกสารไว้เสมอ แม้ความสัมพันธ์ดูธรรมดาต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน
สองเดือนผ่านไป นภัทรและคิมต้องร่วมโปรเจกต์เดียวกัน คิมเป็นหัวหน้าทีม นภัทรดูแลฝ่ายออกแบบ ทั้งสองขัดแย้งกันเรื่องคอนเซ็ปต์งาน คิมต้องการความโดดเด่น ทันสมัย ส่วนหนุ่มอีกคนมองเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้
“นายไม่เคยปล่อยให้ใครคิดเองใช่ไหม?” นภัทรพูดห้วน ๆ เมื่อตรวจไฟนอลแบบ
“แล้วนายล่ะ พูดกับใครก็น้ำเสียงแบบนี้?” คิมประชดตีสีหน้า
หัวข้อประชุมกลายเป็นข้อถกเถียงเงียบ ๆ ใต้เสียงคีย์บอร์ด ทั้งสองหรี่เสียงลง พอเพื่อนร่วมทีมออกจากห้องประชุม ความเงียบโรยในอากาศ
“ฉันแค่…อยากให้มันดีที่สุด” คิมค่อย ๆ ลดเสียง
นภัทรยอมละมือออกจากแบบ “ฉันก็แค่กลัวล้มเหลวอีก” เขาหลุบตา คิมถึงกับชะงัก
“นายคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันไร้ประโยชน์เหรอ?” หล่อนเสียงสั่น
“เปล่า ฉันแค่…กลัว ประวัติศาสตร์มันซ้ำ” นภัทรเว้นจังหวะ “ฉันเคยทำโปรเจกต์พังมาก่อน จนทีมแตก”
เผยแววเปราะบางที่ไม่ค่อยเห็นจากชายหนุ่ม คิมมองเขานิ่งอย่างเข้าใจเป็นครั้งแรก เธอลองเปลี่ยนวิธีคุย ปรับรายละเอียดแบบงาน ทั้งสองช่วยกันจนส่งโปรเจกต์ได้ทันและสำเร็จ เสียงหัวเราะเบาจาง ๆ แทรกกลางสายฝนวันถัดมา
วันหนึ่ง คิมบังเอิญได้ยินนภัทรพูดโทรศัพท์กับแม่ เขาย้ำว่า “ผมไม่ได้กลับไปเรียนหมอ” น้ำเสียงขมขื่นสั่นเครือ หล่อนเห็นรอยร้าวในใจที่เขาไม่เคยให้ใครเห็น
หลังเลิกงาน คิมเลือกเดินไปเงียบ ๆ อยู่ข้างเขาใต้ต้นไม้ในสวนหย่อม อาคารสูงบดบังแสงสุดท้าย
“บ้านนายอยากให้นายเป็นหมอเหรอ?”
นภัทรนิ่งนาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “ฉันสอบติด แต่ไม่ไหว ฉันเบื่อชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์เลือก”
คิมลดเสียงดัง “เข้าใจนะ…ฉันก็หนีจากความคาดหวังคนอื่นมาตลอดเหมือนกัน”
บทสนทนานั้นวาดบางสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างสองใจ คืนต่อมาเกิดตลาดนัดคอนโด ทั้งสองเดินซื้ออาหารต่างคนต่างมือเปียกข้าวโพดปิ้ง นภัทรหลุดหัวเราะเสียงแหบ “ยังไม่เคยกินอะไรกับนายโดยไม่ทะเลาะกันเลย”
คิมยิ้ม หล่อนเงียบไปชั่วขณะก่อนพูดช้า ๆ “ก็…ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องแข่งกับนายตลอด”
“คนเหมือนกัน มันก็กลัวซ้ำรอย”
“ฉันกลัวล้มเหลวเหมือนกันนะ”
ต่างฝ่ายต่างยิ้มขื่นขม ทว่าคืนวันนั้น นภัทรได้รับอีเมลรับเข้าเรียนต่ออินเตอร์ทำให้ทั้งสองเริ่มห่างกัน เขาต้องคิดตัดสินใจ คิมรู้สึกเหมือนถูกทิ้งกลางสายฝน
ทั้งคู่แทบไม่พูดคุย หลายคืนต่อมาในวันที่ฝนตกหนักกว่าเดิม คิมนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง ห้องที่เคยอบอุ่นเหมือนหนาวขึ้นอย่างรวดเร็ว
โทรศัพท์สั่น คิมลังเลแต่รับ สายจากแม่นภัทร ถามไถ่ถึงลูกชาย “เค้าตัดสินใจยาก แต่ก็ยังกลัวผิดพลาดเหมือนเดิม”
คิมกดวางตัวเองลุกขึ้นเดินบนระเบียง เสียงฝนตกกระแทกใจ หล่อนหยิบร่มออกไปตามหานภัทรที่สนามข้างคอนโด
เขายืนอยู่ เปียกปอน คิ้วขมวดหลุบตา คิมเดินเข้าไปใกล้ เสียงฝนดัง ไม่แน่ใจจะเริ่มยังไง
“ฝนแรงอีกแล้ว”
นภัทรพยักหน้า ไม่พูด หล่อนลังเล มือแนบร่มไม่มั่นคง
“นายจะไปจริงเหรอ?”
“คงต้องลองดู ถ้าไม่ลอง…คงไม่รู้” เขากระซิบ เสียงเหนื่อยล้าแฝงความหวังบางเบา
คิมขบปาก “ฉันไม่รู้จะอยู่ตรงนี้ยังไงถ้าไม่มีนาย”
ความเงียบแตกซ่านระหว่างเสียงฝน ทั้งสองมองตากัน นภัทรเอื้อมจับมือหล่อนเป็นครั้งแรก
“แล้วนายจะรอไหม?”
คำถามนั้นเหมือนไม่มีคำตอบ หล่อนนิ่งงันก่อนกลั้นน้ำตา นานทีจึงกดหัวเบา ๆ พึมพำ “จะรอ…แต่ถ้านายกลับมาก็ห้ามปล่อยให้ฉันกลัวอีก”
นภัทรหัวเราะทั้งน้ำเสียงเศร้า “ฉันกลัวเหมือนกัน”
ฝนยังไม่หยุด แต่ระหว่างสองใจเหมือนมีช่องว่างใหม่ให้เติมเต็ม
หลายเดือนต่อมา เมล์ฉบับหนึ่งจากนภัทรถึงคิม พร้อมภาพวิวเมืองต่างแดน เขาบอกว่า “เจอเรื่องยาก ต้องขอบคุณที่ช่วยให้กล้าตัดสินใจ”
คิมนั่งอ่านข้อความนั้นใต้สายฝนกรุงเทพฯ ยิ้มทั้งน้ำตา หล่อนเริ่มเป็นหัวหน้าทีมที่มั่นใจ กล้าตัดสินใจและรับฟัง
หนึ่งปีถัดมา คิมนั่งกินข้าวต้มในร้านเก่า เสียงฝนโปรยบางเบา ประตูร้านเปิดออก นภัทรยืนอยู่ในร่ม เลือกนั่งตรงข้าม หล่อนนิ่ง สายตาเขาเต็มไปด้วยคำถามไร้เสียง
“ฉันมาแล้ว…”
ทั้งสองยิ้มจาง ๆ ก่อนคิมจะพึมพำ “ถ้ามัวแต่กลัว คงไม่ได้เจอกันแบบนี้” หล่อนจับมือเขาแน่น ฝนโปรยบางเบาราวกับฤดูเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ