เพลิงสายหมอกแห่งดอร์ฟินา
เสียงระฆังอันแผ่วเบาดังขึ้นสามครั้งกลางหมู่บ้านดอร์ฟินา หมอกจัดขาวขุ่นพร่าเลือนจนมองไม่เห็นกระทั่งรั้วบ้านตัวเอง เฟรย่า เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดผมยุ่ง เงี่ยหูฟังเสียงตะโกนของคนเฒ่าที่เดินตรวจตราตอนพลบค่ำเทียบเคียงกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของน้องสาวแมวป่า—ลิลลี่ซึ่งหายไปข้ามคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าเพิ่งออกนอกบ้าน! หมอกวันนี้หนากว่าทุกที!” เสียงคุณตาอิมโมเนลร้องข้ามลานบ้าน แต่ไม่มีใครรับคำ มิหนำซ้ำเด็กชายอีกฝั่งยังหัวเราะเยาะเพื่อนที่วิ่งหนีหมอกจนสะดุดล้ม
เฟรย่าเดินกระทืบเท้าผ่านรั้วไม้ โยนไม้กวาดในมืออย่างหงุดหงิด เสี้ยววินาทีเขาหูไวได้ยินเสียงน้องสาวกระซิบเรียกเขาแผ่ว ๆ จากหมอกหนาทึบ เบาบางเหมือนเสียงจริงหรือกลอุบายนักลวง หัวใจเขาตุบตับแรงจนมือสั่น
แม่เดินมา ประคองไหล่ “เฟรย่า พ่อห้ามลูกนะ…เดี๋ยวลิลลี่คงกลับเอง”
“แม่ก็เห็น หมอกนี่มันไม่ปกติ พวกเขาว่ามีเงาเดินในนั้น”
แม่ไม่ตอบ ถอยห่างไป แววตาเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่เฟรย่าจับต้องไม่ได้ หัวใจเฟรย่าร้อนรน เมื่อถูกอดีตไล่ล่า—เสียงพ่อเอะอะกับแม่ คำพูดที่ปะทุทุกครั้งที่ลิลลี่ทำผิด แล้ววันนี้ลิลลี่ก็ไม่กลับ
เฟรย่าเดินลัดไปโรงเก็บวัว เจ้าของเสียงหัวเราะนั้นยังขำคิกอยู่ เฟรย่าเดินปรี่เข้าไป กระชากไหล่เด็กชายชื่อโรวัน “แกเห็นลิลลี่ไหม!”
“ไม่มีใครโง่พอจะเข้าไปในหมอก นอกจากน้องแก” โรวันสบตา ขำ ๆ แต่สายตาว่างเปล่า มีทั้งเย้ยหยันและกลัวเหมือนกัน
เฟรย่ากัดฟัน ทิ้งเพื่อนตรงนั้น หัวใจเขาอดคิดไม่ได้ เขาเองหรือเปล่าที่เคยไล่น้องจนร้องไห้ วันนั้นเองที่ทำให้น้องกล้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนี้
เสียงประตูบ้านแกว่งอืดอาด ทุกคนต่างปิดไฟ ปิดบานหน้าต่างแน่น กลัวหมอก กลัวเงาคืนปีศาจ กลัวอดีตที่ไม่มีใครบอกตรง ๆ
เฟรย่าตัดสินใจ เขาเดินฝ่าหมอกออกจากบ้าน ไฟในหมู่บ้านริบหรี่ ๆ ส่องเงาเฟรย่ายาวเฟื้อยและเพี้ยนมัว เบื้องหน้าคือเส้นทางเข้าเขตป่าลึก เสียงนกกลางคืนขรมปนเสียงแหวกหมอก เส้นทางนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อเดียว—ตรอกหายสาบสูญ
หมวกผ้าวิ่งตกจากหัว เฟรย่าเดินย่ำอย่างลังเล มือกุมมีดเก่า ๆ ของพ่อแน่น เดินไปไม่ถึงสามก้าว เขาได้ยินเสียงกิ่งไม้แหลมขูดกันเบา ๆ เสียงนั้น ถ้าเป็นคืนปกติคงไม่น่ากลัว แต่ค่ำคืนนี้ทุกอย่างดูเข้าข้างปีศาจ
เขาพยายามข่มใจหยุดฟัง เงาของเด็กผู้หญิงเส้นผมพันกัน กำลังยืนหันหลังให้เขา “ลิลลี่!” เขาตะโกนสุดเสียง แต่เด็กคนนั้นสะดุ้ง ตัวสั่น ก่อนวิ่งหายเข้าไปในหมอก
เฟรย่าไล่ตามเท้าเปล่า หัวใจแต่ละจังหวะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกลัว เสียงฝีเท้านั้นเบาลง เขาลื่นล้ม ฝุ่นดินติดมือและเลือดซิบที่หัวเข่า
เสียงเพื่อนสนิท ไอแซล เดินมาถึง เอ่ยเสียงอู้อี้ “ข้ารู้นะว่าแกจะออกมาตามหาลิลลี่…ลุงข้างบ้านว่าเห็นเด็กกับเงาดำเดินเข้าไปอีกป่า”
เฟรย่าหอบหายใจ “แกตามมาทำไม”
“ข้ากลัวปล่อยให้แกตายคนเดียว ข้าชอบเล่าเรื่องผี แต่ข้าไม่อยากกลายเป็นผีซะเอง”
ทั้งคู่เดินเคียงกัน เฟรย่าหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้าข้าตายได้ซะก็ดี จะได้ไม่ต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะ ไม่ต้องรู้สึกผิดที่เคยผลักลิลลี่ล้ม”
ไอแซลเงียบ แล้วพึมพำ “งั้นแกจะให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนไหม”
เฟรย่ากลั้นสะอื้น “ข้าไม่รู้ว่าหมอกนี้มันหลอกหรือฆ่าคน แต่คืนนี้ข้าจะต้องเอาตัวลิลลี่กลับบ้าน”
หมอกหนาขึ้น อากาศเย็นเฉียบจนผิวแสบ แขนเฟรย่ากอดตัวเองแน่น เขาเห็นชายชรานั่งข้างหลุมไฟริมป่า ชายชรานั้นนั่งนิ่ง สีหน้าเหมือนซากศพที่ยังหายใจ
ไอแซลกระซิบ “นั่นตาเฒ่าเฟิร์น…เขาว่าเคยเห็นสิ่งต้องห้ามในหมอกแล้วกลายเป็นบ้า”
เฟรย่าตัดสินใจเดินเข้าไปหา ตาเฒ่าเฟิร์นเผยอปาก “ลูกชายข้าเคยวิ่งเข้าไปแบบพวกเจ้า…หมอกนี่มันไม่ใช่หมอกธรรมดา”
“แล้วมันคืออะไร”
“มันคืออดีตของทุกคน…มันกินคนที่โกหกตัวเอง”
เฟรย่าสบตาตาเฒ่า ก่อนหันกลับเดินต่อ ไอแซลตาม เงียบไปครู่ “งั้นถ้าเรากลับใจล่ะ มันจะปล่อยเราไหม”
เฟรย่าไม่ตอบ มือกำมีดแน่นกว่าเดิม หัวใจเขาสั่นระริก ไม่กล้าตอบว่าตัวเองเคยโกหกอะไรมาบ้าง
เสียงแหล่บ ๆ ของรองเท้าติดโคลนดังแทรกกลางป่า ทั้งสองหยุดเดิน เห็นรอยเท้าเล็ก ๆ วิ่งลอดต้นไม้พุ่มต่ำ เฟรย่าตะโกนอีกครั้ง “ลิลลี่!” คราวนี้มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ตอบกลับมา
ไอแซลมองหน้าเพื่อน “แกแน่ใจนะว่าอยากรู้ว่าร้องเสียงนี้ใช่น้องแกแน่”
เฟรย่าก้มต่ำ เสียงน้องเขายังดังต่อเนื่อง “เฟรย่า ช่วยด้วย…พาหนูออกไปที”
สองคนเดินลึกเข้าไป เจอเสื้อเชิ้ตเด็กหญิงแขวนบนกิ่งไม้ เฟรย่าหยิบมันขึ้นมาดม—กลิ่นกลัว กลิ่นบ้านที่ไม่ได้กลับ
ไอแซลถอนหายใจ “เราอาจต้องรอถึงเช้าเพื่อหาทางออก”
เฟรย่าเท้าเปียกน้ำค้าง เดินต่อ ละสายตาจากเสื้อผ้าเด็กหญิงอย่างห่วงหา เสียงหมอกทวีคูณหนาวเย็นพัดเข้ามา…พลันทั้งหมู่บ้านเหมือนสะท้อนอยู่หน้าตาเขาเอง เงาทะมึนในหมอก แว่วเสียงคนทะเลาะ เสียงเด็กหัวเราะจิกกัด เสียงสำเนียงของลุงที่เคยกล่อมเพลงนอน การเดินทางครั้งนี้มันไม่ใช่แค่หาน้องสาว มันคือการหาทางรอดออกจากอดีตและความกลัวในใจตัวเอง
เสียงนกร้องปลุกหมู่บ้านยามเช้าปลอดหมอก ทุกคนตื่นตระหนกที่เฟรย่าและไอแซลหายตัวไปด้วย ลุงบ้านข้างเคียงเริ่มเคาะประตูถามข่าว ข่าวลือเริ่มปะทุจากร้านน้ำชา “หมอกกินเด็กไปอีกสอง…แบบเดียวกับที่กินลูกชายตาเฟิร์น”
แม่ของเฟรย่านั่งร้องไห้กลางบ้าน พ่อยืนกอดอกแน่น ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงเสียงนาฬิกาดังติ๊ก ๆ
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกลับบ้าน ฝุ่นคลุ้มเช้า น้องลิลลี่โผล่หน้าดำจากหมอก ใบหน้าแดงก่ำและร้องไห้ เธอพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง แต่พูดไม่ออก
พ่อรีบวิ่งไปอุ้มน้อง ลิลลี่สั่นเทา “เฟรย่า…เฟรย่าติดอยู่ข้างใน…เขาบอกให้หนูออกมาก่อน…เขาบอกว่าหมอกนั้นชอบคนโกหกตัวเอง”
แม่หน้าซีดขาว เธอกระซิบ “เฟรย่า…เจ้าโกรธเกินไป โกรธจนนำเงาเข้าหมอก”
ณ กลางหมอกหนา เฟรย่านั่งคุดคู้กับไอแซล เงาสะท้อนอดีตปรากฏเต็มไปหมด—คืนที่เขาทะเลาะกับลิลลี่ เสียงแม่ร้อง ทั้งหมดวนซ้ำไปมา
ไอแซลพยายามปลอบ “ข้าเองก็อยากหนีอดีตนะเฟรย่า แต่ถ้าเราไม่ยอมรับ มันจะตามหลอกเราทุกคืน”
เฟรย่าสะอื้น “ข้ารู้ แกจะให้อย่างไร ให้ข้ากรีดแผลใจตรงนี้ออกมั้ย”
เสียงหมอกตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะเย็นยะเยือก เฟรย่าตั้งใจยอมรับว่าเขารักน้องสาว ทั้งที่เคยพลั้งมือผลักเธอ ทั้งที่กลัวตัวเองเปลี่ยนไปเหมือนพ่อ…
หมอกเบิกทางขาวเบาบาง เฟรย่าร้องไห้เสียงดัง นั่งฟุบลงกับพื้น ไอแซลแตะไหล่เบา ๆ “เจ้าทำถูกแล้ว…ข้าก็มีเรื่องอยากพูดเหมือนกัน…ข้าเคยอิจฉาเจ้า”
แสงแดดแรกปรากฏกลางป่า หมอกหายไปจนหมด เฟรย่าและไอแซลเดินกลับหมู่บ้าน เฟรย่าเห็นพ่อนั่งรอ น้ำตาคลอเบ้า แม่วิ่งเข้ากอดเขาแน่น ไอแซลยิ้มแหย ๆ “ข้าว่าต่อไปข้าจะเลิกอวดเก่งกับน้องสาวข้าละ…”
คืนนั้นทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดเรื่องหมอกอีก แต่ทุกคนรู้ว่าความผิดพลาดและอดีตอาจหนักค้างในหมอกได้ตลอดไป
เฟรย่ากอดลิลลี่ สบตาแม่แล้วพูดเบา ๆ “ขอให้หมอกนี้มีได้แค่ในอดีต…ไม่ใช่อนาคตของเรา”