สายหมอกแห่งยมทูตา
สายหมอกโอบรัดเมืองอัลทาน่า ริมชายทะเลในเช้าตรู่จนไม่มองเห็นเส้นขอบฟ้า มีแต่เงาร่างมัวซัวของบ้านเรือน ป้ายร้านค้า หน้าต่างบานฟ้าซึ่งสะท้อนแสงไฟหม่นของท่าเรือ ควันร้านข้าวต้มลอยทับกับสายหมอกจนแยกไม่ออกว่าอันไหนคืออากาศ อันไหนคือกลิ่นอาหาร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อามินต์ ลินานท์ หญิงสาววัย 17 เดินก้มหน้าเลียบถนน เธอใส่กางเกงขาสั้นเก่าเสื้อฮู้ดสีดำ รองเท้าผ้าใบขาดปลายข้างหนึ่ง มือซุกกระเป๋าแกว่งกุญแจเตือนใจในมือ แววตาเคร่งเครียด ลมหายใจอุ่นไล้สายหมอก เธอมองถนนอย่างระวังราวคนถูกล่า
เสียงสั่นจากโทรศัพท์ดังขึ้นในกระเป๋า เธอล้วงออกมาดู เห็นข้อความจาก “คุณแม่”: “กลับบ้านด้วย อย่าเข้าไปใกล้ท่าเรือตอนนี้นะลูก” อามินต์เม้มริมฝีปาก ลบรอยน้ำตาที่จะแตกออกมาไม่ได้ เธอบีบโทรศัพท์แน่นแต่ก็เลือกปิดเสียง แล้วเดินเร็วขึ้น มุ่งสู่ร้านเหล้าเก่าใกล้ตรอกท่าเรือ
ในร้านโคมขาว ตะเกียงแขวนแกว่งเหมือนจะหล่น มุมห้องมีเด็กหนุ่มผมขาวอมเงิน นั่งหลังตรง ดวงตาสีเทาในม่านหมอกสูบบุหรี่ เฝ้ามองประตู เขาเงียบจนดูแตกต่างจากลูกค้ากินเหล้า กิริยาสุภาพแต่แววตาเต็มไปด้วยความรู้มากเกินวัย
อามินต์ก้าวเข้าไป วางกุญแจตึงลงบนโต๊ะ เสียงทุ่มน้อย ๆ ของเด็กหนุ่มดังขึ้น “เธอมาสาย” เขายิ้มเจือจาง “พอใจแล้วเหรอที่จะฝ่าหมอกมาเจอคนตาย?”
เธอสวนทันที “ถ้าคุณจะช่วยฉัน คุณต้องไม่ถาม…แค่บอกมา มีกี่ศพ?”
เสียงคนในร้านเบาลง ลูกค้าบางคนชำเลืองอย่างกลัว ๆ บรรยากาศหดตัว เด็กหนุ่มขยับมือรูปทรงประหลาด: เขาคือ “กาเร็น” ยมทูตใหม่แห่งรอบเขตหมอก ที่ถูกส่งมาเฝ้าดูความผิดปกติในเมืองนี้
“วันนี้แค่หนึ่งที่ท่าเรือ” กาเร็นตอบเบา ๆ มองเธอด้วยสายตาที่อ่านความทุกข์ใจลึกซึ้ง “แต่เมื่อคืน…เราต้องคุยเรื่องศพบ้านเธอ”
อามินต์กัดฟัน เสียงเคียวเงียบในหัวกังวาน เธอสบตา “ถ้ามันเป็นเรื่องเดิม…ฉันไม่อยากฟัง”
กาเร็นขมวดคิ้ว ลมหายใจเย็นเฉียบ ฟังดูเหมือนคำเตือนมากกว่าเห็นใจ “ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องเห็นความจริง”
เธอจ้องหน้าเขาท่ามกลางเสียงหลอดไฟแตกกระทบ ผนังร้านสั่นไหวราวสายหมอกขยับ มือของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามรักษาน้ำเสียง “ฉันแค่…อยากให้แม่ไม่ต้องร้องไห้”
กาเร็นเหยียดยิ้ม เฉียบคม “บางที…น้ำตาเธอก็ไม่ช่วยอะไรหรอก” เขาลุกขึ้น ดึงเสื้อโค้ทคลุมไหล่ เงาของเขาดูยาวผิดธรรมชาติ อามินต์ลังเลแต่เดินตามเขาออกจากร้าน สายหมอกกลืนร่างทั้งสองไว้
เมื่อถึงตรอกท่าเรือ กาเร็นหยุด เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากแม้จะไม่ได้กลัวศพ แต่เพราะคลื่นพลังงานบางอย่างลอยอ้อยอิ่งในอากาศ อามินต์ยืนนิ่งห่างจากเทปเหลืองที่กั้นจุดเกิดเหตุ ศพชายวัยกลางคน นอนคว่ำหน้ากับพื้นท่ามกลางน้ำเค็ม เลือดละลายปนกับหมอก ตำรวจสองนายในเครื่องแบบสวมหน้ากากกันหมอก ตรวจสอบพลางถกเถียง
เจ้าหน้าที่นามว่าสิบตำรวจโทพศิน ซึ่งเคยรู้จักกับพ่อของอามินต์ มองมาเห็นเธอ “ลินานท์ อย่าเข้ามา”
อามินต์ตอบเสียงสั่น “หนูแค่อยากรู้ว่า…มันใช่คนที่คิดไหม” เธอหลบตา กาเร็นแทรกพูดเบา ๆ “เขาเป็นญาติคุณเหรอ”
เธอเงียบไปนาน สุดท้ายจึงกระซิบ “ถ้าเขาคือ…อาของฉัน บางทีเขาจะรู้เรื่องพ่อ”
พศินชะงัก หันไปทางกาเร็นที่เงียบขรึม “เพื่อนหนูหรือ?”
กาเร็นสบตานิ่ง “ผมมาเพื่อดู… ว่าคดีนี้เกี่ยวอะไรกับอดีตของเธอ”
พศินทำสีหน้าสงสัยแต่ไม่ซักไซ้ หมอกหนาขึ้นจนคนจากข้างนอกมองไม่เห็นอะไรเลย
ขณะที่เจ้าหน้าที่เข็นศพขึ้นเปล กาเร็นพิงกำแพง มือข้างหนึ่งลูบบาดแผลที่ข้อมือซึ่งไม่มีใครทันสังเกต แผลสีซีดสว่างวับวับ
“ทุกคนในเมืองนี้โกหกหมด” กาเร็นพูดเบา ๆ ราวกับบ่นกับตัวเอง “รวมทั้งยมทูต…”
อามินต์เคลื่อนตัวเข้าใกล้ศพ มองหาสร้อยคอห้อยเหรียญที่คล้ายของพ่อ สายตาตำรวจจับจ้อง เธอแกล้งสะดุดพื้นเปียก พลิกศพเห็นเหรียญเล็ก ๆ รอยยิ้มเศร้าเฉียดริมฝีปาก เธอไม่พูดอะไรอีก
หลังจากนั้นอามินต์และกาเร็นเดินตามกันออกมายังตรอกเงียบ กาเร็นเอ่ยขึ้น “มันไม่ใช่อาของเธอ…เขาแค่ใส่เหรียญแบบเดียวกัน”
อามินต์หยุดกะทันหัน “ที่ฉันเห็นเมื่อคืน…ในบ้าน…เลือด…คุณรู้ไหมมันคืออะไร”
กาเร็นถอนใจ มองเธอด้วยความเศร้า “ถ้าเธอยังไม่พร้อมอย่าคุยเลย”
อามินต์พึมพำ “บางที…ฉันควรกล้าพอจะรู้สักที”
เสียงระฆังโบราณจากอารามด้านบนภูเขาดังก้อง เมืองทั้งเมืองสั่นสะท้าน อามินต์กับกาเร็นหันไปเจอม้าไร้นามสีขาวยืนจ้องอย่างไร้อารมณ์
“ยมทูตตัวจริง?” อามินต์กระซิบ กาเร็นหัวเราะ “มีแต่คนโดนจ้อง…ไม่มีใครอยากเป็นผู้จ้องกลับ”
เฟรย์ ชายร่างใหญ่ในเสื้อฝุ่นสีเทา อดีตเพื่อนสนิทพ่ออามินต์ เขาเดินมาอย่างระแวดระวัง “อามินต์ กลับบ้านเถอะ กลางสายหมอกไม่ปลอดภัย”
“หนูต้องรู้ก่อน ว่าคนที่อยู่ข้างบ้านหนูเขา…ฆ่าใคร” เธอเสียงแข็ง
กาเร็นเสริม “ที่บ้านหลังนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่” เฟรย์กัดฟันแน่น “อย่า… อย่าสงสัยคนในครอบครัวตัวเอง”
สายหมอกเริ่มข้นคลั่กจนแทบกลืนทั้งสามคน กลิ่นทะเลอับชื้นเปลี่ยนเป็นหอมเหล็ก อากาศหนาวเหมือนขั้วโลก ทั้งหมดหันขวามองหน้ากัน กาเร็นป้องมืออย่างระวัง “มันมาแล้ว”
กลางหมอก เงาดำรูปเด็กผู้ชายผมบลอนด์ก้าวออกมาอย่างช้า ๆ ใบหน้าไร้อารมณ์ ดวงตากลมโต “ทำไมไม่ลืมอดีตไปซะที”
อามินต์หน้าซีด “นั่น…คือน้องที่ตายไป…” เฟรย์ยืนขวางหน้าเธอ
กาเร็นเหมือนจับอะไรได้ “เธอเห็นใครบางคนในหมอกได้สินะ”
เด็กชายเดินมาใกล้ เสียงหัวเราะเซ็งแซ่เหมือนมาจากใต้ทะเล อามินต์น้ำตาไหล กาเร็นวางมือบนไหล่เธอ “ไม่มีอะไรทำร้ายเธอได้ ยกเว้นอดีตที่ยังไม่ให้อภัยตัวเอง”
เสียงกระจกแตกจากบ้านข้าง ๆ ทั้งสามหันขวับ อามินต์คว้ากุญแจวิ่งเข้าไปในบ้านเก่าตัวเองทันที กาเร็นตามติด เฟรย์กระทืบเท้าตามช้า ๆ
บ้านเย็นชืดไร้ผู้คน กลิ่นเลือดแหลม เสียงกุกกักจากชั้นบน ภาพในความคิดวนกลับมา—รอยเลือดบนพรม รอยนิ้วมือบนบานหน้าต่าง ประตูห้องนอนเปิดแง้ม เบื้องหลังแสงไฟลาง ๆ มีเงาคนยืนก้มหน้า
อามินต์หยุด มือสั่น หันไปมองกาเร็นอย่างพึ่งพิง “ถ้าฉันเข้าไป…”
กาเร็นตอบเรียบ “บางที…นี่คือคำตอบสุดท้ายที่เธอต้องการ”
เสียงร้องในคอของเด็กชายดังวาบ อามินต์ตัดสินใจเปิดประตู เงาร่างในห้องนั้นหันมา—เป็นแม่ของเธอ ยืนร้องไห้ มือเปื้อนเลือด
อามินต์ทรุดตัวลง “แม่…ทำไม…” น้ำตาไหลหลาก
แม่พูดเสียงสั่น “หนูต้องไม่เข้าใจ…แม่แค่ปกป้องลูก…ใคร ๆ ก็พยายามเอาลูกไป แม่เลย…”
กาเร็นเดินเข้าไปช้า ๆ คำพูดอ่อนโยน “เธอต้องปล่อยอดีตแล้วนะ”
อามินต์นิ่ง มองแม่ที่สั่นระริก เธอรวบรวมความกล้า “หนูเอง…ทำให้น้องต้องตาย ใช่ไหม…”
แม่ร่ำไห้ “ไม่ใช่…น้องแค่ดื้อวิ่งลงทะเล…แม่ตามไม่ทัน…”
กาเร็นสะกิดเบา ๆ “ความตายไม่ใช่โทษ…เป็นแค่เส้นทางผ่าน”
อามินต์ปล่อยกุญแจตกพื้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ เธอกอดแม่แน่น ราวกับจะไม่ปล่อยอีก
เสียงหมอกขยับ เสียงยมทูตหัวเราะเบา ๆ “บางที…เมื่อเรายอมรับอดีต อนาคตก็จะเริ่มใหม่”
กาเร็นหันหลังออกจากบ้าน อามินต์ค่อย ๆ เดินตาม เธอเหลียวหลัง เห็นเงาร่างน้องชายยืนยิ้มที่หน้าต่าง เธอพยักหน้ารับน้ำตาไหล จนเงานั้นสลายไปกับแสงเช้าเมืองทะเล
เฟรย์ยืนรอที่หน้าบ้าน เขาชำเลืองกาเร็น “แกยังไม่จากเมืองนี้อีกเหรอ?”
กาเร็นยิ้ม “จนกว่าเงาทุกอันจะได้รับการปลดปล่อย”
เสียงระฆังดังอีกครั้ง ความทรงจำกับสายหมอกถูกลบเลือน เมืองกลับคืนสู่ความสงบ อามินต์เดินเคียงข้างแม่ เธอดูโปร่งเบากว่าที่เคย สายหมอกลอยต่ำแต่ใจเบิกบาน ความรักและการให้อภัยไหลเวียนในสายลมเย็นของอัลทาน่า เรื่องเล่าของเมือง ที่แม้แต่ยมทูตก็ติดค้างสายหมอกของอดีต—เป็นเรื่องจริงในค่ำคืนที่ใคร ๆ ก็มีเงาให้ปลดปล่อย