คืนแสงสีน้ำเงิน
เสียงคลื่นกระทบฝั่งในยามค่ำคืนของเมืองชายทะเลเล็กๆ ชื่อ ‘เจนารา’ ดังแผ่วๆ ขณะที่แสงไฟตามริมถนนส่องทาบเงาชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเดินลากเท้าทอดถอนใจ ร่างสูงผอมเงยหน้ามองยอดเสาไฟ ก่อนจะหยุดลงหน้าอู่ซ่อมเรือเก่าๆ ที่ไฟด้านหน้าเพิ่งติดได้หมาดๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงไม้กระทบเหล็กดังขึ้นด้านใน จินต์ เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสีหน้าเคร่งเครียด ตัดสินใจผลักประตูเข้าไป เจ้าของอู่หันมาสบตาเขา “กลับมาอีกแล้วเหรอจินต์ งานไม่จบหรือ”
“เปล่าหรอกลุงชัย ผมแค่…คิดอะไรไม่ออกน่ะ” จินต์พูดคำสุดท้ายแผ่วเบา
ลุงชัยถอนหายใจ พลางเดินไปหยิบแก้วเลือกน้ำฝนส่งให้ “แกนะ แค่คิดมาก นั่งเงียบเป็นผีหลอกตัวเองอยู่ได้”
จินต์รับแก้วมาดื่ม แต่มือไม้สั่น ดวงตาเขาไหวระริก มีบาดแผลเก่าๆ และความกลัวบางอย่างหลบอยู่ในนั้น
“คืนนี้คลื่นมันแปลกๆ มั้ยลุง” จินต์เอ่ยขึ้นเบาๆ พลางจ้องออกไปนอกประตู ราวกับกำลังคอยอะไรบางอย่าง
ลุงชัยพยักหน้า “ใช่ เอ็งสังเกตเห็นเหมือนกันใช่มั้ย คลื่นมันมีแสงเหมือน…ไฟฟ้าสีน้ำเงิน”
ประตูเปิดกึก วาด เด็กหญิงอายุสิบหกผมสั้น เงียบงัน กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในอู่ เธอสบตาจินต์แวบนึงแล้วเงียบกริบ “คุณลุง มีไฟฉายมั้ยคะ คืนนี้…” เหมือนจะกลืนคำท้ายลงคอ
จินต์เหลือบมองวาด เธอยื่นหน้ามองออกไปทางทะเล พริบตานั้นเอง แสงสีน้ำเงินวูบวาบตรงขอบฟ้า แล้วพลันเหมือนทะเลจะเกิดประกายไฟแปลกๆ
คนทั้งสามหยุดคุยแล้วเดินไปริมอู่ ชะเง้อมองสายฟ้าสีน้ำเงินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือทะเล เงียบกริบ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงกับเสียงคลื่นฝาดังขึ้นเรื่อยๆ
วาดขยับเข้าไปใกล้จินต์ เธอกระซิบ “ไม่ใช่ฟ้า…มันมาแล้ว”
จินต์งงกับคำพูดเด็กสาว แต่ยิ่งจ้องนานเข้า แสงสีน้ำเงินในทะเลยิ่งเข้มขึ้น เหมือนมันคลี่ตัวลากเส้นจากฟากฟ้าถึงผิวน้ำ ทุกคนยืนนิ่ง ราวกับเวลาถูกหยุด
ลุงชัยตัดสินใจปิดประตู “จะไม่เสี่ยง ออกไปคืนนี้…ไม่”
จินต์ขัดจังหวะ “แต่ลุง วันนั้น…สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้า มันใช่มั้ย?”
เสียงเงียบสนิท วาดก้มหน้าเลี่ยงสายตา เงามืดบางอย่างแผ่กลืนตัวเข้าอู่ ราวกับคนสามคนกำลังถูกจับตามองโดยสิ่งที่เกินคาดเดา
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงแก้วหล่นจากมือจินต์แตก ลุงชัยผวา วาดสะดุ้ง กระแสไฟฟ้ากระชากแสงในอู่ดับวูบ ทุกอย่างดำมืด
“ไฟไปแล้ว…” วาดพูดขึ้นเบาๆ แต่มีความกลัวซ่อนอยู่ในน้ำเสียง
จินต์หายใจรวบรวมความกล้าก่อนเดินไปหน้าต่าง ฝนเริ่มโปรยปราย แสงสีน้ำเงินจากทะเลสาดเข้ามา จินต์กัดฟันแน่น ซ่อนมือที่เริ่มสั่น
“ฉัน…ขอกลับบ้าน” วาดพูดขึ้น เธอเริ่มถอยหลัง ประตูแง้มออกไปสู่ถนนที่ถูกชะด้วยฝน เธอมองจินต์แวบหนึ่ง แล้วย่ำฝ่าความมืดออกไป ไกลออกไปเรื่อยๆ
จินต์ลังเล เขามองหน้าลุงชัย “ลุง ส่งไฟฉายมาให้ผมได้มั้ย”
ลุงชัยถอนใจยาว ยื่นไฟฉายให้ “เอา…แต่ถ้าเห็นอะไรแปลก อย่าไปยุ่ง เด็ดขาด”
ประตูปิดลง ลมทะเลกรรโชกแปลกๆ เหมือนเป็นสัญญาณบอกเหตุไม่ดี
วาดเดินคนเดียวใต้สายฝน ท่ามกลางความเงียบงันของเมือง ริมชายฝั่งเส้นสายฟ้าสีน้ำเงินส่องวาบวูบ เธอหยุดชะงัก ก้มลงมองบางอย่างในมือ กระดาษแผ่นเก่าๆ ขอบเปื่อย หัวใจเธอเต้นแรง
เสียงฝีเท้าเร็วขึ้น จินต์เดินตามมา เขาร้องเรียก “เฮ้ เดี๋ยวก่อน วาด!”
เธอชะงัก หันหน้ากลับมาด้วยดวงตาหวาดระแวง “คุณจะตามมาทำไม”
“ฉัน…แค่เป็นห่วง” จินต์ฝืนเสียง กลบความรู้สึกผิดที่ติดค้างในตัวเอง
วาดหลบตา “ฉันไม่ใช่เด็ก คุณไม่ต้องห่วง”
เสียงสายฟ้าสีน้ำเงินเปรี้ยงใกล้ขึ้น ฝุ่นกับทรายบนชายหาดลอยขึ้นราวไร้แรงโน้มถ่วง วาดหันไปมองตู้โทรศัพท์เก่าๆ ข้างทะเล พลันไฟฟ้าช็อตวาบ ป้ายไฟสีน้ำเงินส่องค้างอยู่แป๊บหนึ่งก่อนดับลงเฉียบพลัน
“เธอรู้มั้ยว่ามันคืออะไร” จินต์ถามด้วยเสียงเคร่ง
วาดเงียบไปนาน “ฉันเคยเห็นแล้ว ครั้งหนึ่ง…”
จินต์ยืนข้างเธอโดยไม่รู้ตัว ฝนซัดสายตาให้พร่า เงาสะท้อนแปลกปลอมของแสงสีน้ำเงินในน้ำนิ่ง วาดก้มลงหยิบกระดาษยื่นให้เขา จินต์รับมาเปิดดู
“เมื่อคืนวันอาทิตย์…หลายปีก่อน…” วาดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ในกระดาษมีรอยหมึกบันทึกสัญลักษณ์กับเลขชุดหนึ่ง รูปเขียนเหมือนวงกลมซ้อนทับกัน และประโยคว่า “คืนแสงสีน้ำเงินจะนำคำตอบคืนมา”
จินต์ขมวดคิ้ว “ความหมายคืออะไร”
วาดปิดตาแน่น เจ็บร้าว “คนสัญญาจะกลับมา…พ่อฉัน เขาหายไปเมืองนี้คืนแสงสีน้ำเงิน
จินต์อ้าปากค้าง นาฬิกาเมืองดังติงต่องในขณะที่แสงสีน้ำเงินบนขอบฟ้าเพิ่มจังหวะส่องแรงขึ้น ลมหวนแรงพัดผ่านทั้งคู่ยืนเงียบไปชั่วขณะ
สัญญาณไฟฟ้าทั่วเมืองดับสนิท ผู้คนต่างแว่วเสียงคลื่นกับลมหายใจตัวเอง วาดหันมายืนประชิดจินต์ ดวงตาแข็งกร้าว “คืนนี้เราต้องไปที่ท่าเรือ ถ้าคุณกลัวก็ไม่ต้องไป”
“ฉันกลัว…” จินต์ยิ้มเศร้า “แต่ฉันกลัวตัวเองมากกว่า”
วาดค่อยๆ คลายสีหน้าตึงเครียด “พูดเหมือนรู้จักฉันดีแล้ว”
เสียงคำรามจากทะเลดังสนั่น เงาคล้ายสัตว์ขนาดยักษ์โผล่พ้นผิวน้ำ ทุกคนในเมืองเงยหน้ามองตะลึง ลมแรงซัดวาดกับจินต์ล้มลงบนผืนทราย เงาสีน้ำเงินแผ่กระจายขึ้นจากผิวทะเลราวกับม่านบางๆ
จินต์ประคองตัวขึ้น เงียบไปชั่วครู่ ขณะเดียวกันเขาตัดสินใจคว้ามือวาด “ไปด้วยกันนะ”
หญิงสาวสะดุดใจ เธอมองมือของเขา นิ้วมือสั่นไหวแต่กลับแข็งแรงมั่นคง วาดยิ้มเจือเศร้า “ขอบคุณ”
ทั้งสองลุกขึ้น วิ่งฝ่าสายฝนไปตามซอยเล็กๆ สองข้างทางมีแต่เงาวูบไหวและเสียงบางอย่างคล้ายกระซิบ
ที่จัตุรัสกลางเมือง ไฟส่องสว่างวูบวาบ เห็นเงาชายสูงโปร่งในเสื้อกันฝนสีดำ ยืนอยู่ในเงามืด เขาเอียงคอมองจินต์กับวาดพลางยิ้มละมุนอย่างคาดเดาไม่ได้
“รีบไปเสียสิเด็กๆ ก่อนที่มันจะสาย” เขากระซิบเสียงราบเรียบพลางเดินหายเข้าไปในซอย
วาดจ้องจินต์ “คุณรู้จักเขาเหรอ”
“ไม่…” จินต์เสียงสั่น เขากลืนน้ำลาย ขณะพยายามรวบรวมสติ
ทั้งสองสาวเท้าวิ่งสู่ท่าเรือ เงาเคลื่อนไปมารอบด้านบนผืนน้ำที่ลุกวาบสีน้ำเงิน วาดชะโงกหน้ามองล่อกแล่ก “ฉันแน่ใจ…พ่อฉันเคยหายตรงนี้”
จินต์วางมือลงบนบ่าเธอ “คืนนี้เราต้องหา…บางอย่างที่เขาทิ้งไว้”
ในวินาทีนั้น ฝนตกหนักและคลื่นซัดท่าเรือแทบขาด วาดหลับตาแน่น กางกระดาษแผ่นเดียวกับที่อ่านตอนแรกขึ้นเหนือหัว ราวกับต้องการสื่อสารกับใครบางคน
ประกายไฟฟ้าสีน้ำเงินวาบวูบเหนือหัว พายุหมุนก่อตัวกลางอากาศ สิ่งที่คล้ายสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ผุดขึ้นกลางทะเล ดวงตากลมสีเงินจ้องทั้งคู่จากระยะไกล
เงาไฟสีน้ำเงินจากสัตว์ประหลาดทอดยาวเชื่อมจินต์กับวาดไว้กับท่าเรือ ลมหมุนแรงขึ้น วาดร้อง “พ่อ! ถ้าคุณได้ยิน…ช่วยเราด้วย!”
จินต์ยืนนิ่ง มือจับแขนวาดแน่นจนเธอสั่นเล็กน้อย สองคนต่างหายใจไม่เป็นจังหวะ
แสงสีน้ำเงินล้อมรอบท่าเรือชั่วขณะ เวลาและเสียงสรรพสิ่งดูหยุดนิ่ง ขณะเดียวกันเงาร่างใหญ่กลับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างด้วยสายตา
ในความเงียบงัน เสียงกระซิบแผ่วเบา ราวกับมาจากใต้สำนึกของวาดดังวาบขึ้น “ให้อภัย…จงให้อภัยตัวเอง”
วาดน้ำตาไหล เธอหันมากอดจินต์แน่น “ฉันเหนื่อยมามากพอแล้ว”
จินต์โอบเธอไว้ หัวใจทั้งสองเต้นแรงราวกับแสงสีน้ำเงินนั้นกลืนกินอดีต ความฝังใจ และความเจ็บปวด
เงาสัตว์ประหลาดค่อย ๆ จางลงเป็นไอสีฟ้า พายุพัดเอาม่านน้ำออกไปทีละน้อย ปีศาจในใจสองคนก็อ่อนแอและทยอยหายไปด้วย
ฝนหยุดลงโดยอัศจรรย์ เมฆเหนือทะเลคลายตัว เมืองทั้งเมืองกลับมีแสงเงาธรรมชาติอีกครั้ง เงาคืนนั้นหุบหายเข้าไปในฟ้าสีเงินปะปนฟ้าอ่อน
วาดนั่งเงียบบนท่าเรือ จินต์นั่งเคียงข้าง เธอยิ้มจาง ๆ “ฉันคิดถึงพ่อ แต่ฉันไม่กลัวความทรงจำอีก”
จินต์สอดมือลงบนหลังมือเธอ “ฉันก็…ไม่กลัวจะล้มเหลวอีกแล้ว”
สายลมอ่อน ๆ พัดโบกเงาจาง ลำแสงเหนือทะเลเหลือเพียงเส้นขอบบางๆ สองคนลุกขึ้นเดินกลับเข้าตัวเมือง พลางเงียบงัน ไร้คำพูดใด แต่อ้อมแขนของกันและกันคือคำพูดที่แรงกว่า
เมืองเริ่มกลับมามีแสงไฟ ผู้คนเปิดประตูออกจากบ้าน สีหน้างุนงงแต่แฝงความโล่งใจ เด็กหนุ่มหญิงสาวสองคนยิ้มให้กัน เดินข้ามถนนสู่ตอนเช้าใหม่ด้วยหัวใจที่เปลี่ยนแปลง
แสงสีน้ำเงินในอดีตกลายเป็นเพียงความทรงจำและร่องรอยบางเบาเหนือขอบฟ้า — แต่ความกลัวในใจทั้งคู่พลันหายไปไม่มีวันหวนกลับ ตลอดกาล