มนตราในหอคอยลอยฟ้า
เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำดังลอดผ่านเมฆสีเทายามสาย ฝนโปรยปรายลงบนกระจกหน้าต่างรถยนต์ตู้ที่แทรกตัวไปในท้องถนนสายเก่า ปรายดาว นั่งกอดกระเป๋าผ้าใบจิ๋วบนตัก สัมผัสเย็นของหน้าต่างเตือนสติว่าเธอกำลังเดินทางจากโลกเดิม ๆ ด้วยหัวใจหวิววาบ ฝั่งตรงข้าม แม่เคียงข้างนิ่งเงียบ สายตาเคร่งเครียดสะท้อนในเงาแก้ว “ปราย… พอไปถึงแล้ว อย่าหลบมุมอีกนะลูก” ความเงียบกลับมาแทน “หนูจะพยายามค่ะ” เธอตอบเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตึกแถวเก่า ๆ ค่อย ๆ จางหาย เมฆลอยต่ำเหนือยอดไม้ ทว่าทิศทางรถค่อย ๆ สูงขึ้นไปตามทางลาดหินเขียว ฉับพลัน หอคอยกลางท้องฟ้าก็ปรากฏพร้อมพรายแสงสีเงินจับตา ประหนึ่งแขวนอยู่ระหว่างขอบฟ้าและความว่างเปล่าด้านล่าง ทุกเสียงเงียบงันทันทีที่รถจอด แม่ยิ้มเศร้า ๆ ดูใจลอย “ทุกคนรอหนูอยู่ข้างบน จำไว้นะ อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ”
ในลิฟต์แก้วโปร่งเงา ปรายดาวหายใจลึก ประตูเปิดช้า ๆ เผยโถงสูงแผ่กว้าง ผนังกระจกประดับเถาวัลย์สีเงินร้อยเรียงเป็นเงาลวดลาย หญิงสูงวัยในชุดคลุมม่วงเดินเข้ามารับ “ยินดีต้อนรับ ปราย ย่าไม่เจอกันหลายปีเลยนะ” ปรายดาวหลบตาย่าเหมวล เธอไม่เคยไว้ใจหญิงชราผู้นี้ แต่ก็เก็บงำไว้เพียงในใจ
เสียงฝีเท้าแผ่วเบา ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มคนรับใช้ยื่นมือแต่พูดไม่จบ ถูกเด็กชายผมน้ำตาลแหย่ข้างหลัง “อย่าตีสีหน้าเยอะนัก ไม่มีใครกลัวเจ้าหรอก ต้นสน!” หนุ่มน้อยยิ้มตาหยี โค้งให้ปรายดาว “ผมอิงฟ้า อยู่ห้องติดกันกับคุณ ปราย นี่ต้นสน คนเงียบ ๆ เขาชอบเล่นเงาของตัวเอง” ต้นสนจ้องมองปรายดาว แววตาฉายความหวาดระแวงและความเหงาลึก ๆ
ย่ากระแอม “ในหอคอยนี้ มีแต่กฎ ไว้ใจเฉพาะเงาของตัวเอง จำไว้ ปรายดาว” ด้วยคำเตือน ยังมีแววอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ย้ำความสัมพันธ์ที่วางเขื่อนขึ้นเพราะอดีตบางอย่าง ปรายดาวมองไปรอบ ๆ ห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยของใช้แปลกตา ทั้งพรมลอย พัดลมพูดได้ แต่ละอย่างราวกับมีชีวิต
คืนแรกในห้องสีเทาเพดานสูง ปรายดาวนอนไม่หลับ เธอมองทะลุกระจกออกไปข้างนอก เมฆหมุนวนรอบหอคอย ปลายนิ้วแตะลายเถาวัลย์ เธอพรูลมหายใจ “แม่…หนูคิดถึงแม่” เสียงลมคล้ายกระซิบกระซาบ “ปราย…เธอฟังออกไหม ว่าใจตัวเองต้องการอะไรจริง ๆ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่ห้องทานอาหาร อิงฟ้าแตะข้อศอกปรายดาว “ในหอคอยนี้ ทุกคนซ่อนอะไรไว้ อย่าไปกวนต้นสนนักนะ เขามีฝันร้ายบ่อย ๆ” ปรายดาวเองก็มีฝันร้ายที่ผ่านมา เด็กหญิงอีกคนเดินเฉียดมาเบียด บ่นว่า “ผู้มาใหม่อีกแล้วเหรอ ฮะ…แต่ทำไมถึงดูกลัวกว่าที่ฉันคิดไว้”
เสียงขีดเขียนบนสมุดโน้ต โอปอลเด็กหญิงผมดำสบตาปรายดาว “อย่ากลัวเลย ที่นี่ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัวในหัวใจตัวเองหรอก” เธอพูดเสียงแผ่ว ทุกคนจ้องปรายดาวจนเด็กหญิงรู้สึกเหมือนใจเต้นแรงเกินควร
เรียนเวทมนตร์ในห้องโถงเพดานโค้ง ย่าเหมวลสอนวิธีสลายความคิดลบ ๆ ลงในลูกแก้ว “ใครมีอดีตที่หนักที่สุด ย่อมเป็นผู้ควบคุมมนตราขั้นสุด” ปรายดาวมองลูกแก้วในมือตัวเอง มันหมุนวนเป็นไอควันขุ่น เธอเม้มริมฝีปาก คำถามอยู่ในตาอิงฟ้า “เธอเก็บอะไรไว้ข้างในนักนะ ปรายดาว” “แค่ความจริงที่ไม่อยากจำ” ปรายดาวตอบเบา ๆ
บ่ายวันนั้น ขณะทุกคนเล่นเก้าอี้ลอยในสวนฟ้า ต้นสนลอยออกไปคนเดียว อิงฟ้าชวนปรายดาว “ไปดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันไหม ที่ระเบียงเหนือ วิวเหมือนฝันเลยนะ” ปรายดาวพยักหน้ายิ้มเบาบาง ทว่าบรรยากาศยังกรุ่นด้วยความเกรงใจ
บนระเบียงลมแรง เมฆสีชมพูปลิวฉวัดเฉวียน อิงฟ้ากระซิบเสียงเบา “ที่นี่ไม่มีใครพูดถึงบ้านเดิม ทั้งที่คิดถึงที่สุด” ปรายดาวกุมมือแน่น นิ่งคิดอยู่พักใหญ่ “บางที…ถ้าเรากล้ายอมรับอดีต เราอาจหาหัวใจตัวเองเจอ” อิงฟ้ายิ้มเศร้า ๆ “แต่ทุกคนกลัวสิ่งเดียวกันหมดนะ ปราย…กลัวการลืม กลัวการถูกทิ้ง”
ค่ำแล้ว ฝนโปรยปราย ต้นสนโผล่เข้ามาในห้องปรายดาว เธอตกใจเล็กน้อย เขาก้มหน้า เหงื่อซึมข้างขมับ “คืนนี้…ช่วยมากับฉันได้ไหม มีบางอย่างอยู่ในห้องเขตต้องห้าม…ฉันกลัวจะเข้าไปคนเดียว” ปรายดาวลังเลแต่สายตาเว้าวอนของต้นสนดึงให้เธอลุกขึ้นเดินตาม
ในเงามืดของโถงต้องห้าม แสงไฟริบหรี่ เสียงรองเท้าสะท้อนก้อง ปรายดาววางมือบนประตูบานใหญ่ ต้นสนสั่นเทา “ข้างในนั่น…เป็นที่ที่ฉันเจอความฝันซ้ำ ๆ…มันน่ากลัวมาก” ปรายดาวหันกลับมาคิดถึงความกลัวตัวเอง “เราไปด้วยกัน” เธอพูดพลางจับมือเขาไว้แน่น
ประตูเปิดช้า ๆ กลิ่นอายแปลกประหลาดปะทะจมูก ห้องนี้แตกต่างจากห้องอื่น ภาพวาดบนผนังดูเหมือนเคลื่อนไหวได้ ใต้ผ้าคลุมผืนใหญ่ มีอะไรบางอย่างขยับ ปรายดาวกับต้นสนเดินเข้าไปแตะผ้า เสียงหวีดเบา ๆ ดังขึ้น “อย่าเปิด!” โอปอลกระซิบจากเงามืดมุมห้อง เด็กทั้งสองชะงัก
โอปอลโผล่ออกมา น้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษ ฉันหลอกว่าห้องนี้มีปีศาจ…แต่จริง ๆ ที่นี่มีแค่กล่องไม้เก่า แบบที่เรากลัวจะจำเรื่องในนั้นมากกว่า” เธอสั่นสะท้าน ยกกล่องส่งให้ปรายดาว ปรายดาวลังเล ก่อนจะเปิดออก กลิ่นกระดาษเก่าส่งกลิ่นอวล ภาพถ่ายครอบครัว ปาริฉัตร แม่ผู้เคยสดใส ย่าเหมวลตอนยังสาว แววตาเจ็บปวดซ่อนอยู่ในทุกใบ
ปรายดาวหยิบรูปขึ้นดู มือสั่น รอยยิ้มของคนในภาพเหมือนจะยิ้มให้เธอ “เราหนีอดีตไม่ได้ใช่ไหม” เธอกลั้นใจถาม โอปอลสบตา “ถ้าเธอไม่กล้ามองมัน เธอก็จะกลัวมันไปตลอด” เสียงต้นสนแผ่วเบา “ฉันฝันถึงพ่อ…แต่ความจริงฉันคิดถึงเขามาก แต่ก็โกรธมาก” ปรายดาวน้ำตาคลอ ยอมรับว่าหัวใจเธอก็เปราะบางพอกัน
เช้าวันใหม่ อิงฟ้า ปรายดาว ต้นสน โอปอลนั่งล้อมวงที่สวนดอกไม้ลอย อิงฟ้าเล่าเรื่องที่เขาถูกทิ้งไว้แต่เด็ก โอปอลสารภาพว่าเธออยากมองเห็นโลกงดงามอีกครั้ง ปรายดาวเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเสียงสั่น “ฉันกลัวเสียแม่ไป กลัวต้องอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้ฉันมีพวกเธอ” เธอกำมือแน่น
ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากฟ้าใสเป็นครึ้มฝน ย่าเหมวลเดินมาหาช้า ๆ “ปรายดาว มีบางอย่างที่ควรฟัง” เธอส่งลูกแก้วใสให้ ปรายดาวมองไอน้ำขุ่นในนั้น ภาพเหตุการณ์ในอดีตแวะเวียนในหัว ย่าเหมวลพูดเสียงสั่น “เมื่อก่อนฉันก็กลัว จึงปิดตาทำเป็นไม่เห็นความเจ็บปวดของลูกหลานตัวเอง…แต่วันนี้ เธอสอนฉันกล้ากว่าก่อน”
คลื่นลมกระหน่ำ เมฆลอยเริ่มสั่นไหว แผ่นดินไหวเล็ก ๆ ทุกคนตกใจ พรมลอยพุ่งมาเกาะขาเด็ก ๆ ย่าเหมวลร้องบอก “ทุกคนจับมือกันไว้! เวทมนตร์จะทำงานเมื่อใจเราแน่นแฟ้นพอเท่านั้น!” ปรายดาวกระชับมือเพื่อน ๆ ร่วมมือเปล่งเสียงสั้น ๆ พลังเวทมนตร์ปล่อยแสงสีทองห่อหุ้มหอคอย
ความปั่นป่วนเงียบลง เสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้ไหลท่วมปะปน อิงฟ้ากอดทุกคนแน่น “เราเอาตัวรอดด้วยกันได้จริง ๆ!” ปรายดาวยิ้มทั้งน้ำตา ความกลัวในใจจางหาย เธอมองออกไปเห็นรุ้งงามพาดผ่านขอบฟ้า หอคอยลอยฟ้าหมุนช้า ๆ ประหนึ่งกำลังเติบโตเหมือนหัวใจของเด็กทั้งสี่
เย็นวันสุดท้ายก่อนแม่จะมารับ ปรายดาวและย่าเหมวลนั่งเงียบข้างกัน ย่าพูดเบา ๆ “เธอเข้มแข็งกว่าฉันมาก ปรายดาว” ปรายดาวพยักหน้า น้ำตาซึม แต่หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้จากการเติบโตในหอคอยแห่งนี้
ล้อรถยนต์ตู้เคลื่อนผ่านเมฆอีกครั้ง คราวนี้ปรายดาวโบกมืออำลา มีรอยยิ้มเปี่ยมความหวังประดับบนใบหน้า อิงฟ้า ต้นสน โอปอล และย่าเหมวลยืนโบกมือลา เมฆลอยฟ้าสว่างกระจ่างขึ้น ปรายดาวปิดตา สูดหายใจลึก พร้อมก้าวต่อในโลกที่เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล