เงาสายฝนแห่งดาวอาสรา
สายฝนสีเงินพร่างพรมลงทั่วเมืองอาสรา กลางค่ำคืนที่ฟ้ายังคงไม่เปิด เงาเรืองรองจากเม็ดฝนอาบร่างเรือเหาะที่ค่อย ๆ ทะยานผ่านอากาศ สะท้อนแสงไฟจากตึกสูงแปลกตาในเมืองลอยฟ้า เด็กชายคนหนึ่งนั่งกอดเข่าตัวเองติดกับกระจกหน้าต่าง เขาชื่อ “อรัญ” อายุสิบสามปี ตามองไปยังแถบแสงที่กำลังไหลรินลงมาเป็นม่าน ท่ามกลางความเงียบ—มีเพียงเสียงฝนฟาดเข้ากระจก ปนเสียงหายใจติด ๆ ขัด ๆ ของ “อนุชา” น้องสาววัยแปดขวบที่นอนข้างกัน ใบหน้าเขาหม่นหมอง ดวงตาสั่นไหวทุกทีที่นึกถึงคำพูดสุดท้ายของพ่อก่อนที่จะหายตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถ้ายังกลับมาไม่ได้ ดูแลน้อยูด้วย” คำพูดนั้นวนอยู่ในหัวเขา อรัญรู้จักความกลัวมากกว่าคนอื่น เขาเข้าใจการสูญเสียเมื่อยังเด็กเกินไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปชนิดที่ไม่มีวันหวนกลับ
แม่ของเขา “ชลิดา” ยืนเฝ้ามองฝนจากห้องครัว ท่ามกลางแสงสีฟ้าอ่อนที่สาดส่องผนัง เธอทำงานในแผนกวิศวกรรมของเมือง คนเคร่งขรึม มีรอยย่นที่หางตาจากการอดหลับอดนอน หนักหน่วงเรื่องของอดีตและความลับที่แบกไว้ เรื่องสามีที่หายไป เธอไม่เคยพูดถึงมันอีกหลังวันนั้น แต่เธอเรียกร้องจากอรัญเกินที่เด็กคนหนึ่งควรรับได้
ตอนเย็น ชลิดากลับมา อรัญเดินไปช่วยเปิดประตู—แต่ก็สะดุดกับซองเอกสารลับวางบนโต๊ะ เอื้อมมือแตะ มองโลโก้ของหน่วยสืบสวนท้องฟ้า เงาของแม่ปรากฏในกรอบประตู
“หยิบอะไร?” น้ำเสียงนั้นเหมือนมีบางอย่างแฝงอยู่ อรัญค้างมือกลางอากาศ
“เปล่าครับ…”
ชลิดาถอนใจ เดินไปหยิบซองเอกสาร ชะงักเล็กน้อยเหมือนไม่แน่ใจจะพูดอย่างไร “แม่แค่…เหนื่อย หิวหรือยัง เดี๋ยวแม่ทำข้าวต้ม” เธอหลบตา รอยยิ้มจาง ๆ ของผู้ที่อยู่กับความเศร้ามานาน
กลางคืน ฝนยังคงตกไม่หยุด เสียงอีกาภายในเมืองลอยฟ้าร้องระงม ทันใดนั้น คลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว เมืองทั้งเมืองดับวูบ ทิ้งไว้เพียงแสงสลัวจากฝุ่นฝนสีเงิน สีหน้าอรัญตื่นตระหนก แขนกอดน้องสาวแน่น
เสียงระเบิดดังกึกก้อง อาคาร 13 ฝั่งตะวันตกไฟลุกโชน พายุได้พัดประตูเมืองชั้นนอกเปิด เด็กชายกับแม่วิ่งออกมาดูกลางระเบียงสูง ร่างผู้อพยพวิ่งวุ่น เสียงไซเรนลั่นก้อง “เงา” รูปร่างประหลาดผ่านแสงฝน อรัญสังหรณ์ใจบางอย่าง—แวบหนึ่งเขาคิดถึงใบหน้าพ่อ เขาพึมพำถามแม่ “นั่น—”
ชลิดาสะดุ้ง น้ำเสียงสั่น “อย่ามอง— กลับเข้าไปข้างใน เดี๋ยวนี้!”
อรัญไม่ใช่เด็กว่าง่าย เขาตัดสินใจแอบออกไปสำรวจหลังแม่ล็อกประตู เขาจูงมือน้อยูเดินต่ำ ๆ ตามแสงฝุ่นเงิน จนถึงอาคารร้างท้ายเมือง เงาสีดำรูปร่างมนุษย์แต่เหมือนไม่ใช่คนยืนอยู่ พื่นที่เต็มไปด้วยซากความเสียหายจากฝนปริศนา
เสียงฝีเท้าเงียบเชียบ อรัญกระชับมือกับน้องซ่อนตัวหลังกล่องไม้ “มันคืออะไรกันแน่…” เขากระซิบ พยายามหยุดหายใจ ทำให้เสียงเงียบที่สุด
กลุ่มผู้รอดชีวิตหัวเราะชั่วร้ายอีกฟากกำแพง “ถ้ามันยังอยู่ เราเอามันไปส่งแลกตั๋วขึ้นบริษัทหลักได้แน่” เจ้าของเสียงชื่อ “ปาวีณ” เด็กชายจอมกวนร่างผอมสูง พ่อเป็นหัวหน้าคุมเมืองใต้ ความกดดันของเมืองลอยฟ้าทำให้เขาแข็งกระด้าง
อรัญเคยถูกปาวีณรังแก แต่คืนนี้เขาต้องตัดสินใจว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร “เรากลับก่อนนะแม่จะเป็นห่วง” เขากระซิบ สบตาน้องสาวที่ซบเขาเงียบ ๆ
คืนต่อมา ฝนยังคงตกและเงาประหลาดกลับมาอีกครั้ง คราบเงินซึมซาบเข้าเสากลางอาคารเกิดรอยแยก ใครบางคนตะโกน “มันมากับฝน! หนีให้พ้น!” ทุกคนแตกตื่น อรัญรีบพาน้องวิ่งหนี แต่ในห้วงจังหวะที่เขาเกือบพลาดล้ม มืออุ่นหนึ่งคว้าแขนเขาไว้—เป็นชายชรา “เรวัติ” เจ้าหน้าที่เก่าผู้ถูกไล่ออกจากหน่วยสืบสวนเพราะถูกกล่าวหาว่าก่อภัยพิบัติฝนเงินเมื่อปีก่อน
เรวัติก้มกระซิบ “ถ้าอยากรู้ความจริงของฝน ต้องไปที่ใจกลางเมือง คืนนี้เท่านั้น ก่อนทุกอย่างจะสาย” ดวงตาเต็มไปด้วยร่องรอยอดีต
อรัญลังเล กลัวและโกรธผสมกัน “แล้วพ่อผม—เกี่ยวอะไรกับนี้?”
เรวัติเงียบไปนาน “ไม่ใช่ทุกอย่างจะเหมือนที่คิด เธอพร้อมจะฟังความจริงเหรออรัญ?”
ฝนยังคงเย็นเยียบ หอบอารมณ์ปะปนกลิ่นความกลัว อรัญหันไปมองน้องสาวที่พูดไม่ได้มานาน น้ำตาคลอ เขารู้ว่าไม่อาจปล่อยให้ความจริงจากอดีตหลอกหลอนได้อีกต่อไป
เขาตัดสินใจพาน้องและเรวัติฝ่าเงาฝนไปยังโรงเก็บเครื่องจักรเก่า เผยให้เห็นเครื่องมือโบราณที่เชื่อมโยงกับการทดลองลับที่ถูกปิดบัง “นี่คือฝีมือบริษัทใหญ่ใช่ไหม?”
เรวัติกะพริบตาช้า ๆ “ใช่—แต่ไม่ใช่สิ่งที่คิด พ่อเธอ…เขาเลือกช่วยคนที่นี่ เลยต้องแลกด้วยการหายไปกับฝน”
ขณะนั้นเอง ปาวีณกับเพื่อน ๆ ตามมาขวาง เสียงปืนเก่าดังสะท้อนในราวอากาศรอบข้าง “นายมันจอมโกหก! ถ้าฉันได้ตั๋วกลับโลก—”
อรัญยืนกำบังน้อง “เรารอดมาได้ก็เพราะเชื่อกัน ถ้านายยังทำร้ายเรา นายก็เป็นเหมือนคนพวกนั้น!”
ทุกอย่างชะงักงัน เงาฝนเริ่มไหลรวมเข้าร่างเงาดำที่ลอยออกมาจากโครงลิฟต์เสีย เงานั้นกรีดร้องแหลมต่ำ พลังงานสายฟ้าซัดผ่าน ผนังแตก ฝุ่นเงินปลิวกระจาย
อนุชากรีดร้องโดยไร้เสียง ฉุดรั้งแขนอรัญแน่นเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ดวงตาเธอวูบไหว สะท้อนแสงเงินเข้ม
ถึงเวลาเผชิญหน้า อรัญย้อนนึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่เคยพูดออก ร้องไห้ “พ่อ…ถ้าพ่อยังอยู่ ผมจะไม่กลัวอีก” เงาฝนแปรเป็นคลื่นพลัง อรัญใช้ความกล้าที่สะสมมาตลอดปี นำทุกคนเข้าสู่ห้องควบคุมกลาง เผชิญหน้ากับความจริง และเผยรหัสลับที่พ่อทิ้งไว้อย่างกล้าหาญ
เรวัติเปิดเครื่องควบคุมความถี่ปรับอากาศ ดึงเอาเงาฝนเข้าเครื่องส่งพลัง ทันใด เสียงของอนุชาดังขึ้น—น้ำเสียงแหบพร่า “กลับบ้านเถอะ…พี่อรัญ” เป็นคำพูดแรกในรอบหนึ่งปี
ฝนค่อย ๆ หยุดตกอย่างน่าอัศจรรย์ เมืองทั้งเมืองสั่นสะเทือน เครื่องจักรเรืองแสง ทุกคนต่างตกตะลึง อรัญโผกอดน้อง แม่ของเขาปรากฏในประตู สายตาหวั่นไหว เห็นลูก ๆ ปลอดภัย ร้องไห้สะอึกสะอื้นสามคนแรก หลังผ่านทุกอย่างมาด้วยกัน
ปาวีณนั่งทรุด ดวงตาเต็มไปด้วยร่องรอยเปลี่ยนแปลง เพื่อนเขาเข้าไปกอด ไม่มีใครเหลือแต่ความเกลียด โทสะจางหายท่ามกลางสายหมอกเงิน
รุ่งเช้า—เงาฝนหายไป เมืองอาสรากลับมาสู่ความสงบแม้จะมีร่องรอยความเสียหาย ความสัมพันธ์ของทุกคนแน่นแฟ้นขึ้น อรัญเลือกให้อภัยอดีตแม่กับน้องสาว กล้าที่จะรักตัวเอง กลัวน้อยลง โกรธน้อยลง เดินหน้ากับวันใหม่ พาเมืองลอยฟ้าของเขากลับมาสว่างอีกครั้ง แม้ว่าความจริงบางอย่างยังไม่ได้รับคำตอบ แต่เขายินดีเผชิญมันไปพร้อมครอบครัว