บทสุดท้ายของแสงดาว
ท้องฟ้าช่วงเย็นปลุกเร้าขุนเขาให้หลบลี้เงาสีทองส้มอ่อนๆ รอยเท้าของเฟียเหยียบหญ้าชื้น เสียงรองเท้าผ้าใบเก่าสรรเสริญพื้นดินทีละก้าว สายตาของเด็กสาววัยสิบหกปีนั้นซ่อนความหนักแน่นไว้ลึกๆ ขณะก้าวเข้าสู่ตรอกเล็กข้างลำธารริมหมู่บ้านบนภูเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาช้าตลอดนะเฟีย!” เสียงโผล่มาจากพุ่มไม้ข้างทาง เด็กชายผมยุ่งยืนมองอย่างประชด นั่นคือเสือ เพื่อนรักตั้งแต่เกรด 1 เขาสะบัดเป้ในมือด้วยอารมณ์เจือความห่วง
เฟียพ่นลมหายใจ นั่งลงข้างเสือ พร้อมแอบสอดส่องว่าใครตามมาอีก
“ลูกหมีไม่ยังมาอีกเหรอ” เฟียถาม เสือถอนใจและหลบสายตา
“เขาว่าหายไปตั้งแต่บ่าย”
ลมหมุนกระซิบ เงาสายหมอกคืบคลานเฟียชะงัก เธอยกมือลูบแผลเป็นจางๆ บนข้อมือ ร่องรอยปีนั้นยังฝังลึกเหมือนปีศาจขนาดย่อม ครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น จูนิเดินโผล่เข้ามา หน้าซีด ผมประบ่าเปียกเหงื่อ
“ลูกหมีไม่อยู่บ้าน…ป้าก็ร้องไห้หนักมาก”
เฟียสบตาเสือ หัวใจร่วงหล่น คลื่นความเงียบกลืนกินกลุ่มเพื่อนทันที
“ไปบ้านเขา!”
เฟียตัดสินใจดื้อรั้น เสือกับจูนิตามมาทันที สามเงาร่างฝ่าทางดินแคบเข้าสู่บ้านไม้หลังเตี้ย ที่หน้าบ้าน เสียงร้องสะอื้นของผู้เป็นแม่ดังผ่านช่องประตู
“อย่าเข้าไปดื้อเฟีย…” เสือเตือน ฝีเท้าของเฟียชะงักแต่ความดื้อก็มีน้ำหนักกว่าคำเตือน เธอเคาะประตูอย่างไม่ลังเล
ประตูเปิดทีละน้อย แม่ของลูกหมียืนตาแดงน้ำตาคลอ “พวกหนู…ขอโทษนะ แม่ไม่อยากให้เข้า แต่ถ้ารู้ว่าน้องอยู่ไหนช่วยบอกแม่หน่อย…ตกลงมั้ย” เธอมองทีละคน น้ำเสียงนั้นแฝงไว้วิงวอนและความหวาดหวั่น
เมื่อออกจากบ้านลูกหมี เฟียเดินนำเงียบๆ “เราไปหาที่ลานต้นสน” เฟียเสนอ ทั้งสามคนออกเดินต่อ ความมืดโรยตัวแต่ไฟฉายในมือจูนิส่องแสงไหววูบในป่าโค้งแต่ละโขดหิน
“นี่มัน…มือถือของลูกหมี” เสือร้องขึ้นข้างพุ่มเฟิร์น จูนิย่อตัวลงหยิบโทรศัพท์ เครื่องดับสนิทพร้อมรอยขีดข่วน
เฟียชะงัก พึมพำ: “พรุ่งนี้ค่อยไปบอกผู้ใหญ่…คืนนี้ทุกคนกลับบ้านก่อน ฉันขอเก็บมือถือไว้เอง”
จูนิมองเฟียอย่างไม่แน่ใจ สีหน้ากังวลแต่ไม่ค้านอะไร พวกเขาแยกย้ายกันในความเงียบ
เช้าวันถัดมา เฟียยืนหน้าโรงเรียนในยูนิฟอร์มยับยุ่ง ตากวาดหาทุกความเคลื่อนไหวของรุ่นพี่ครูบาและกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยืนคุยกันเคร่งเครียด เสียงซุบซิบดังแว่วมาจากกลุ่มนักเรียน
“เมื่อคืนแม่ลูกหมีโรคประสาทแตกบุกไปหาผู้ใหญ่บ้าน…” เพื่อนหญิงคนนึงพูดเสียงเบา จูนิฟังอยู่ใกล้เฟีย เธอขมวดคิ้วไม่พอใจ
ระหว่างพักกลางวัน เสือเดินกระวนกระวายเข้ามานั่งข้างๆ เฟียถึงโต๊ะใต้ต้นอะโวคาโด
“เฟีย จะบอกใครมั้ยเรื่องโทรศัพท์”
เฟียเขย่ามือถือ “ยัง ให้ฉันลองเช็คอะไรหน่อยก่อน…”
“แกกลัวอะไรหรือเปล่า” เสือถามแผ่ว
เฟียลังเลแล้วตอบสั้น “กลัว…กลัวว่าเราจะไม่เห็นลูกหมีอีกเลย”
ความเงียบปกคลุม เสือยื่นมือกุมหัวไหล่เฟีย ชั่วขณะนั้นเฟียรู้สึกได้ถึงความหวังลึกๆ
คืนนั้นเฟียนอนพลิกไปมา เธอเปิดมือถือของลูกหมีอย่างลังเล หน้าจอติดขึ้น จุดไฟแผ่ววูบ เท่านั้นเอง แอปข้อความแชทเปิดค้างในบทสนทนากับชื่อที่ไม่คุ้นตา
ข้อความสุดท้าย: “อย่าบอกใคร ห้ามไปบนเขาคืนนี้”
เฟียขนลุก วางมือถือลง รีบคว้ากระดาษจดเบอร์โทรไว้อย่างระแวดระวัง
เช้าวันถัดมา เฟีย เสือ และจูนิรวมตัวกันที่บริเวณน้ำตกท้ายหมู่บ้าน
“จะเอายังไง จะบอกผู้ใหญ่มั้ย หรือจะไปดูเองก่อน” จูนิถาม
เสือสบตาเฟีย เธอกำมือถือในกระเป๋ากางเกงแน่นจนเหงื่อซึม “เราต้องไปพิสูจน์เองคืนนี้ ไม่งั้นเราจะติดอยู่กับความสงสัยตลอดไป”
จูนิลังเล “ฉันอยากปลอดภัยมากกว่านะ…”
“แต่ถ้าเป็นนาย นายจะอยู่นิ่งเหรอ” เสือท้วง
จูนิถอนใจ “โอเค คืนนี้ฉันไปด้วย”
สามคนตกลงปลงใจ วาดแผนผังเส้นทางบนทรายกระเป๋าเป้ เตรียมน้ำและไฟฉาย
ค่ำคืนมาเยือน เสียงจิ้งหรีดโหยหวน ฝนค้างใบไม้ กลุ่มเฟียข้ามลำธารและก้าวลึกเข้าเจาะแสงเงาป่าปกคลุม
“เงียบหน่อยนะ…” จูนิกระซิบ เมื่อแสงไฟเฉียดร่างในเงาหนา เสือยกมือออกคำสั่ง ทันใดนั้นเสียงหายใจหนักของชายคนหนึ่งดังมาจากพุ่มไม้
เฟียหน้าเสีย ดึงแขนเพื่อน “ถอยก่อน ฝังตัวไว้”
ทั้งสามหลบนิ่งใต้พุ่มไม้ เฟียสังเกตเห็นรองเท้าบูทเก่าและเสียงฝีเท้านั้นไม่ใช่ของเด็ก
เสียงนั้นเดินเลยไป เงาร่างดับหายจมในความมืด หัวใจเต้นระรัว ชั่วครู่จึงกล้าลุกออกมา
“นายเห็นไหม” เสือกระซิบ
“ใครก็ไม่รู้…แต่ไม่ได้มากับเราแน่”
“ไปต่อเถอะ” เฟียตัดสินใจ
เดินต่อมาจนถึงเนินหินสูงที่ต้นสนแผ่เงาคลุมไว้ อากาศเย็นยะเยือก ทุกย่างก้าวเฟียสัมผัสกับก้อนหินหยาบแข็ง
จู่ๆ มีเสียงอึกทึกโวยวายไม่ไกล “อย่าตามมา!” เสียงเด็กชายโหยหวนจากแนวต้นสน
ทุกคนหยุดนิ่ง เสือมองหน้าเฟีย “โชคดีรึเปล่า?”
เฟียสั่นหัว “มันคือเสียงลูกหมีแน่…”
“เราเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้นะ เผื่อมีพวกผู้ใหญ่ซ่อนอยู่” จูนิเตือนเสียงสั่น เสือกลืนน้ำลาย เฟียลังเลอยู่นาน สุดท้ายเดินนำเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
ใต้ต้นสนใหญ่ พบรอยเท้าหลายคู่ และเศษกระดาษที่ขาดแยกเป็นชิ้นๆ
เฟียหยิบเศษหนึ่ง อ่านด้วยแสงไฟฉาย สะดุ้งเมื่อเห็นข้อความว่า “ความจริงจะไม่มีวันถูกเปิดเผย”
“นี่มันอะไรกัน…” เสือว่าเสียงแผ่ว
จูนิมองเฟีย “เราควรหยุดไหม”
เฟียหายใจลึก “ฉันไม่หยุด…เพราะนี่อาจเกี่ยวกับปีนั้น—” เธอหยุดค้าง เสือสบตา เห็นหยาดน้ำตา
“ฉันผิดทั้งหมด ถ้าฉันท้วงวันนั้นลูกหมีคงไม่กล้า…” เฟียสะอื้น เสือและจูนนิเงียบ ไม่กล้าแตะหัวใจเด็กสาว
หมู่บ้านบนเขาตกอยู่ในความสับสน หลังค่ำคืนนั้นข่าวว่าลูกหมีหายตัวโดนปิดเงียบ กลุ่มเด็กโดนสั่งห้ามพูดคุยเรื่องนี้
ที่โรงเรียน ผู้ใหญ่เรียกเฟียไปสอบถาม และยึดมือถือของลูกหมี “อย่าสอดรู้เกินไป เข้าใจไหม” เสียงครูใหญ่ข่มขู่ เฟียก้มหน้า ไม่ตอบอะไร
เสือกับจูนิเข้ามาหา “จะเอายังไงต่อ”
“เราต้องหาคำตอบ ไม่ว่าพวกเขาจะซ่อนอะไรไว้” เฟียกล่าวเสียงแข็ง ความกลัวในใจยังแผ่คลุมน้ำเสียงแต่คราวนี้มีเปลวความกล อยู่วาบๆ
“แล้วถ้าโดนทำโทษล่ะ เฟีย” จูนิเสริม “ครอบครัวฉันกลัวนะ ไม่อยากให้เธอยุ่งอีก…”
“ไม่มีใครอยากให้ฉันพยายามทั้งนั้น—แต่ฉันทำเพราะ…ฉันเป็นคนพาเขาไปวันนั้น ฉันไม่ให้อภัยตัวเองถ้ายอมแพ้ตรงนี้”
คืนนั้นเอง เฟียตัดสินใจจุดไฟฉายในห้อง ส่องไปยังภาพถ่ายที่ผนัง รูปกลุ่มเพื่อนใต้ต้นสนเมื่อสามปีก่อน เคยเป็นภาพสวยงามแต่ตอนนี้บีบคั้นหัวใจ เฟียร้องไห้เบาๆ ก่อนจะปาดน้ำตา กัดริมฝีปาก เหมือนตัดสินใจครั้งใหญ่
รุ่งเช้า เธอลงเขาไปหาผู้ใหญ่บ้าน ขอให้ช่วยออกค้นหา “หนูไม่เชื่อว่าเขาหนีไปเองค่ะ…มีบางอย่างผิดปกติ”
ผู้ใหญ่บ้านปรายตาเย็น “เรื่องนี้อย่าพูดอีก เข้าใจรึเปล่า”
เฟียกลั้นความรู้สึก แต่อยู่ๆ เสียงแม่ของลูกหมีวิ่งเข้ามากอด รูปร่างเธอสั่นไหว สายตาอิดโรย “หนูช่วยแม่ด้วยนะ ได้โปรด…”
สีหน้าผู้ใหญ่เปลี่ยนทันที แววแปลกใจผสมหวาดกลัววูบผ่านดวงตา
คืนนั้น เสือกระซิบเฟียหน้าประตูบ้าน “ถ้าไม่หยุด เดี๋ยวบ้านเราก็ซวยไปหมด”
เฟียมองเขา “นายอย่าเงียบสิ เสือ…ถ้าฉันเป็นอะไรไป นายจะโทษตัวเองมั้ย”
เสือเงียบไปนาน ในที่สุดตอบ “ฉันกลัว…แต่ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
การค้นหาครั้งต่อไป เด็กทั้งสามพบรอยเลือดจางๆ บนโขดหินท้ายหมู่บ้าน นำไปสู่กระท่อมร้างของอดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่องรอยการอยู่ก่อนหน้านี้เห็นชัด แต่ไม่มีใครในหมู่บ้านพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย
เสืองุนงง “ทำไมผู้ใหญ่ต้องปิดบังอะไรหนักหนา”
เฟียสบตาเพื่อน “พวกเขากลัว พวกเขาเจ็บปวดเหมือนกัน แต่เราไม่มีสิทธิ์ทิ้งกัน”
จุนิเข้าไปลูบบ่าของเฟียเบาๆ “ถ้าเราหาความจริงพบ…นายจะให้อภัยตัวเองไหม”
เฟียนิ่งอึ้ง…เธอไม่รู้คำตอบ
กลางคืนนั้นเอง เฟียฝันสะดุ้งตื่นและคิดย้อนถึงวันนายลูกหมีหายไป เงาเหตุการณ์ปีนั้นวนเวียนไม่จบ เธอสาบานกับตัวเองต้องไขปริศนาให้ได้
รุ่งเช้าเสียงไซเรนรถเจ้าหน้าที่ตำรวจแล่นขึ้นเขา พาผู้ใหญ่บ้าน แม่ลูกหมี และสามเด็กนักเรียนไปที่กระท่อมร้าง
ภาพชั้นในเผยเบาะแสสำคัญ สมุดบันทึกถูกซ่อนใต้แผ่นกระเบื้อง ในเล่มมีจดหมายสั้นๆ คล้ายบันทึก “ปีศาจในใจเราเอง ไม่ว่าโลกจะซ่อนอะไรไว้…ไม่มีใครให้อภัยตัวเองจนกว่าจะเผชิญความจริง”
ทุกอย่างคลี่คลายช้าๆ ความลับที่ซ่อนมานานเกี่ยวกับเหตุการณ์การสูญเสียในอดีตของหมู่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่ปิดบังเพราะกลัวจะต้องรับผิดชอบ เด็กๆ ต่างเติบโตขึ้นจากการที่ต้องยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิตและความกลัวในใจตัวเอง
เฟียเลือกให้อภัยตัวเอง แม้ยังไม่รู้ชะตาของลูกหมี เธอเดินออกไปยืนบนหน้าผา เสือและจูนิยืนเคียงข้าง สายลมเย็นโอบไหล่ทั้งสาม
“เราจะรอวันหนึ่ง ที่พวกเรากลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง…” เฟียพึมพำ น้ำตาไหล
ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม แต่ความกล้าหาญและการเติบโตของเฟีย เปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นบทเรียน ให้ความมืดกลายเป็นแสงดาวบทถัดไปของชีวิต