คำสาปแห่งศิลปะ
เสียงเลื่อยไม้ที่ดังต่อเนื่องกระทบผนังปูนเปลือยในยามสาย สตูดิโอศิลปะเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยแฝงกลิ่นสีเก่าและน้ำมันสน อัยย์ยืนก้มหน้าในมุมอับแสงคนเดียว มือเธอจับดินสอถ่านแน่นจนรอยกดแดงบนปลายนิ้วปรากฏ ข้างหลังมีเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นแต่ดูเหมือนโลกของอัยย์จะเป็นอีกใบ เธอมองรูปภาพโบราณที่แขวนอยู่เหนือโต๊ะเก่าตัวหนึ่ง—รูปหญิงสาวผมยาวในชุดขาวแปลกตา ทันทีที่ไร้เสียงคนใดผ่านใกล้ รูปนั้นดูจะเงียบสงัดและเศร้าอย่างประหลาด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มองอะไรอยู่อัยย์?” ปิงถามเสียงขรึม เขาเดินถือพู่กันเปื้อนสีน้ำเงินหยดหนึ่ง อัยย์สะดุ้งเล็กน้อย หันมาเลี่ยงสบตา “ไม่มีอะไร แค่อยากรู้ว่ารูปนี้ใครวาด”
ปิงมองตามสายตาเธอ “อาจารย์ธีรศักดิ์บอกว่ามีมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ๆ แต่ไม่มีใครรู้ที่มา” เขาหรี่ตา “มากินกาแฟกับกลุ่มมั้ย?”
อัยย์ลังเล มองไปที่มุมห้องที่กลุ่มเพื่อนนั่งคุย เธอสบตากับเอิน—ผู้หญิงผมหยิกสั้นรูปร่างเล็ก ดูร่าเริงแต่ดวงตาหลบตาไวราวมีบางอย่างปิดบัง อัยย์พยักหน้านิดเดียวแล้วเดินตามปิงไป
กลิ่นกาแฟร้อนแตะปลายจมูกเมื่อปิงหยิบแก้ววางตรงหน้า อัยย์นั่งลงข้างเอิน เอินพยักหน้าทัก “เมื่อคืนดูยูทูบจบจนตีสอง ตาคล้ำเลย”
อร เมทสาวผิวไหม้ดวงตาซื่อตรงของอัยย์กระซิบ “อัยย์เมื่อคืนใครปิดไฟช้า ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีใครเดินบนห้องทั้งที่ล็อกประตูหมด”
เอินถอนหายใจ “อย่ากลัวเลย ห้องเก่า เสียงดังมันก็ธรรมดา…”
ปิงส่ายหัว “แต่สตูดิโอนี่มันแปลก มันเย็นกว่าปกติ แถมโมนิก้ารุ่นก่อนก็เล่าว่าฉากนั้นเคยมีเหตุการณ์ประหลาด—แบบมีรูปวาดเปลี่ยนหน้าตาเอง”
จู่ ๆ อัยย์นึกถึงสายตาในภาพวาด เธอเอื้อมจับสร้อยคอเงินรูปพู่กันแน่น มือสั่นจนปิงมองสังเกตอย่างไม่เอ่ยแซว
เย็นวันนั้น ขณะที่คนอื่นทยอยกลับ หยาดแสงอาทิตย์สุดท้ายลูบกรอบภาพหญิงสาวในเงามืด อัยย์เดินเข้าไปใกล้ ความนิ่งเงียบปะทะใจ เธอเอื้อมแตะภาพ พลันปลายนิ้วโดนผิวผ้าใบเกิดความรู้สึกวูบ หนวดยามบางอย่างจับใจ จู่ ๆ ภาพวาดเริ่มเรืองแสงจาง ๆ รอยยิ้มแสยะในรูปกลายเป็นเศร้า ราวคนในภาพกำลังร้องขอให้ใครสักคนช่วย
“อัยย์!” เสียงเอินร้องลั่น เธอเผลอสะดุ้งจนข้อมือปัดกรอบรูปเก่าแก่ ภาพเกือบหล่น อัยย์ทิ้งตัวรับไว้ทัน หน้าเธอเฉียดผืนผ้าศิลป์ กลิ่นสนกับฝุ่นละอองขมปร่าในคอ เอินรีบเข้ามาช่วยพยุง
“ขอโทษ… เราไม่รู้ว่าทำไมต้องเข้าไปใกล้ขนาดนั้น” อัยย์พูดเสียงสั่น ปิงเดินมาช่วยดู อรเพ่งมองอย่างหวาดระแวง
“มันเหมือน… ตอนแตะมัน เรารู้สึกเหมือนมีเสียงในหัว กระซิบอะไรเบา ๆ ว่า ‘ช่วย… ปล่อยฉันที'” อัยย์พูดเบา แมน เพื่อนในกลุ่มเงียบกริบ สายตาคนอื่นเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและตกใจ
คืนนั้น อัยย์นอนหลับตาไม่สนิท แสงไฟผนังลอดผ่านม่านขาวจาง ๆ เธอขยับตัว พลิกซ้ายขวา ในความเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเบา ๆ ลอดเข้ามาในห้องพัก อัยย์ลุกขึ้นนั่งนิ่ง อีกฟากของฝาห้องมีเสียงจิ้งหรีด แต่เสียงร้องครางเบา ๆ ก็ปรากฏ—เสียงเหมือนผู้หญิงร่ำไห้ผ่านมาในอากาศบางเบา เธอเอาผ้าห่มคลุมศีรษะ หัวใจกระหน่ำเร็วราวกลองรบ
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในสตูดิโอเปลี่ยนไป เอินดูซีดเซียว อัยย์เดินเข้าชนจนแทบล้ม “เมื่อคืน…เหมือนมีคนมานั่งปลายเตียงเรา” เอินกระซิบ อัยย์นิ่งอึ้ง ปิงก้าวเข้ามา “เราเองก็ฝันว่ามีคนเดินวนในสตูทั้งคืน แต่พอตื่นก็ไม่มีใคร”
แมนเงียบผิดปกติ ไม่ยอมพูดเรื่องภาพวาดเลย ทั้งที่ปกติมักล้อเลียนเรื่องผีบ่อยครั้ง อรตั้งหน้าตั้งตาวาดภาพ ตาเหลือบไปทางกรอบรูปโบราณเป็นระยะ ให้อัยย์อยากพูดแต่เลือกเงียบไว้
วันนั้น ขณะที่ทุกคนอยู่ใต้แสงหม่น อัยย์ได้ยินเสียงกระซิบในหูอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดขึ้น “ช่วยฉัน… ปลดปล่อย…” เสียงเย็นวาบแผ่วจางในหัว อัยย์หน้าชาวูบ มือที่กำลังวาดรูปหยุดนิ่ง
เอินจับมือเธอไว้แน่น พลางพูดเสียงสั่น “เราฝันร้ายเหมือนกัน ตื่นมายังได้กลิ่นสีแปลก ๆ ในห้องด้วย” ทุกคนเงียบงัน มีเพียงเสียงดินสอขีดลงกระดาษของอรแผ่วเบา
บ่ายวันหนึ่ง ขณะฝนพรำเบา ๆ นอกหน้าต่าง (ยังไม่ตก) อัยย์ตัดสินใจรวบรวมความกล้า ถามอาจารย์ธีรศักดิ์ถึงภาพวาด “ภาพนั้นออกจะหลอน ๆ หน่อย ถ้าคิดจะเรียนต่อที่นี่ก็ต้องชิน—มันคือภาพที่ศิลปินผู้หญิงคนหนึ่งวาดไว้ก่อนฆ่าตัวตาย เธอฝากจิตไว้ในนั้น ว่ากันว่าถ้าใครแตะ ก็อาจได้ยินเสียงกระซิบบางอย่าง” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจ
“หมายความว่ามีวิญญาณในนั้น?” อัยย์กลืนคอแห้งผาก
อาจารย์ยักไหล่ “มันเป็นเรื่องเล่าเก่า ๆ มหาวิทยาลัยนี้มีเรื่องแบบนี้เยอะ จะยึดถือมากก็เปลืองใจเปล่า ๆ นะ”
หลังเลิกเรียน อัยย์พยายามเลี่ยงเข้าใกล้ภาพวาด แต่ราวกับวัสดุทั้งหมดในห้องนี้จะขับเคลื่อนเธอให้เดินกลับไปยังมุมที่สว่างน้อย และวันต่อมา เอินกลับกลายเป็นคนแรกที่เงียบพูดน้อย แตกต่างจากร่าเริงทุกวัน
คืนหนึ่ง เอินเดินเข้าไปในสตูตอนที่ไม่มีใครอยู่ เธอพูดกับรูปนั้นเบา ๆ น้ำเสียงหวาดกลัว “เธอต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่…?” ในความมืด แววตาหญิงสาวในรูปวาดเหมือนขยับ มุมปากเบี้ยวขึ้นทีละน้อย ทันใดไฟในห้องวูบดับ เอินวิ่งพรวดออกมาชนอัยย์ที่แอบเฝ้าดูอยู่หน้าห้อง
“ใครอยู่ในนั้น…ไม่ใช่แค่รูป ไม่ใช่…” เอินหอบหายใจ ถามเสียงแตกพร่า อัยย์จับไหล่เธอแน่น
ปิงและคนอื่นๆเริ่มคุยกันอย่างไม่ไว้ใจ ต่างคนต่างกลัวการอยู่ลำพัง อรขอย้ายไปนอนห้องเพื่อน แมนเริ่มออกคำสั่งให้ทุกคนย้ายของออกจากสตูดิโอ ปิงกังวลจนต้องกลับมาเฝ้ากลางคืน
อัยย์ใช้ความกล้า เดินเข้าไปเผชิญหน้ากับภาพวาด เธอถามเสียงเบา “ต้องการอะไรจากเรา อยากให้ช่วยอะไร…” เสียงสะอื้นแผ่วลอยแทรกในห้อง เธอกุมศีรษะ ร้องไห้
สายวันรุ่งขึ้น เอินหายตัวไป ทุกคนวุ่นวายหากันจ้าละหวั่นในสตูดิโอ พบแค่เสื้อคลุมของเอินตกอยู่ตรงหน้ากรอบภาพ อัยย์นั่งทรุดลงข้างเพื่อน ร้องไห้ เธอโทษตัวเองว่าไม่ปกป้องเอิน
อาจารย์กับเจ้าหน้าที่ก็มาร่วมตามหา ทว่าหลักฐานถูกปัดออกอย่างเร่งรีบ ไม่มีใครพูดเรื่องภาพวาดเลย อัยย์ตัดสินใจกลับมายืนจ้องภาพวาดกลางดึกคนเดียว เรียกชื่อเอินในห้องว่างเปล่า
จู่ ๆ แสงสีส้มวาบขึ้นในห้อง ภาพหญิงสาวในรูปขยับ ศีรษะเอียง ดวงตาสบกับอัยย์โดยตรง
เสียงกระซิบหนาหนัก ฉายชัดขึ้นทีละนิด “ฉัน… เคยผิดพลาด ฉันโดดเดี่ยว ฉันติดอยู่ที่นี่ เธอเข้าใจฉันไหม?” อัยย์สั่นสะท้าน น้ำตาไหล เธอยืนต่อหน้าภาพวาด มองเห็นความเจ็บปวดของหญิงสาวในนั้น สะท้อนความโดดเดี่ยวในใจเธอเอง
ปิงวิ่งเข้ามาดึงอัยย์ออกมา “อย่า! เธอหลอก เราต้องช่วยเพื่อนของเราออกมาจากคำสาปนี้ให้ได้” ปิง สั่นกลัวแต่ตัดสินใจเด็ดขาด
อรยืนร้องไห้มุมห้อง แมนพยายามโทรหาคนช่วย ไม่ติด ทุกคนรวมกันตัดสินใจเปิดกรอบภาพออกด้วยกัน
อัยย์ มือสั่นแต่กัดฟัน ดึงภาพหลุดจากฝาผนัง พลันทุกคนได้ยินเสียงร้องกรีดร้องและอากาศในห้องเย็นยะเยือก เสียงร้องเศร้าเคียดแค้นแผ่ซ่านออกมา ทุกคนจับมือกันแน่น ไม่ยอมหนี อัยย์ตัดสินใจพูดกับวิญญาณในภาพอย่างไม่กลัว
“ถ้าเธอต้องการอิสระ ต้องยอมให้อดีตผ่านไป ต้องให้อภัยตัวเองได้ก่อน พวกเราก็จะช่วยเธอ” เสียงสะอื้นเงียบลงไป ภาพหญิงสาวในรูปมีน้ำตาไหลออกมาเป็นสีขาวขุ่น ไหลหยดเป็นทางยาวบนผืนผ้าใบ
เอินค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นในเงาจางของห้อง เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้ข้างฝาผนัง สายตาเต็มไปด้วยความกลัวและโล่งใจ “เรา… กลับมาแล้วเหรอ?” เอินพูดเสียงสั่นเครือ ปิงวิ่งเข้าไปหา ช่วยกันประคองเอินออกจากห้อง
อัยย์ยืนอยู่คนเดียวหน้าภาพหญิงสาวอีกครั้ง เธอวางมือลงบนผืนผ้างเบา ๆ “ฉันเคยกลัว เคยผิด เคยเกลียดตัวเอง แต่อภัยตัวเองได้แล้ว ถึงจะกล้าช่วยคนอื่นได้”
คืนต่อมา บรรยากาศในสตูดิโอเหมือนใหม่ ความเย็นหายไป รูปหญิงสาวยังคงอยู่ ทว่าใบหน้าพลิกกลับเป็นสงบนิ่งเหมือน “หลุดพ้น” เพื่อน ๆ ค่อย ๆ กลับคืนมาใช้ชีวิตปกติ แม้ยังมีร่องรอยความกลัวเกาะแน่นในใจแต่ก็เลือกคบหากันต่ออย่างจริงใจ
อัยย์นั่งเกลี่ยสีบนผ้าใบภาพใหม่ ดวงตากระจ่างขึ้น ข้าง ๆ มีเสียงหัวเราะของเอิน อร แมน และปิง ทุกคนมีรอยยิ้ม แม้ยังคงหวาดกลัวอดีตแต่พร้อมเผชิญอนาคตร่วมกันในฐานะ “กลุ่มคนที่รอดจากคำสาปแห่งศิลปะ”
ภาพสุดท้าย กล้องฉายภาพกรอบรูปหญิงสาวที่ตอนนี้เปี่ยมความอบอุ่น แสงสีทองสะท้อนรอบผืนภาพ เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนในสตูดิโอลอยผ่านเป็นฉากจบ