คืนสัญญาณใต้ผืนฟ้าเมืองหิมะ
แสงไฟฟ้ายามค่ำในเมืองหิมะทอดยาวบนหน้าต่างโรงเรียนมัธยมอุตรานที โซลเดินลัดตึกเรียนในชุดกันหนาวที่ดูใหญ่ไปสำหรับตัวเอง มือข้างซ้ายกำปึกกระดาษที่ทิ้งไว้หน้าประตูห้องเขาเมื่อชั่วโมงก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าบูทกระทบหิมะหน้าประตูโรงอาหารว่างเปล่าก้องสะท้อนในคืนเงียบ โซลหลบสายตานักการที่เดินผ่าน มองซ้ายขวาก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องสื่อสารเก่า ฝุ่นลอยวูบในลำแสงส้มขุ่น เขายื่นมือจับไมค์สั้น ๆ ขยับลมหายใจ
“อันนิโซ่…ถ้าได้ยิน ตอบกลับมาที…” โซลหลับตา เฝ้ารอเสียงขานรับในคลื่นความเงียบ แต่มีเพียงเสียงการุณย์ขืน ๆ จากลำโพงเก่าและสัญญาณขาด ๆ หาย ๆ
โซลถอนใจ พับกระดาษเสียบไว้ในกระเป๋า ความหนาวของโลหะตีขึ้นมือจนวูบ เขารวบผ้าพันคอออกจากห้อง หัวใจยังตอกย้ำคำถามเดิม—อันนิโซ่อยู่ไหน
ภายในห้องสมุดน้ำแข็ง ซายาวูบผ่านแถวหนังสือเล็ก ๆ พลางกระซิบห้วน “เรื่องเมื่อวานยังอยู่ใช่มั้ย”
โซลชะงัก “อะไร”
“สัญญาณบ้าบอนั่น นายได้ยินเสียงอะไรบ้างรึเปล่า” ซายาสบตา โซลหลบ แก้มแดงผ่านผิวซีด ๆ
“แค่เสียงซ่า ไม่มีอะไร…” เขาเม้มปาก ซายามองนานก่อนวางมือบนโต๊ะ “อย่าพยายามคนเดียว นายไม่ใช่คนเดียวที่—”
ไฟในห้องสั่นวาบ เสียงบี๊บสั้นดังขึ้นจากกระเป๋าซายา เธอหยิบอุปกรณ์บางกลุ่มไฟเรืองขึ้น “มันมาอีกแล้ว”
ความสงสัยเข้มข้นขึ้น ซายาเปิดคลิปเสียง หญิงสาวเสียงสั่นสะท้านเอ่ยในคลื่นหูฟัง “ช่วยฉันด้วย…สถานีออริกอน สุญญากาศ อย่าไว้ใจ…” แล้วเสียบบอด
สายตาโซลกับซายาสบกันครั้งใหม่—ทั้งกลัวทั้งกระหายคำตอบ
“นายรู้จักสถานีออริกอนไหม” ซายากระซิบ
โซลส่ายหน้าเร็วเกินควร “ไม่…แต่ ฉัน…”
เสียงประตูห้องสมุดเปิดแรง ไค เพื่อนร่วมชั้นร่างสูงดูเหินห่างโผล่เข้ามา “พวกนายนี่เอง” ไคเดินเฉียดใกล้ พลันสายตาเข้มของเขาจับสังเกตบางอย่างในมือซายา “ยังเล่นสัญญาณลึกลับเหรอ”
ซายาวางอุปกรณ์ทันที “ไม่ใช่เรื่องของนาย”
ไคหัวเราะขื่น “นี่ไม่ใช่เกมนะ เวลาแบบนี้…”
โซลขยับตัว “ถ้ารู้ว่ามีอะไร บอกมาดีกว่า”
บรรยากาศตึงเครียดต่างคนต่างเงียบ ก่อนที่เสียงลมกรรโชกเหนือลานโรงเรียนจะกลบทุกอย่าง
กลางคืนนั้น หิมะโปรยลงบนถนนที่ไร้ผู้คน โซลซุกตัวที่หน้าต่างหอพัก รวบรวมร่องรอยทุกข้อความจากคลื่นสัญญาณ ทุกวินาทีที่ใจวูบหวิว เขาไม่กล้าปล่อยใจคิดถึงอันนิโซ่มากนัก ความรู้สึกผิดกัดกินในทุกคำอ้อนวอนที่เคยละเลย
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ขัดความคิด โซลเปิดพบอาริดา เพื่อนร่วมห้องที่เงียบขรึมแต่สายตาอ่อนโยน
“นอนไม่หลับอีกแล้วเหรอ” อาริดาเอ่ยขึ้น โซลสบตาแล้วถอนใจ
“ฉันกลัวจะไม่ได้ยินเสียงเธออีก”
อาริดาช้าก่อนตอบ “เราจะหาคำตอบไปด้วยกัน” เธอแตะไหล่โซลเบา ๆ
เมื่อคืนวันเสาร์ กลุ่มทั้งสี่รวมตัวในทางเดินใต้ดินซึ่งต่อเชื่อมกับโรงไฟฟ้าเมือง ไคถือแผนที่มือมั่นใจ แม้ใบหน้าซุกซ่อนความประหม่า
“สถานีออริกอนของจริงอยู่ลึกกว่านี้ ต้องฝ่าเข้าไป” ไคว่าขรึม
ซายาหันมามองโซล “แน่ใจนะ ว่าน้องสาวนายจะยังอยู่…”
โซลขบฟัน “ไม่มีใครทิ้งครอบครัวของตัวเอง ยกเว้นคนที่กลัวมากพอ”
อาริดาคว่ำหน้า “หรือคนที่ถูกบังคับให้กลัว”
ไคยิ้มบาง แววตาประหลาด “บางทีความจริงกับความเงียบมันคล้ายกัน—ทำลายคนได้หมด”
บรรยากาศในการเดินทางสั่นระรัว ทั้งความกลัว ความหวัง และความไม่แน่ใจ
ประตูสแตนเลสหน้าสถานีออริกอนใต้ดินเก่าปิดทึบ กลุ่มเพื่อนแทรกตัวเข้าไปช้า ๆ ไฟหัวฉายแลบวาวตามผนังที่ลอกล่อน โซลส่ายหัวเมื่อได้ยินเสียงขูดขีดเป็นระยะในอากาศรอบข้าง
ซายาหยุดกะทันหัน “เดี๋ยว มีอะไรบางอย่างอยู่ในห้องควบคุม”
อาริดากระชับไฟฉายเดินนำ “ถ้ามีทางช่วยอันนิโซ่ก็ต้องเสี่ยง”
เสียงตะโกนบางอย่างลอดมาจากลำโพงสำรอง “หยุด! อย่าเข้ามา!”—เสียงเด็กผู้หญิงที่โซลรู้ดี
เขาวิ่งพรวดเข้าไป ประตูเหล็กอีกชั้นล็อกแน่น ข้างในคือเงาร่างเด็กหญิงผมยาว สวมชุดหนาวขาด ๆ มือถือไมโครโฟนเสื่อมสภาพ
“อันนิโซ่!” โซลกระแทกประตู น้ำตาคลอตา
อันนิโซ่พูดสั้น ๆ เสียงสั่น “อย่า—ข้างในมันไม่ใช่แค่ฉัน…มีบางอย่างรออยู่”
ไฟในห้องกะพริบ ซายาเริ่มปรับความถี่สัญญาณ จังหวะเดียวกับที่เสียงเหล็กขูดดังสะท้อนทั่วสถานี ไคพูดเร็วกว่าปกติ “เราต้องรีบแล้ว”
โซลตะโกนข้ามประตู “อันนิโซ่! ฟังนะ—ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ไม่ได้ฟังแก”
เงียบ—มีเพียงเสียงหายใจสะอื้นขาด ๆ
อาริดาวางมือลงบนเครื่องควบคุมเก่า “สำรองพลังงานเถอะ ฉันจะเจาะกลไกประตู”
แสงไฟห้องควบคุมกระตุกวูบ เสียงคลื่นสัญญาณก้องชัดมากขึ้น—“ความกลัวในใจ…จะทำให้สื่อสารกับใครไม่ได้เลย…”
โซลน้ำตาไหล นึกถึงตอนผลักไสอันนิโซ่ด้วยถ้อยคำโกรธเกรี้ยว
“ขอโอกาสอีกครั้ง…ฉันไม่กลัวจะเสียแกอีก” เสียงเขาสั่นระรัว
ซายาเพิ่มแรงดันไฟ เสียงตู้ควบคุมร้องหวีดชั่วครู่และเปล่งไฟสีฟ้าส่องมุมหนึ่งของห้อง จู่ ๆ เสียงท้ายจากอันนิโซ่กระซิบแผ่ว “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉัน…”
ประตูค่อย ๆ เปิด ไอเย็นทะลุขึ้น ทั้งกลุ่มรีบวิ่งเข้าไป โซลโผไปหาอันนิโซ่ กอดแน่นจนร่างสั่น อาริดา ยืนเงียบข้างประตู ไคถอนหายใจ พลิกกลับไปตรวจตราทางเดินเพื่อป้องกันอย่างระวัง
แต่อันนิโซ่สั่นระริก “ข้างในห้องควบคุม…มีข้อมูลบางอย่างที่ใครไม่อยากให้เราเห็น” เธอยื่นชิปข้อมูลสั้น ๆ ให้โซล สายตาว่างเปล่าแต่หนักแน่น
อาริดาสแกนดู พบไฟล์เสียงซ้อนเสียงผู้ใหญ่ “ใครก็ตามที่สัญญาณนี้ถึง อย่าไว้ใจผู้ใหญ่ทุกคนที่นี่ มีบางอย่างในเมืองที่ผิดแผก…”
ซายาเม้มปาก “คนในเมือง สร้างสถานีขึ้นมาเพื่ออะไร บางอย่างเกี่ยวกับ…การทดสอบอะไรซักอย่าง?”
ไคกระซิบ “มีแต่ในเมืองนี้เท่านั้นที่เด็ก ๆ หายตัวบ่อยขนาดนี้ ไม่มีใครกล้าสืบต่อ”
โซลหันขวับ “เราห้ามหยุด—ไม่มีใครควรต้องอยู่บนความเงียบงัน”
แสงไฟในสถานีดับพรึ่บ ลมพายุโหมกระหน่ำ เสียงเหตุการณ์ปัจจุบันถาโถมเข้าชั้นในของหัวใจทุกคน—อันนิโซ่เปิดใจบอก “ฉันถูกขู่ ขู่ให้เงียบ ไม่พูดความจริง…”
โซลขยับเข้าใกล้พี่น้อง สบตากันเต็ม ๆ “ครั้งนี้ฉันจะฟัง จะอยู่กับเธอ จนถึงที่สุด”
ฝูงชนในเมืองเริ่มออกมามุงดู เมื่อกลุ่มทั้งสี่เดินออกจากสถานีด้วยหลักฐานในมือ ความหนาวยะเยือกจางลงใต้แสงเช้าสีเงิน โซลยกมือที่ถือชิปขึ้น ท่ามกลางสายตาสอบสวนของเจ้าหน้าที่ชันสูตรระลอกใหม่
“เราอาจไม่มีวันรู้เบื้องหลังทั้งหมด แต่ฉันรู้ว่าครั้งนี้จะไม่ปล่อยมือเธออีกแล้ว” โซลกระซิบให้อันนิโซ่รู้ทั้งหัวใจ
ซายา ไค และอาริดามองหน้ากันในความเงียบ ทุกคนต่างมีบาดแผลจากความหวาดกลัว ในขณะที่เมืองหิมะยังเหลือปริศนาและสัญญาณที่ไม่มีวันจางหาย
หิมะตกลงมาอีกรอบ เม็ดแรกที่เปลี่ยนฤดูราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทุกคนบนถนนหันมองบนฟ้า—จังหวะเงียบสงบที่ปลุกความกล้าขึ้นในใจ ตรงกลางเมือง โซลกุมมืออันนิโซ่แน่น นิ้วมือสั่นน้อยลง ทุกคนเฝ้ามองกันและกันด้วยสายตาที่บอกว่าเรื่องราวของพวกเขายังไม่จบ…แต่ความกลัวนั้นไม่แข็งแรงพอจะขังพวกเขาไว้ได้อีกต่อไป