ไฟนิรันดร์แห่งสตูดิโอศิลปะ
หลังม่านกระจกสีของสตูดิโอศิลปะ “เปลว” อรดาเดินเข้ามาพร้อมเป้ใบเก่าสีน้ำตาล มือของเธอกำแน่นจนดูหยาบกระด้าง คราบสีเปรอะเปื้อนแขนเสื้อ เธอมองสตูดิโอแปลกตานี้ เห็นห้องกว้างตกแต่งด้วยผลงานศิลป์จากหลายยุค แสงจากเทียนไขเล็กๆ กระพริบทั่วห้อง กลิ่นไขละลายเจือเครื่องหอมจางๆ แต่ไม่มีใครให้การต้อนรับ เพียงเสียงกรีดกระดาษและการปาดพู่กันกลับไปมา เธอเดินฝ่าออกไปถึงโต๊ะข้างหน้าต่างและนั่งลงอย่างเงียบงัน สังเกตทุกคนด้วยความระแวดระวังปนเหงา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แว่วเสียงสบถเบาบาง “นั่นน่ะ…เด็กใหม่?” วุฒิชายผมยาว ท่าทีไม่แยแส เหล่มองจากโต๊ะใกล้กัน แต่กลับมีแววอยากรู้อยู่ในดวงตา เขาหันกลับไปลงสีน้ำในสมุด อรดาทำเพียงขยับมือรวบผมใหม่ ไม่สนใจพูดจา ลมหอบเอากลิ่นสีเข้าโพรงจมูก บดบังเสียงอื่นราวกับโลกทั้งใบมีแต่บทสนทนาภายในใจของตนเอง
เย็นนั้น อัจฉราเด็กสาวร่างเล็ก ผมหยิกฟูเดินตรงเข้ามาทัก “ชื่ออรดาใช่ไหม? ชั้นอัจฉรา…อย่าเพิ่งกลัว ใครๆ ก็ดูเย็นชาแค่วันแรก” อรดาสบตา ตอบกลับสั้นๆ “เคยย้ายหลายที่ ไม่ใช่เรื่องแปลก” รอยยิ้มของอัจฉราอาบแสงเทียน “ที่นี่ มีอะไรซ่อนอยู่ในแสงแบบนี้นะ…ชั้นเคยเห็น” คำพูดนั้นทำให้ดวงตาอรดาเปลี่ยนไป เธอขมวดคิ้ว “ที่เธอว่าอะไร?” อัจฉราหัวเราะเบาๆ “ครูพรรณีชอบเล่าเรื่องแปลก…บางคืน เทียนดับเอง ทั้งที่ไม่มีลม”
พลบค่ำ ไฟในสตูดิโอหรี่ลง ชายคนหนึ่งโยนภาพระบายสีหน้าตกโต๊ะกระดาษจนเสียงดัง ทุกคนหันขวับ อรดาหน้ามืดวูบเมื่อตาเธอพลันเห็นเงาวูบไหวหลังม่าน เธอกระพริบตาถี่ใจสั่น มือแตะผนังโต๊ะอย่างประหม่า ใจไม่กล้าลุกไปดูแต่ไม่อาจละสายตา ริมผ้าม่านขยับไหวราวมีคนยืนอยู่ด้านหลัง
พลัน เสียงประตูไม้เปิดอย่างช้า ๆ ครูพรรณีร่างสูงผมขาวคลุมไหล่เดินเข้ามาพร้อมกล่องสีในมือ “ทุกคน…ขอต้อนรับศิษย์ใหม่ ช่วยกันเรียนรู้นะ” น้ำเสียงนั้นอบอุ่นแต่มีอะไรซ่อนเร้น ทิ้งเงาสงสัยในใจทุกคน อรดาเพียงพยักหน้าบางเบา ซ่อนอารมณ์ไว้ใต้รอยยิ้มที่ฝึกไว้จนชำนาญ
ขณะทุกคนเริ่มระบายสี อรดารู้สึกแปลกใจเมื่อทุกครั้งที่วาดสายลม เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างละลายบริเวณขอบภาพ เส้นสีจางไหลแลดูเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เธอมองซ้ายขวาด้วยความวิตก ก่อนจะวาดลึกลงไปในความสับสน
หลังเลิกเรียน อรดามุดกายออกจากห้องเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาคนอื่น ชะงักเมื่ออัจฉราวิ่งมาขนาบข้าง “เธอวาดอะไร?” อรดาไม่ตอบ พลิกสมุดวาดซ่อนรูปที่เขียนไว้ อัจฉรารู้ทัน รีบพูด “คืนนี้…เธออยู่ได้นะ ทั้งศิลปิน…ทั้ง—” เธอเงียบทันที เมื่อวุฒิเดินปาดหน้า สูบบุหรี่ที่มุมระเบียงฟุ้ง อรดามองตามอย่างกังวล “เขาแปลกมาตลอดเหรอ?” อัจฉราส่ายหน้าเบา “เขารอใครบางคนที่หายไป…คืนหนึ่ง”
อรดากลับเข้าไปในสตูดิโอตอนค่ำ เงาสะท้อนของเธอบนกระจกถูกขีดเขียนด้วยละอองฝุ่น เธอเห็นดวงตาของตัวเองนิ่งขรึม ภาพเหล่านั้นสั่นไหวดังเงาสะท้อนจากน้ำ ใจเต้นระส่ำ เธอรีบเดินไปนั่งข้างเทียนไขแล้วใช้ดินสอวาดภาพต่ออย่างหมกมุ่น ขณะวาด เสียงฝีเท้าบนพื้นดังก้องมาจากมุมอับ ใจเธอเกร็ง แต่กลั้นหายใจ ฝืนวาดรูปเด็กหญิงที่ร้องไห้ในห้องมืด ดินสอไหลไปตามแรงมือจนน้ำตาแทบจะไหลตามร่องกระดาษ
คืนต่อมา อรดากลับเข้าห้องพร้อมกับสมุดวาด หลังจากตรวจความเรียบร้อย อัจฉราตามมาติด ๆ เธอขยับเก้าอี้นั่งใกล้พลางส่งแปรงให้ “อยู่สตูดิโอจนดึกบ่อยเหรอ?” อรดายิ้นขื่น “บางทีบ้านก็แย่กว่านี้นะ” – “บ้านชั้นก็ไม่ต่างหรอก” อัจฉราตอบ รูปแบบรอยยิ้มคล้ายจะร้องไห้ อรดาก้มหน้าลงกับสมุดวาด เก็บความเศร้าลึกไว้ในความสงบ “เธอวาดรูปร้องไห้บ่อยทำไม?” อัจฉราถามต่อ “มันออกมาของมันเอง” อรดาตอบ “ชั้นเคยมีน้องสาว…แต่มันไปแล้ว” เสียงในห้องเงียบลงทันที มีเพียงเพลงจาง ๆ จากลำโพงเก่าในมุมห้องคล้ายสื่ออารมณ์ที่อยู่ภายในใจทั้งสองคน
ขณะนั้น วุฒิเดินมาเงียบ ๆ “คืนนี้…ใครดับไฟ?” อัจฉราเงยหน้ามอง อรดาชะงัก นึกขึ้นถึงเรื่องที่อัจฉราเล่า วุฒินั่งลงบนเก้าอี้ ฟังเสียงของฟืนขูดพื้นแล้วพูด “บางที…ไฟที่ดับมันแค่พรางตา คนที่หายไป…เขายังอยู่”
เช้าวันหนึ่ง ครูพรรณีมอบหมายให้ทุกคนวาดภาพจากความทรงจำที่เจ็บปวด อรดากำดินสอแน่น เหงื่อซึมฝ่ามือ เธอก้มหน้าวาดวงกลมสีดำกลางแผ่นกระดาษ ภาพเด็กหญิงในชุดวันเกิดของน้อง เหงา เธอกัดฟันจนเจ็บ เจตนาดึงความเจ็บปวดออกมาวางบนกระดาษขาว — เพื่อนร่วมชั้นต่างตะลึงในเนื้อหาและแววตาเศร้าที่อรดาไม่เคยยอมให้ใครเห็น
ในช่วงบ่าย วุฒิเอางานของตัวเองมาให้ดู เป็นภาพชายคนหนึ่งโดดเดี่ยวบนสะพาน เขากระซิบ “มันคือความกลัวของชั้นเอง กลัวว่าใครสักคนจะไม่หวนกลับมา” อรดามองตาวุฒิพลางตะโกนในใจ ความเจ็บปวดของแต่ละคนดูเหมือนจะหลอมรวมอยู่ในสตูดิโอแห่งนี้
วันถัดมา สตูดิโอถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกขาวขุ่น เสียงฝนไกล ๆ ด้านนอกแต่ไม่แตะต้องวันนี้ แสงเทียนสั่นไหวผิดปกติ ครูพรรณีขอให้นักเรียนทุกคนอยู่ต่อชั่วข้ามคืนเพื่อเตรียมนิทรรศการ ช่วงกลางคืนไฟฟ้าดับ ทุกคนนั่งรวมกันท่ามกลางแสงเทียน วุฒิสบถแล้วลุกขึ้นวิ่งไปทางประตูจะตรวจสอบ ทันทีนั้นมีเสียงขีดเขียนตามผนังห้อง ทุกคนหันขวับอ้าปากค้าง
อัจฉรากระซิบ มือกอดอกแน่น “มันเริ่มอีกแล้ว …” อรดานิ่งตาโต อาการสั่นมากขึ้น เธอลุกขึ้นกลัว เผยความอ่อนแอ “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉัน…ขอกลับบ้าน” วุฒิยิ้มเย็น แต่แววตาสั่นไหว “ออกไปตอนนี้ก็ไม่มีประตู” เขาชี้หลัง ทุกคนหันชะงัก ประตูไม้ทึบกลับกลายเป็นผนังทึบจนพวกเขาใจเสีย เงาทะลุออกมาตามไฟเทียน วาดลวดลายคล้ายภาพในความทรงจำของแต่ละคน
ครูพรรณีเดินเข้ามากลางกลุ่ม ชี้ไปที่เทียนไข “จุดไฟนี้ไว้ พวกเธอทุกคน แค่ทำอะไรจากหัวใจของตัวเอง…คืนเดียวผ่านไป ทุกอย่างจะกลับมา” ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง แต่ในแววตาของแต่ละคนเริ่มมีประกายบางอย่าง อรดานั่งลงขมวดคิ้ว วาดรูปน้องสาวอีกครั้ง แต่คราวนี้ น้องยิ้ม แล้วรูปที่เกิดขึ้นมีสีสันสว่างขึ้นยามกระทบแสงเทียน
วุฒิวาดรูปชายคนเดิม ทว่ามีรอยแผลจากการกอด อัจฉราวาดบ้านหลังเก่า แต่ภาพมีแสงจันทร์ส่องถึง หลังจากวาดเสร็จ เงาในห้องค่อยๆ คลายตัว แสงเทียนเพิ่มความอบอุ่น ทุกคนมองหน้ากันเงียบๆ ด้วยความหวังอันใหม่
รุ่งเช้า ประตูเปิดออกได้อีกครั้ง ท้องฟ้าสว่างจ้า ครูพรรณีแจกจ่ายกาแฟให้แต่ละคน อรดารับแก้วกาแฟเหมือนได้ปลดล็อกบางอย่างในใจ อัจฉราหัวเราะเบาๆ “ความเจ็บปวดมันไม่อยู่ถาวรใช่ไหม?” อรดายิ้ม “แต่ความทรงจำก็ยังสวยงามอยู่”
วุฒิก้มดูงานบนโต๊ะ “บางครั้งคนที่หายไป—เขาก็ยังอยู่…ในความทรงจำ” ทั้งหมดต่างยิ้มแบบแปลกๆ เหมือนได้ยินเสียงเพลงจากลำโพงเก่าอีกครั้ง ทันทีนั้น แสงเทียนสุดท้ายดับลง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นเทียนและเงาภาพกับเสียงหัวเราะจากใจจริงของพวกเขาในสตูดิโอแห่งไฟนิรันดร์