เพลิงใต้ปีกเหมันต์
เสียงฝีเท้าดังแผ่วอยู่บนพื้นหิมะขาวโพลนของหมู่บ้านยะห์รี พื้นที่ริมขอบผาหิมะอันเวิ้งว้างไร้สิ้นสุด เด็กชายวัยสิบแปดสวมเสื้อหนากำลังเดินกระชับเสื้อคลุมอย่างแน่น ฝ่ามือคอยซ่อนบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการล่าสัตว์ที่ผิดพลาด—ความผิดอีกข้อในสายตาของตนเอง เขาชื่ออาเชล ไม่มีใครรู้ว่าในหัวใจของเขาซ่อนบางสิ่งที่แข็งแกร่งและเปราะบางไว้พร้อมกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกไม่ได้เอากวางมาสักตัว” เสียงแหบของพ่อดังขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในบ้านไม้ พ่อเบือนหน้าหนีจากเตาหิน หนาวเย็นในบ้านสีหม่นขนาดเล็กเพิ่มแรงกดดันหนาตาเข้าไปอีก
“ผมขอโทษ มันพนันกับผมจนได้แค่รอยแผล—” อาเชลตอบเบา ๆ ดวงตากวาดมองไปยังน้องสาวที่นั่งกอดเข่ายังมุมห้อง ฮานันจ้องกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า
พ่อไม่พูดต่อ เขาเดินออกไปข้างนอก อากาศกรุ่นกลิ่นควัน เข็มนาฬิกาเดินต่อบนกำแพง — เสียงสะท้อนในใจของอาเชลตีก้อง: “ข้าไร้ค่าหรือเปล่า?”
คืนนั้นลมหิมะพัดจนหน้าต่างสั่น อาเชลเดินไปโรงเก็บของใต้ถุน เขาพบโน้ตปริศนาเหนือตะกร้าฟืน เขียนด้วยหมึกดำ “มีสิ่งอยู่ใต้ปีกเหมันต์ อย่าปล่อยให้ถูกปลุก”
ไออุ่นจากลมหายใจของอาเชลลอยคละคลุ้ง เงาของเขาบนไม้กระดานเหมือนยาวออก ท่ามกลางคืนอันเหน็บหนาว ทุกอย่างนิ่งงัน—ยกเว้นเสียงอะไรบางอย่างที่กระซิบจากใต้พื้น
รุ่งเช้า อาเชลเดินผ่านลานหมู่บ้าน เหล่าคนแก่ซุบซิบว่ายามค่ำที่แล้วมีเสียงหอนแปลก ซูลี เพื่อนวัยเดียวกันวิ่งเข้ามาหา ลมหายใจขาวขุ่น “นายเถลไถลที่ไหนมาเมื่อคืน?”
“นายได้ยินเสียงนั่นไหม?” เสียงที่ดูกังวลของอาเชลทำให้เพื่อนนิ่งงัน
ซูลีเบือนหน้าหนี “เสียงสายลมกับหิมะแบบนั้นมีบ่อย จะถามเพื่อ?”
“ไม่ใช่เสียงลมน่ะ—คือ…” อาเชลชะงัก ปล่อยคำพูดค้างไว้ เพื่อนทั้งสองนิ่งมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างคนต่างแอบเดินห่างกันในหิมะ
ขณะที่อาเชลเดินไปหลังโบสถ์หิน เขาเผลอมองไปที่ลูกเห็บปริศนา เห็นสัญลักษณ์บนกำแพงที่มองไม่ออก—แต่รูปลักษณ์นั้นเหมือนกับลวดลายในฝันร้ายที่ติดตาที่สุด ซึ่งเขาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
พลันเขาได้ยินเสียงฝีเท้า คำรามแผ่ว ๆ ของบางสิ่ง อาเชลหันไปพบเด็กหญิงผิวขาวซีดกำลังยืนจ้อง เขาจำได้ว่าเป็นอีดา ลูกสาวของนักบวชที่ไม่มีใครคุยด้วย
“พวกนั้นไม่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตในหิมะมีอยู่จริง” น้ำเสียงของอีดาเบาเย็นราวกับหวาดกลัวและโหยหา “แต่ฉันเห็นมันทุกคืน…”
อาเชลลังเล ไม่รู้จะตอบยังไง ความเงียบคลุมหมอกหนาแน่น “นายเห็นอะไร?”
อีดายิ้มเจื่อน “เจ้าสิ่งนั้นกินวิญญาณคน…”
เสียงกระทืบเท้ายามวิ่งพลันแทรกผ่านบรรยากาศ ซูลีเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน เขาขมวดคิ้ว “ไม่ควรคุยกับเธอ”
“ไม่มีใครชอบฉันอยู่แล้ว” อีดากระซิบเบา ๆ
สายลมหวีดหวิว คำพูดยังคงห้อยอยู่กลางอากาศ
เย็นวันนั้นในโรงอาหารของหมู่บ้าน การประชุมใหญ่เริ่มขึ้นหลังมีคนหายตัวไปสามคืนติด “เด็ก ๆ คนนี้พูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้วเหรอ” ผู้ใหญ่บ้านถามเสียงแข็งขณะมองอาเชล เขารู้ทันทีว่าใคร ๆ ต่างก็จับจ้อง
อาเชลนิ่ง เผลอกำหมัดแน่น “ผมไม่รู้ครับ”
“ถ้ารู้ ก็พูดมา!” พ่อของเขากระแทกเสียงดังขึ้น อาเชลลังเลแต่ไม่พูดอะไร หลายคนหันไปมอง ครอบครัวเขากลายเป็นเป้าสายตา
อีดามองลอดหน้าต่าง ร่องรอยหิมะสีดำข้างนอกฉายเข้าตาเธอด้วยความกลัวลึก ๆ
คืนนั้นเอง อาเชลฝันถึงเสียงกระซิบในหิมะ—แต่คราวนี้ มันดังกว่าตอนใด เขาตื่นลุกพรึบ เหงื่อแตกพลั่กทั้งที่อากาศติดลบ น้องสาวเดินมานั่งข้างเตียง “พี่—เขาว่านายจะพาเรื่องร้ายเข้าหมู่บ้านใช่ไหม?”
ความเงียบแปลกแยก อาเชลก้มหน้าลูบผมน้อง “ไม่หรอก” แต่คำว่าหรือเปล่า…ยังคงดังอยู่ในใจ
รุ่งเช้า หมู่บ้านตื่นพร้อมกับข่าวร้าย: ศพเด็กชายริมโบสถ์ หิมะเปื้อนเลือดและมีขนนกสีขาวติดอยู่ อาเชลกับอีดาแอบไปดูที่เกิดเหตุ
“ข้าอยากรู้ว่าทำไมไม่มีใครยอมรับความจริง” อีดาคำรามแผ่ว ๆ ดวงตาสั่นไหว “หรือเพราะมันง่ายกว่าที่จะหันหน้าหนี?”
“แม้แต่ฉันเอง…ก็กลัว—” อาเชลเอ่ยยอมรับ พลางยืนเขย่งเท้าอย่างลังเลตรงรอยเท้าที่หายไปครึ่งหนึ่ง
อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บางคนรวมตัววางแผนไล่ล่า”เจ้านกปีศาจ” พ่อของอาเชลออกคำสั่งเคร่งเครียด “ใครพบต้องบอกทันที”
ตกเย็น อาเชลกลับมาบ้าน พ่อถลึงตาสั่ง “ห้ามออกจากบ้านตอนกลางคืน” เขากลับจำใจรับ มองดูหิมะสะท้อนแสงจันทร์เทา
เสียงขูดใต้พื้นไม้ดังขึ้นอีก อาเชลตัดสินใจย่องไปโรงเก็บของ เงาอะไรบางอย่างแวบในความมืด คราวนี้ไม่ใช่หนู—เสียงหายใจที่กำลังจ้องเขม็งกลับยิ่งกังวล
เพียงลมหายใจเดียว เงาดำร่างปีกขาวแฉลบผ่าน ขนหัวอาเชลลุกชัน มือเย็นเฉียบซุกอยู่ในกระเป๋า คำถามมากมายถาโถมแต่ไม่มีใครตอบ
รุ่งเช้า ฮานันน้องสาวตื่นมาร้องไห้ “หนูฝันว่าพี่จะหายไป…” ความกลัวฉายขึ้นในแววตาเด็กน้อยนั้น
อาเชลจ้องหน้าต่าง ฝ่ามือกระชับล็อก ประตูบ้านดูบอบบางยิ่งกว่าที่เคย
วันต่อมา อาเชลแอบไปพบอีดาหลังโบสถ์ “มันคืออะไรกันแน่?”
เสียงอีดาเบาเหมือนผิวหิมะ “เจ้าสิ่งนั้นเกิดจากคำสาปของผู้ทรยศในหมู่บ้าน ตัวมันถูกขังไว้ใต้ปีกเหมันต์ของภูผา ทุกครั้งที่ใครเปิดของต้องห้าม มันจะออกมา…” ดวงตาเด็กหญิงหวาดผวา “ใครสักคนปลุกมันขึ้นแล้ว”
“ใคร?”
อีดาหลบตา “บางทีอาจจะบ้านนาย หรือบ้านฉัน”
เสียงกรีดร้องจากฝั่งหมู่บ้านตัดบทสนทนา อาเชลรีบวิ่งไปตามเสียง ร่างหนึ่งล้มในหิมะ พวกผู้ใหญ่รุมเข้ามา “มันมาอีกแล้ว!”
ความกลัวและความไม่ไว้ใจแพร่กระจายทั้งหมู่บ้าน ทุกคนเริ่มสงสัยกันเอง อาเชลเริ่มตั้งคำถามกับพ่อ—ทำไมพ่อเขาถึงดูหวาดกลัวกว่าทุกคน?
คืนนั้นอาเชลพร้อมกับซูลีและอีดาตัดสินใจเดินตามเสียงประหลาดไปที่เพิงร้างริมผา ขอบหิมะลึกชันลื่นไถลลง สุดทางคือโพรงหินโบราณ
ในโพรง อากาศเย็นเฉียบ หยดน้ำแข็งติ๋ง ๆ เสียงกรอบแกรบในความมืดคล้ายร่างปีกเสียหายแผ่ขยาย อาเชลกลั้นลมหายใจ “นายกลัวไหม?” เขากระซิบถาม
ซูลียิ้มเหย “ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว”
แสงตะเกียงวาบ อีดายื่นมือมาแตะมืออาเชลเบา ๆ
ในโพรงนั้น พวกเขาเห็นศิลาที่สลักรูปนกปีกกว้างกับชื่อบางชื่อที่ถูกขูดทิ้ง รอยเท้าหายไปในความมืด เสียงกระซิบก้องขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ได้ยินชัดเจนทุกคน
“ข้ามีความผิด…” คำพูดนั้นไม่ใช่ของใครบนพื้นโลก
เสียงฝีเท้าวิ่งดุจระเบิด ซูลีร้อง “วิ่ง!” สามคนวิ่งโกลาหล ขณะที่เงาปีกบานสะพรั่งโถมลงมาหยุดตรงหน้า มันเป็นร่างเบลอของสิ่งมีชีวิตที่ทั้งคุ้นและแปลกตา
“เจ้าคือผลกรรมของหมู่บ้าน” อีดายื่นมือสวดบางสิ่ง เงาเริ่มกระพือปีกแรงจนหิมะบินว่อน
อาเชลกลั้นใจตะโกน “หยุด! ฉันขอโทษแทนทุกคน”
สิ่งนั้นหยุด เงียบวาบอย่างไม่คาดฝัน ร่างเงานั้นเอียงหัว เหมือนกำลังฟัง
“ข้ากลัว” อาเชลเผยเสียงของความกลัวในใจ “แต่ข้าไม่อยากให้ใครต้องตายเพราะความผิดในอดีต” น้ำเสียงเขาสั่นไหว ซูลีจ้องเขม็ง อีดากุมมือแน่น
เงาปีกขาวสลายตัวช้า ๆ เป็นปุยนุ่นในสายลม หิมะตกเบาบางลง เศษขนขาวปลิวว่อน อาเชลยืนอึ้ง เชิดหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้า
รุ่งสาง หมู่บ้านกลับมาเงียบ แต่ผู้ใหญ่บางส่วนบาดเจ็บจากเหตุโกลาหล พ่อของอาเชลเดินเข้าหาเขา สายตาระคนด้วยความเสียใจและสำนึก “ข้าขอโทษ…”
“ผมก็ผิดครับ ผมกลัวจนไม่กล้ายอมรับ ผมโทษทุกอย่างรอบตัว ยกเว้นตัวเอง”
อีดากับซูลียืนข้าง ๆ รู้ว่าการให้อภัยอาจไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่างทันที แต่เปลี่ยนใจพวกเขาไปตลอดกาล
ภาพสุดท้าย หิมะโปรยหวานลงบนมือทั้งสามคน อาเชลยืนกลางหมู่บ้านที่เงียบสงบ ดวงตาไม่หลบเลี่ยงโลกอีกต่อไป รอบข้างคือเพื่อน มิตรภาพ และความกล้าหาญ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ใต้ปีกเหมันต์