เงารักบนเกาะลอย
เจ้าหน้าที่สาวสวมเสื้อชูชีพรีบขึ้นเรือไม้เล็ก สายตาเธอพยายามหลบเลี่ยงคนอื่นๆ บนท่าเรือ ช่อวลี นักศึกษาชีววิทยาปีสามจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด เพิ่งถูกบังคับให้เข้าร่วมโครงการวิจัยประจำปี หลังจากการสูญเสียของแม่ในอุบัติเหตุ เธอเปลี่ยนไป เงียบขรึม หลีกหนีผู้คนและมักยิ้มแห้งๆ เมื่อใครถามไถ่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ผมขอนั่งข้างได้ไหม?” เสียงห้าวเอ่ยถาม ช่อวลีเกร็ง ค่อยๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มรอยสักประปรายบนแขน ทรงผมหยักศก เจ้าหน้าที่ประมงประจำเกาะลอย ชื่อปริณดา หรือ ‘ริว’ คนที่ใครๆ ลือว่าหัวรั้นและมีอดีตพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย เธอพยักหน้าโดยไม่สบตา ก่อนจะดึงเป้าหมายทัศนศึกษาเข้ามากั้นระยะห่างอย่างเก้อเขิน
เรือออกสู่ทะเล เสียงคลื่นโหมกระทบหัวเรือ สายลมเค็มกรุ่น ปริณดาทำหน้าที่ไกด์เชิงบังคับ ใช้สายตามองภูมิประเทศด้วยท่าทีเหม่อลอย เขาเอ่ยถาม “คุณรู้ไหม ว่าเกาะนี้เคยเป็นของใครมาก่อน”
ช่อวลีเงียบ ‘ฉันไม่ได้อยากรู้หรอก’ เธอคิดในใจ แต่ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยออกไป “อาจารย์บอกว่าเป็นเกาะร้าง หลังจากนั้นไม่ได้มีใครอยู่จริงจัง”
ริวกระตุกยิ้มบาง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “เขาว่าเคยมีคำสาป…” น้ำเสียงคล้ายจะล้อแต่แฝงด้วยอะไรบางอย่าง เหนือเสียงหัวเรือ มีแต่สายลมผสมคลื่น พาให้ทุกถ้อยคำนั้นหนักแน่นขึ้น
เมื่อมาถึงเกาะ นักศึกษากลุ่มย่อยแต่ละคนมุ่งสู่จุดกางเต็นท์ ช่อวลีมองซากบ้านไม้หลังเก่าโผล่ขึ้นจากเถาวัลย์ ริวเดินนำ ยื่นมือให้ “เข้ามาดูไหม ข้างในมีอะไรซ่อนอยู่เยอะ” ช่อวลีลังเล มือข้างหนึ่งจับสายกล้องแน่น อีกข้างคล้ายจะยื่นออกไปแต่ชักกลับ เธอเลือกเดินตามด้วยใจระแวดระวัง
ในบ้านไม้ กลิ่นอับปะปนฝุ่น ช่อวลีสอดส่องตาไปทั่ว แผ่นภาพถ่ายขาวดำบนแท่นไม้ ชายหญิงในชุดพื้นบ้านยืนคู่ดอกไม้ริมชายหาด “รู้จักคนในภาพไหม?” ริวถามอย่างทีเล่นทีจริง
เธอส่ายหน้า “ดูคล้ายวิญญาณมากกว่าผู้คนจริงๆ” น้ำเสียงแฝงความกลัว ริวหัวเราะเบาๆ แล้วเดินออกไป เปิดหน้าต่างรับแสงแรกของวัน กำแพงบางส่วนสลักเครื่องหมายประหลาด ริวเอื้อมมือแตะเหมือนจะทดสอบ
ช่อวลีรีบรั้งไว้ “อย่าแตะสิ!” เธอลืมตัวเผลอจับข้อมือเขา ริวชะงัก ดวงตาทั้งสองสบกันอยู่ชั่วขณะก่อนต่างฝ่ายต่างละมือ “…ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ภายในเต็นท์คืนแรก ช่อวลียังคงนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างเดินลาดรอบค่าย รอยเท้าบนทรายลูบไล้จนชิดปลายเท้าเธอ หัวใจเต้นแรง มือกำสร้อยรูปดอกไม้วงเดียวที่แม่ให้ไว้แน่น เงาในมุมเต็นท์เหมือนจะขยับ เธอกรีดร้องในใจแต่ปากเอื้อนอธิษฐานเงียบๆ ริวตื่นขึ้นมาโผล่หัวผ่านเต็นท์ “เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร ฉันแค่…คิดถึงบ้าน” เธอตอบ น้ำเสียงสั่นพยายามกลั้นน้ำตา
รุ่งเช้า แดดสาดลงใบหน้าช่อวลีขณะเธอเดินสำรวจป่าชายเลน บันทึกเสียงนกน้ำ ริวตามหลังห่างๆ พลางขว้างไม้ให้สุนัขจรจัดประจำเกาะเล่น หญิงสาวเปิดใจบ้างในบทสนทนาสั้นๆ “ทำไมถึงกลับมาอยู่ที่นี่?”
ริวชะงัก ลูบขวดน้ำในมือเอาไว้มั่น “เพราะที่อื่นไม่รับผม …เพราะผมเลือกผิด เคยไว้ใจผิดคน” เขาหัวเราะขมขื่น เงียบไปพักใหญ่ “ที่นี่ไม่มีใครตัดสินนอกจากผี”
ช่อวลียกกล้องขึ้นถ่ายภาพ “บางทีผีก็คงอิจฉาคนที่ได้เลือกนะ” ทั้งคู่สบตากัน มีบางอย่างเปลี่ยนไปในแววตานั้น
กลางวันที่แสงจ้า ทีมฝ่ายวิชาการตั้งวงประชุม near โขดหินริมอ่าว ริวปัดทรายบนหินก่อนนั่งลงข้างช่อวลี “คุณไม่ชอบเกาะนี้?”
หญิงสาวถอนหายใจ “มันเงียบจนเหมือนได้ยินเสียงในหัวตัวเองตลอดเวลา” ริวเลิกคิ้ว “กลัวเหรอ?”
ช่อวลีเงียบไปนาน ก่อนตอบ “มากกว่ากลัวคือไม่อยาก…จำ”
คลื่นซัดแรงขึ้น ด้านหลังคือภาพรอยแตกขนาดใหญ่บนโขดหิน ช่อวลีเผลอเอื้อมมือแตะ ริวห้ามไว้ทัน “อย่าทำแบบนั้น”
“ทำไม?”
“คนนอกแตะไม่ได้ ถ้าอยากรู้จริงคืนนี้มาหา” เสียงนั้นต่ำและจริงจังผิดปกติ สายตาริวเหมือนกดไว้ด้วยความลับ
รุ่งค่ำ ริวลอบพาช่อวลีเดินเลี่ยงค่ายลอดทางลูกรังเข้าป่าทึบ มีแสงไฟจากขวดแก้วส่องทาง เขาหยุดหน้าแท่นหินที่มีรอยเลือดแห้งๆ เดิม “ที่นี่…เคยเกิดเรื่องเลวร้ายมาก ผม…เคยเป็นส่วนหนึ่งของมัน”
ทั้งสองนิ่งงัน ช่อวลียกกล้องขึ้นอีกครั้ง ก่อนลดลง “คุณไม่ได้…ฆ่าใครใช่ไหม” ริวส่ายหัว ช่อวลีผ่อนลมหายใจ “ถ้าใช่ล่ะ?”
ริวเหลือบตา “ผมก็หวังว่าคุณจะไว้ใจผมมากกว่าคำลือ”
เวลาผ่านไป บรรยากาศในค่ายตึงเครียดขึ้น นักศึกษาคนหนึ่งหายตัวไป ท่ามกลางเสียงลือว่ามีบางอย่างลวงมนุษย์ลงป่า ช่อวลีรู้สึกผิดที่เพิ่งทะเลาะหยาบคายกับผู้หายไปเมื่อวาน เธอนั่งเงียบ มือกำสร้อยแน่น ริวเดินเข้ามา “ถ้าคุณเคยเลือกผิด แก้ไขได้นะ”
เธอสบตา “แล้วถ้าความผิดมันย้อนมาเป็นคำสาปล่ะ?”
ริวเอื้อมจับมือ “ทุกคนบนเกาะนี้ต่างแบกคำสาปทั้งนั้น”
คืนนั้น พายุโหมแรง ทุกคนในค่ายต่างหวาดกลัว เสียงกรีดร้องดังจากหลังป่า ริวและช่อวลีรีบตรงไป เจอรอยเลือดกับรอยเท้าลากลึกเข้าไปในถ้ำโบราณ ทั้งสองเงียบงันก่อนจะเดินตามรอยเท้า ริวกระซิบเป็นระยะ “อย่าทำเสียงดัง…ผีที่นี่ตาไว”
ภายในถ้ำ เสียงลมหายใจแรงข้างหู มืดสนิทจนต้องจับมือกันเดิน ช่อวลีสะดุดล้ม ริวประคองไว้ เธอกระซิบ “ฉันกลัว …กลัวมากกว่าตอนแม่ตายเสียอีก”
ริวรัดแขน “อย่าให้ความกลัวชนะนะ”
กลางห้วงมืด มีเงาขาวลางๆ ผ่านหน้า ทั้งคู่หยุด หยาดน้ำตาไหลช้าๆ จากตาช่อวลี เธอตั้งสติ ยกกล้องขึ้นส่องแฟลช ภาพแว่วผ่านเรตินา ไม่ใช่ผี แต่เป็นนักศึกษาที่หายตัว—ตาเหลือกด้วยอาการขวัญเสีย พึมพำคำแปลกประหลาด “ออกไป …ออกไปหรือไม่จงสาป”
ริวดึงตัวกลับ ช่อวลีช่วยหิ้วปีกพากลับค่าย ทุกคนตื่นตกใจ นักศึกษาคนนั้นพูดแต่วลีเดิม—ไม่มีใครอธิบายได้ ริวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนล่อลวงเข้าไปในป่า
คืนแห่งการตั้งคำถาม ช่อวลีนอนฟังเสียงคลื่น พยายามทบทวนตัวเอง น้ำเสียงแม่ยังคงแว่วในใจ “อย่าเลือกทางผิด” เธอพร่ำขอคำตอบกับความเงียบ
รุ่งเช้า ช่อวลีตัดสินใจเข้าหาถ้ำอีกครั้งพร้อมริวโดยไม่บอกใคร ข้างใน เธอเห็นสัญลักษณ์ซ้ำกับในบ้านไม้ เกิดแสงจ้าแปลกตา ภาพอดีตซ้อนทับ—หญิงสาวและชายหนุ่มในรูปขาวดำ เธอยื่นมือสัมผัสสัญลักษณ์นั้น
ภาพนิมิตเกิดขึ้น เป็นเรื่องราวของคู่รักถูกสาปให้พลัดพรากตลอดกาลเพราะผิดศีล ริวรีบคว้ามือช่อวลีไว้ เธอกระซิบ “เราคือใครในเรื่องนี้?”
“เราคือคนเลือก…ว่าจะเดินต่อหรือหนี” ริวตอบเบาๆ
เงาผลักดันให้ช่อวลีสารภาพ “ฉันกลัวที่จะรักใคร กลัวจะสูญเสียอีก”
ริวจับมือเธอแน่น “ผมก็กลัวจะผิดซ้ำเหมือนเดิม”
อากาศหนาวเย็นลง เมฆทะมึนเคลื่อนปกคลุมเกาะ เสียงกระซิบลามมาตามลม “เธอจะยอมรับอดีต หรือจะหนีจนตาย”
สถานการณ์บีบบังคับให้ทั้งสองเปิดใจต่อกันอย่างจริงใจ ช่อวลีปล่อยโฮ ละวางผนังใจ ริวตัดสินใจสารภาพเรื่องผิดพลาดในอดีตของตัวเอง—เขาเคยมีส่วนในการขโมยโบราณวัตถุจากเกาะนี้ แต่สำนึกผิดเพราะสิ่งลึกลับเกิดขึ้นกับเขาและเพื่อน เขาถูกหักหลังโดยผู้ร่วมขบวนการ จึงหลบมาหาคำตอบและการให้อภัยที่นี่
ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันคืนวัตถุโบราณชิ้นสุดท้ายที่ริวแอบเก็บไว้มายังแท่นศิลาบนเกาะ ระหว่างพิธี เงาสีขาวคลับคล้ายหญิงสาวในภาพถ่ายปรากฎตรงหน้าท่ามกลางสายหมอก รอยยิ้มบางแลดูเศร้า ดวงตาเธอมองทั้งคู่ “พวกเจ้ากลัวอะไรที่สุด”
ริวมองหน้าช่อวลี ก่อนตอบ “กลัวจะไม่ได้รับการให้อภัย”
ช่อวลีร้องไห้ “กลัวจะทำผิดซ้ำ กลัวจะเสียใจเหมือนวันแม่ตาย”
เสียงกระซิบบรรจบกัน เสียงนั้นมีทั้งความอ่อนโยนและเหี้ยม “ถ้ายอมรับความผิดพลาด ยินดีเติบโต คำสาปก็จะกลายเป็นโอกาส”
ทันใด แม่น้ำที่แห้งเหือดนานหลายปีไหลผ่านแท่นศิลาอีกครั้ง บรรยากาศเย็นเยือกแปรเปลี่ยนเป็นโอบอุ่น ทุกคนในค่ายเหมือนได้คลายเงาบางอย่างในใจ
คืนสุดท้ายก่อนออกจากเกาะ ช่อวลีเดินไปยืนริมทะเล ฟังเสียงคลื่น ริวเดินเข้ามาเคียงข้าง เธอมองหน้าด้วยแววตาที่เปิดใจจริง “ขอบคุณ…ที่กล้าเผชิญกับความจริง ขอบคุณที่ทำให้ฉันกล้ารักอีกครั้ง”
ริวยิ้มแผ่ว “ผมเองก็ขอบคุณที่ให้โอกาสคนที่เลือกผิดมาก่อน”
เมื่ออาทิตย์ลับฟ้า ช่อวลีวางสร้อยดอกไม้แม่ไว้บนผืนทราย ทุกอย่างเงียบสงบ เงาร่างคู่หนึ่งสะท้อนบนผิวน้ำ—สัญลักษณ์ของความรักที่ยอมรับตัวเองอย่างแท้จริง