คืนสูญหายที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงไม้ขีดไฟถูกรูดไปบนกระดาษหยาบ คลอเคล้าด้วยเสียงหัวเราะผสมแรงกดดันจากการเตรียมงานนิทรรศการในคืนศุกร์ ห้องสตูดิโอศิลปะคณะวิจิตรศิลป์ที่เงียบสงัดเหนือชั้นสี่เป็นทั้งแหล่งรวมแรงบันดาลใจและที่เก็บความลับของวัยรุ่นห้าคน ณ เวลานี้ โต๊ะทำงานรกด้วยผลงานและถ้วยกาแฟกลางดึก สายตาทุกคู่ในกลุ่ม—นที, ลิน, พลอย, เพียว และคิน—ต่างคอยจับจ้องนาฬิกาติดผนัง นทีถอนหายใจขณะลากเส้นสุดท้ายบนไม้บรรทัด “อีกแค่ไม่กี่งาน…” เขากระซิบให้ตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพียวเดินผ่านไปยื่นขนมปังแซนด์วิชให้คิน “พักบ้างก็ได้มั้งนาย หน้าจะละลายกับตะเกียบแล้ว” คินแกล้งหันไปตีสีหน้าง่วงงุน “ถ้าพลาดตัดโครงนี้ งานวิชาชีวิตก็จบ ฉันไม่เอาตกนะเว้ย”
ริมผนัง พลอยซบหน้ากับกระดุมเสื้อ ลิน—ที่มักเงียบและอ่านความรู้สึกคนอื่นเก่ง—แลบลิ้นเล็กน้อยพลางหยิบมือถือไถหน้าจอเหมือนไม่สนใจโลก “พวกแกได้ยินเสียงขูดอะไรมั้ย” พลอยเงยหน้ามองไปรอบห้อง ทุกคนหยุด หูตื่นหันไปฟัง แล้วเสียงเหมือนใครลากอะไรบนพื้นไม้ก็ดังขึ้นตรงบันไดมืดๆ
ความเงียบก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ จากนที “คงลมพัด เผลอๆ ไอ้แมวสตูดิโอมันลักลอบขึ้นมาอีกแล้ว” เสียงหัวเราะจางๆ หวังกลบความแปลกที่แฝงความอึดอัดในคืนนั้น แต่ทุกคนรู้สึกได้ว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไป
คินแกล้งตะโกนลั่น “ใครอยู่ข้างล่าง ถ้าปล่อยผลงานไว้ระวังโดนฉกนะโว้ย!” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแต่เงาจางๆ เลื้อยซ่านบนกระจกหน้าต่างสีดำสนิท
พลอยลุกไปเดินส่องไฟฉายรูปแมวสีขาวใต้โต๊ะ มันขดตัวสงบแต่ขนลุกชัน เพียวกลืนน้ำลาย “หรือคืนนี้… จะเป็นคืนที่พวกเราควรกลับหอ…”
นทีมองเพื่อน ทีละคนแสดงความลังเล “ถ้าออกตอนนี้ อาจถูกหักคะแนนเวรเฝ้าสตูฯ จะรีบไปไหน” เขาตบบ่าเพียวเบาๆ ทุกคนดูฝืนใจอยู่ต่อ คินลากเก้าอี้มานั่งตรงซอกมุมมืดหน้าประตู ใจจริงไม่มีใครกล้ายอมรับว่ากลัว
เวลาตีหนึ่ง—พลอยหยิบโทรศัพท์เช็กข่าวแล้วเสียงถอนใจหนัก “เน็ตล่มอีกรอบ…” ไฟบางดวงในห้องก็เริ่มกระพริบ บรรยากาศจากสนุกซุกซนเปลี่ยนเป็นเย็นวูบ กระจกบานหนึ่งเหมือนเป็นเงาอะไรเคลื่อนวูบ แล้วพลอยก็หันไปอีกที “นที คิน… เพียวหายไปไหน!”
เสียงตะโกนดังก้อง สายตาทุกคู่ปะทะกันแล้วย้อนมองแต่ละมุม เพียวกับกรรไกรคู่โปรดหดหาย ในห้องเหลือเพียงความว่างเปล่าอึดอัดปกคลุม ลินร้องเรียกชื่อเพียวแต่ไร้เสียงตอบรับ
พลอยคว้าไฟฉาย เธอกับคินและลินออกวิ่งสำรวจรอบชั้นเรียน ผ่านห้องน้ำ ห้องจัดเก็บ ฟังเสียงฝีเท้าย่ำในความมืด สิ่งเดียวที่สัมผัสคือน้ำค้างเย็นๆ หยดจากเพดาน และเงาไหวยวบที่พวกเขาเผลอเหลียวตาม
เมื่อทั้งสามกลับมารวมกลุ่มกับนที ต่างเงียบงัน พลอยกระซิบถาม “นายคิดว่าเพียวจะหนีกลับ หรือโดนใครพาออกไป?” นทีขบฟัน “มันไม่น่าจะย้อนกลับหอไปคนเดียว มันกลัวผีออกปานนั้น”
คินกัดปาก สบตาลินซึ่งนิ่งกว่าปกติ “หรือ… ที่นี่มีอะไรมากกว่าที่เห็น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กนิเทศหาย” ลินเบือนสายตาหลีกเลี่ยง “ฉันเคยได้ยินรุ่นพี่ลือ…”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่พลอยซึ่งเอื้อมไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะ หยิบสมุดบันทึกเก่าๆ ออกมา “เจออะไร?” พลอยเปิดหน้าสุดท้าย “ในนี้มีชื่อคน… และวันหายของนักศึกษาเมื่อปีก่อน”
คินพูดเสียงเบา “แล้ว… เพียวจะเป็นรายล่าสุด?” นทีลุกขึ้นยืนทำใจกล้า “เราต้องหาข้อมูลแล้วหาทางช่วยเพียว” เขากำชับสายตา แต่ข้างในสายตานั้นยังซ่อนความไม่แน่ใจ
ทั้งกลุ่มแบ่งหน้าที่—พลอยกับลินค้นหาหลักฐานเพิ่ม บันทึกเรื่องเล่ารุ่นพี่ คินสำรวจรอบอาคาร นทีสืบค้นข้อมูลเก่าในคอมฯ ห้องข้างเคียง ไฟในสตูดิโอเริ่มดับทีละมุมราวกับถูกบงการ เงาเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังกระจกตลอดเวลา
ลินเจอซองจดหมายสีซีดใต้ตู้เก็บของ ข้างในมีภาพถ่ายกลุ่มนักศึกษาหน้าตาเคร่งเครียด ภาพหนึ่งมีเงาดำเลือนรางข้างตัวสมาชิกที่กำลังยืนเรียงกัน เงานั้นค่อยๆ ซูมเข้าใกล้ใบหน้าคนถ่ายเหมือนต้องการจะออกมา
คินกลับมาเล่า “ฉันเดินวนทั้งหมด ไม่เจอสัญญาณเลยประตูทุกบานเหมือนถูกล็อก ทุกข์ใจยังไงไม่รู้” พลอยเงียบไปครู่หนึ่ง “ฉัน… รู้สึกเหมือนมีอะไรตามหลังเรา” ไม่มีใครกล่าวอะไรต่อ เหงื่อผุดบนหน้าผากของทั้งสี่คน
นทีกับคินปีนขึ้นไปยังชั้นลอย ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมสูงลอยมากลางความเงียบ ลินสะดุ้งเฮือก พลอยวิ่งตามเสียงไปที่หัวบันได แต่พบเพียงกระดาษวาดขาดกระจุยกระจาย และร่องรอยปลอกกรรไกรเปื้อนสีแดงฉาน
ลินกลั้นใจเดินเข้าใกล้รอยนั้น มือเย็นเฉียบเพราะความหวาด—จนกลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนตีขึันสู่ปลายจมูก ฝีเท้าทุกคู่เงียบสนิท “พวกเรา… ทำไมถึงรู้สึกว่ามีใครมองอยู่ตลอด?” ลินถามเสียงสั่น
พลอยค่อยๆ หันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนรูปร่างคล้ายเพียวเดินงงๆ ในสวนด้านล่าง ใจเธอเต้นรัว “ใช่เพียวมั้ย!?” นทีเตือน “อย่าเพิ่งรีบลง เดี๋ยวตามไปด้วยกัน”
ทั้งกลุ่มถือไฟฉายและไม้พลอง ออกเดินผ่านทางเดินมืดสลัว เสียงแตะเท้ากับกระเบื้องเก่าโบราณสะท้อนในอากาศพลอยแว่วเสียงเพียวเรียก “ช่วยด้วย…” เสียงนั้นเหมือนมาไกลๆ และเต็มไปด้วยความกลัว
ลินเดินนำ พวกเขาไปหยุดอยู่หน้าประตูบานเก่า “ข้างในมีแต่ของเก่า…นายจะเข้าไปจริงหรอ?” คินถามเสียงแผ่ว ลินแลกเปลี่ยนสายตากับทุกคน “ฉันต้องลอง เสี่ยว่ามีอะไรผิดปกติแน่ๆ”
พวกเขาเปิดประตูเข้าไปทีละคน ภายในเป็นห้องเก็บอุปกรณ์วาดรูปที่เต็มไปด้วยฝุ่น ใต้ผ้าใบมีวัตถุรูปทรงแปลกตา นทีหยิบไฟฉายส่อง—ปรากฏรอยขีดข่วนเป็นรูปลวดลายประหลาดบนผนัง มีอักษรพร่าๆ คล้ายภาษาต่างถิ่น ทุกคนต่างเพ่งมองแล้วใจหายวาบเมื่อรู้สึกเหมือนใครหายใจรดต้นคออยู่ข้างหลัง
ทันใดนั้น ไฟฉายดับพรึ่บ เสียงสั่นเครือของเพียวดังขึ้น “ช่วยด้วย…ฉันอยู่ตรงนี้!” คินควานหากระเป๋าเพื่อหยิบมือถือมาเปิดไฟฉายแทน แต่แสงกลับไม่กระจาย มีเพียงลำแสงเล็กๆ ที่ไปหยุดตรงเงาดำรูปร่างมนุษย์ที่ยืนอยู่มุมห้อง
เงานั้นค่อยๆ ก้าวเข้ามา ความเย็นยะเยือกทะลักเข้าสู่กลุ่มทุกคน พลอยกลั้นหายใจ นทีตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเงาดำ “ถ้าจะเอาเพื่อนเรา… เอาฉันแทน!” เสียงเงาดังขึ้นไม่เป็นภาษา ทุกคนตะลึงแต่ไม่กล้ากระดิกตัว
ลินตัดสินใจหยิบขวดสีน้ำมันสาดลงพื้น จุดไฟแช็ก เงาหยุดชะงักทันที แสงไฟสาดกระทบกำแพงทำให้เห็นเพียวในสภาพงงงันอยู่ใต้โต๊ะ พลอยวิ่งไปคว้าเพียวไว้ ตัวเพียวเย็นเฉียบและน้ำตาไหลอาบแก้ม
นทีถามเสียงเคร่ง “เกิดอะไรขึ้น?” เพียวสะอื้น “ฉัน… ฉันเห็นเงานั้นเดินวนรอบ รู้สึกถูกบีบหัวใจ มันพูดอะไรไม่รู้… ฉันกลัวจะไม่ได้เจอพวกนายอีก”
คินวางมือลงบนไหล่ “แต่แกกลับมาแล้ว เราไปจากที่นี่กันเถอะ” มือทุกคนจับกันแน่น ขณะที่ประตูห้องแง้มหวือเหมือนมีอะไรมองตามตลอดเวลา
พลอยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เราต้องบอกอาจารย์เรื่องนี้ สตูดิโอนี้มีอะไรไม่ปกติแน่ๆ แต่อย่างน้อยคืนนี้… เราช่วยกันรอดมาได้”
กลุ่มนักศึกษาห้าคนเดินออกจากสตูดิโอในรุ่งสาง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขารวมใจกันแน่นแฟ้นขึ้น เหมือนผ่านบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ทุกก้าวบนบันไดเก่า เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดทำให้หันหลังมามองอีกครั้ง เห็นเงาสะท้อนในกระจก สายตาทุกคู่สบกับตัวเองที่เหมือนไม่ใช่ตัวเองอีกแล้ว
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่สาดเข้ามา สตูดิโอศิลปะแห่งนี้ยังคงเก็บงำความลับที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง แต่ไฟในใจของพวกเขาได้ถูกจุดขึ้น พลังมิตรภาพ การให้อภัย และความกล้าหาญกำลังหลอมรวมคนทั้งกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงที่ไม่อาจลบเลือน