เกาะเงา : รอยลับกลางประภาคาร
เรือไม้ลำเล็กโยกเบา ๆ ในน้ำทะเลสีมรกตระยิบขณะเข้าใกล้เกาะแคบนั้น ลิน นักศึกษาคณะประวัติศาสตร์หัวใจสงสัย หันมาสบตาเพื่อน ๆ ที่นั่งเงียบกริบ ลมทะเลพัดแรงจนนิ้วของซันหยิบหนังสือบันทึกแทบไม่ติด หญิงสาวดูเกร็งขึ้นชัดเจนเมื่อเสียงก้องจากประภาคารด้านบนดังขึ้น – เป็นเสียงเข็มนาฬิกาเสียดเมทัลต่อเนื่องเหมือนระฆังโบราณ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราต้องติดค้างที่นี่จริง ๆ เหรอ… ไม่มีสัญญาณมือถือ ไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีแม้แต่บ้านคน” รินทร์สาวร่างเล็กดังขึ้นคำแรก เสียงเธอกึ่งประชดกึ่งตึงเครียด ร่างสูงอย่างเต้กลอกตาแต่ไม่ตอบ ราวกับกำลังฟังเสียงคลื่นปะทะโขดหินที่ชายฝั่งจนไม่มีอารมณ์มองใคร
ในที่สุดพี่โอ – หัวหน้าทริป – ลุกขึ้นพูด “นี่เป็นโครงการวิจัยสำรวจเกาะร้างกับตัวประภาคาร คุณสมัครใจกันเองนะ ไม่มีใครบังคับ กลับก็ต้องรอเรืออีกสามวัน” น้ำเสียงนั้นเอาจริงแบบที่ใครขัดไม่ได้ แม้แววตาแอบหม่นเศร้าราวแบกรับความลับบางอย่างไว้
ซันเบนสายตาขึ้นส่งยิ้มจาง ๆ คำพูดเธอสั่น “เอาล่ะ จะเปลี่ยนใจก็คงสายแล้ว เงามืดนั่น…” เธอหยุดก่อนหลบตา เหมือนพูดกับอากาศมากกว่ามนุษย์จริง ๆ
เรือเทียบฝั่ง เดินขึ้นบันไดหินชันราวสะพานสู่นรก เมื่อเหยียบเท้าสู่ผืนดินประภาคารลินสูดลมหายใจลึก สัมผัสได้ถึงความเย็นแหลม ๆ ฝังลึกในกระดูก ความว่างเปล่าของเกาะนี้รบกวนจนทุกฝีเท้านั้นเหมือนมีคนอีกคนเดินตาม เธอรีบสาวเท้าเร่งจนเต้ทำสีหน้าขำ “ใครบางคนกลัวผีเหรอ?”
เสียงหัวเราะงุนงงตามมาข้างหลัง แต่ภายใต้รอยยิ้ม ทุกคนก็เหลือบมองรอบข้างอย่างไม่ไว้ใจ พี่โอไขกุญแจประตูประภาคาร ร่างของเขาชนกับเงาในกระจกหน้าต่างซึ่งหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครพูดถึงสิ่งนั้น
ชั้นประภาคารเต็มไปด้วยกลิ่นเก่าฝุ่นชื้น เฟอร์นิเจอร์ไม้แห้ง คราบน้ำเค็มไหลเป็นคราบขาว ๆ บนผนัง ลินแตะสมุดบันทึกความทรงจำหัวใจเต้นโครม ๆ – เธอกลัวความมืดและความอ้างว้าง แต่ไม่ยอมเผยความกลัวออกไป
อาสาสมัครทั้งห้าคน – ลิน ซัน รินทร์ เต้ พี่โอ – นั่งจับฉลากแบ่งเวรยามกลางคืนในห้องไฟกลมหัวประภาคาร ไฟฉายชาร์จพลังไม่มีใครกล้าปล่อยห่างตัว เต้เปรยเบา ๆ “คืนนี้ขอไม่มีอะไรน่ากลัวนะ เชื่อพี่โอ…ที่นี่ไม่มีอะไร”
เงียบงันครู่หนึ่ง ซันวางมือบนสมุดแล้วกระซิบ “ทำไมถึงไม่มีอะไร ทั้งที่ที่นี่ตั้งร้างตั้งหลายสิบปี?” ความสงสัยแขวนลอยในห้อง พี่โอเปลี่ยนเรื่อง ชวนดูแผนที่เก่า บรรยากาศตึงเครียดแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงบรรยากาศกดดันนั้นตรง ๆ
ค่ำคืนแรก เหตุการณ์ผิดปกติเริ่มต้น เงาดำรูปลางเลือนปรากฏหน้าประตูห้องใต้บันได เสียงฝีเท้าที่ไม่ใช่ของคนห้าคนนี้สะท้อนขึ้นมาจากจุดอับ ลินขยับมือหาหนังสือแต่พบว่าถูกหยิบหายไป เธอมองหน้าซัน ริมฝีปากสาวขยับเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่เลือกเงียบ
เสียงใครบางคนขึ้นบันไดเหล็กทำให้เวรยามเกือบหลับของเต้สะดุ้ง เขาลุกพรวดไปหน้าต่าง เห็นเพียงความมืดกับสายหมอก เต้กำซองบุหรี่แน่นแต่ลังเลจะจุด บ่นเบา ๆ ถึงเสียงแปลกนั้นและทำท่าไม่สนใจ ทั้งที่ในแววตาฉายความหวาดหวั่น
รุ่งเช้า ลินพบว่ารินทร์หายไป รองเท้าเธออยู่หน้าห้องใต้บันได เสียงแตกตื่นดัง พี่โอลงมาตรวจดู สั่งล็อกประตู เต้ตะโกนถามรินทร์ พูดเสียงแตก “ใครพาเธอไป? ใครมาเล่นแบบนี้?” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงลมหายใจอึดอัดและสายตามองไปที่เงาประตูที่ยังเปิดอยู่
ซันเหมือนจะพูดอะไรแต่เดินหลบมุมนั่งกอดเข่า มือกำสมุดแน่น พี่โอพยายามควบคุมสถานการณ์ สั่งไม่ให้ใครแยกตัว ลินขยับเข้าไปใกล้เธอ กระซิบถาม “ตกลงเธอเห็นอะไรเมื่อคืน?”
ซันสั่นศีรษะ “ฉันแค่…กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น…ทำไมเราไม่กลับฝั่งกันเลย?” น้ำเสียงแฝงแววตัดพ้อและกลัวแท้จริง
เต้ส่ายหน้า “ก็เรือไม่มี ใครจะว่ายน้ำข้ามไปได้ล่ะ!” ประโยคนั้นทำให้สถานการณ์เงียบอีกครั้ง
ทั้งสามคนตัดสินใจสำรวจรอบประภาคาร ซันค้นห้องใต้ดินจนเจอกล่องจดหมายเก่าซ่อนอยู่ด้านหลังก้อนหิน กล่องนั้นบรรจุจดหมายถึงใครคนหนึ่งที่ไม่เคยถูกส่ง ลินอ่านออกเสียงเลียนเสียงชราคร่ำครวญ “ถ้าได้ยินเสียงฝีเท้าในคืนหมอก…อย่าเดินตามออกไป…”
เต้เดินเข้าประตูด้วยความรำคาญ “บ้าไร เดี๋ยวก็ไฟดับหรอก!” ทันใดแสงไฟขาดผึง ประภาคารสั่นเบา ๆ ทุกคนชะงัก เงาดำปรากฏหลังบานหน้าต่าง ลินใจเต้นรัวต้องกลืนความกลัว เข้าไปซ่อนหลังเต้
พี่โอถือไฟฉายเข้าใกล้เสียงนั้น แววตาเด็ดเดี่ยวแต่ฝืน “ไม่มีอะไร…แค่ลม” ทว่ารอยเปียกสีดำเหยียดยาวจากฝั่งล่างสุดของประภาคารลากขึ้นไปถึงโถงใหญ่ ทุกคนหมุนสายตามองตามรอยคล้ายเท้าที่ได้จากบางสิ่งหรือบางคน
ลินเริ่มคุมสติตัวเองไม่ได้ เธอร้องขอความช่วยเหลือแต่เสียงขาดเป็นห้วง ใครสักคนแตะไหล่เธอ – เป็นซัน “เราอยู่ด้วยกันนะ อย่าแตกแถว” ประโยคนั้นมีความอ่อนโยนปะปนกับหวาดกลัว
เมื่อสำรวจรอบเกาะ ชายฝั่งด้านหลังมีร่องรอยแคมป์ไฟเก่า ถ่านไม้ยังพอเห็นความร้อนหลงเหลือ ใครบางคนอยู่นานกว่าเวลาที่คิดไว้ เต้ยืนลังเลอยู่ห่าง ๆ จนลินต้องถาม “นายไม่อยากรู้เหรอ มันเป็นของใคร?”
เต้ก้มหน้ามองเท้า “ฉันแค่อยากรอให้เช้า นายเองก็…” คำพูดขาดห้วงเพราะสายตาสบกับบางอย่างริมโขดหิน – มีผ้าเช็ดหน้าของรินทร์ ฉีกขาดเปื้อนโคลนและหยดเลือด
บรรยากาศหนาวยะเยือก พี่โอเหมือนกลืนภาษาไป เต้ตะโกนใส่ “ถ้าพี่รู้เรื่องอะไร ต้องบอกเรา พี่พาเรามาติดกับเหรอ!?”
พี่โอเงียบ ไม่มีคำตอบ ซันกระซิบ “คืนนี้ ถ้ายังอยู่ในนี้ เราอาจไม่ได้กลับใครบางคน” เสียงนั้นสั่น ความเงียบกลับมากลืนความหวังสามัญ
ค่ำคืนนั้น ซันนอนไม่หลับ จึงย่องไปชั้นล่างสุด ลินได้ยินเสียงจึงตามไป เธอพบซันยืนมองกระจกเก่า “บางที…ความกลัวของคน มันแรงกว่าปีศาจจริง ๆ” ซันเอ่ยเสียงสั่น ลินลังเลจะปลอบหรือด่า คำพูดของซันฝังอยู่ในใจเธอนาน
เต้ตามมาด้วย ตัดบท “ยังไม่มีใครหายไปอีกรอบใช่มั้ย?” ซันยิ้มมุมปาก “ถ้ายังนับอยู่ จริง ๆ ก็มีมากกว่าหนึ่งแล้วนี่”
คืนที่สอง ความเครียดยกระดับ เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อย ๆ รอยเงาเข้ามาใกล้ประตูห้องมากขึ้น ซันนั่งกอดสมุดน้ำตาซึม ลินนั่งข้าง ๆ สารภาพทั้งเสียงสั่น “ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรตกลงมา…ถ้าฉันไม่ไปคะยั้นคะยอรินทร์ให้มาด้วย…”
เต้สบตาลิน พูดเสียงเบา “ทุกคนอาจเลือกผิด แต่เรากลับไปแก้ตอนนี้ไม่ได้” ประโยคนั้นตกค้างอยู่ในห้อง เงาดำเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าตามบันได หายไปไม่ทิ้งร่องรอย ไม่มีใครกล้าขยับ
รุ่งเช้าวันที่สอง หลังคืนอึดอัด ลินลุกมาพบหน้าต่างเปิดออกโดยไม่มีร่องรอยงัด รองเท้าอีกคู่ของซันตั้งอยู่ริมระเบียง รอยเลือดหยุดอยู่หน้าประตู แต่วงเท้ากลับหันเข้าหาตัวประภาคาร ทุกคนหวาดกลัวจนไม่มีใครพูดอะไรอีกนาน
พี่โอยังคงเงียบ เหมือนรับผิดอยู่ในใจ เต้เสียงแข็ง “คืนนี้ต้องมีคนคอยเฝ้าไม่หลับ เราจะไม่ปล่อยให้มีใครหายไปอีก”
แต่คืนที่สามกลับยิ่งเงียบผิดปกติ ลินนอนไม่ลง นั่งมองเพดานฟังเสียงลมหวิว ๆ เต้เดินวนไปมาตรงประตู ซันไม่พูดอะไรแต่จดบันทึกดี ๆ ลงสมุดราวจะสั่งเสีย
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นใต้บันได เหมือนรินทร์กลับมา ทุกคนพรวดพราดลงบันได ซันตะโกนเรียกชื่อรินทร์ มีเสียงตอบกลับแผ่ว ๆ “อยู่ตรงนี้…”
พี่โอชะงัก มือสั่น “อย่าเปิด…อย่าเดินออกไป!” เต้ตะโกนสวน “ถ้ารินทร์กลับมา ผมต้องเห็น!” เขาเปิดประตูออกทันที
ไม่มีใคร ไม่มีเงารินทร์ นอกจากหมอกเย็นจัด รินทร์ยืนอยู่ปลายบันไดจริงแต่ดูโปร่งใสราวหมอก เธอร้องไห้ “ช่วยฉันด้วย…” ก่อนร่างจะละลายรวมกับความมืด
ทุกคนยืนค้าง น้ำตาคลอ ลินทรุดลงกับพื้น ซันเข้าไปกอด “ไม่ใช่ความผิดนาย…” น้ำเสียงเจืออารมณ์ผิดหวังกับตัวเองมากกว่าสำหรับเพื่อน
เช้ามืดสุดท้ายเรือมารับ พี่โอเดินนำหน้า ไม่มีใครพูดถึงรินทร์หรือซันอีก เพราะซันเลือกจะอยู่บนเกาะต่อ เธอขอนั่งอยู่กับห้องไฟเงียบ ๆ บอกทุกคนว่า “ความจริงบางอย่าง อยู่ในเงา และเราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน”
ลินกับเต้กลับถึงฝั่ง เปลี่ยนไปคนละคน ลินเขียนบันทึกเล่มใหม่ด้วยมือสั่น เต้ไม่แตะบุหรี่อีก รอยแผลในใจถูกทิ้งไว้ที่เกาะประภาคาร พวกเขาต่างเติบโต ไม่ใช่เพราะไขปริศนาได้หมดจด แต่เพราะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัว เฉกเช่นเงาที่ไม่เคยจากไปจริง ๆ
ในคืนหมอก ทุกครั้งที่ไฟประภาคารกระพริบวูบวาบ จากแผ่นดินใหญ่จะเห็นเงาร่างเศร้าสร้อยริมหน้าต่าง คนที่จากไปและความผิดในใจที่ยังติดตามไม่จบสิ้น