37: นาฬิกาทรายแห่งหอพักอาคเนย์
เสียงรองเท้าเดินกระทบบันไดหอพักอาคเนย์ในช่วงหัวค่ำ ท่ามกลางกลิ่นอับของตึกเก่าสี่ชั้น ไฟตรงโถงทางเดินกะพริบติดๆ ดับๆ ปาล์มถือถุงข้าวมันไก่กับลมหายใจเหนื่อยหอบ โยนประตูเหล็กห้อง F403 แล้วชะงักเมื่อเห็นร่างของกวินทร์นั่งกอดเข่าอยู่หน้าหน้าต่าง อิงสายลมร้อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กินยังไงหัววัน หาดูงานส่งก่อนสิ” ศิรินเอ่ยขณะหันหลังพิมพ์งาน เธอฟังเสียงกวินทร์ถอนหายใจยาว กวินทร์ส่ายหัวเบาๆ ไม่พูดอะไร มือกำซองจดหมายสีน้ำตาลแน่น พีทเปิดตู้เย็น หยิบโค้กกระป๋องขึ้น เขาเงียบแล้วบังคับยิ้ม
ท่ามกลางเสียงเพลงเบาๆ จากโทรศัพท์ ความเงียบของแต่ละคนดังมากกว่าทุกเสียงในห้อง สินธุ์ มือถือหนังสือมาโยนลงโต๊ะ “คืนนี้อย่าเงียบมากนะเว้ย มีงานจะถาม” พูดพลางขยับเก้าอี้เข้าหาวง
ศิรินหลบดวงตาสินธุ์ เธอลุกไปหยิบแล็ปท็อปจากปลายเตียง ปาล์มหิ้วข้าวมายื่นให้กวินทร์ “แบ่งกันดิ” กวินทร์ขยับให้ปาล์มนั่งข้าง เหลือบตาไปยังนาฬิกาข้อมือหน้าปัดแตก ชั่วขณะนั้น เสียงบางอย่างดังจากใต้พื้น
สินธุ์ชะงัก “ได้ยินปะ เสียงเหมือนใครขูดกำแพง” ศิรินนิ่ง ทุกคนมองหน้ากัน พีททำเป็นไม่ใส่ใจแต่มือเขากระตุก เอื้อมปิดผ้าม่าน
ไม่ทันข้ามคืน ข่าวลือเกี่ยวกับห้องใต้ดินใต้หอพักก็ย้อนเข้ามาเต็มวงสนทนา ปาล์มวางถุงข้าวลง “เอาจริงดิ มันมีจริงมั้ย ห้องนั้นอะ” กวินทร์นิ่งไป พึมพำเบาๆ “เขาว่าไม่ให้อยู่ชั้นสี่ก็เพราะเสียงจากข้างล่าง”
สินธุ์หัวเราะ “ถ้ากลัวกันก็นอนด้วยกันหมดเลยไป ยอมรับไหมว่ายังเด็ก” ศิรินเหล่มองสินธุ์ “โตแล้วก็ยังกลัวผีเนอะ” กลุ่มหัวเราะ ท่ามกลางแรงกดดันของบทสนทนา พีทเหลือบสายตาไปที่นาฬิกาข้อมือที่เดินกลับหลังของตัวเอง เหงื่อผุดซึมมือ
คืนนั้น กวินทร์สะดุ้งตื่นตามเสียงขูดโลหะ เขาเดินออกนอกห้อง ไฟทางเดินกระพริบ ทว่าขานำลงบันไดไปชั้นใต้ดินโดยไม่รู้สึกตัว มือพลันเผลอกำซองจดหมายสีน้ำตาลแน่นจนยับ
ประตูเหล็กบานหนักเปิดอ้า กลิ่นฝุ่นตลบอบอวล เงามืดตัดกับแสงไฟขาวจากมือถือ กวินทร์หยุดชะงักเมื่อเห็นวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่คล้ายโถแก้ว ตั้งอยู่กลางห้อง ทรายขาวกลิ้งวนภายใน รอบฐานจารึกสัญลักษณ์ประหลาด
เช้าวันต่อมา กวินทร์นั่งเงียบที่ระเบียง ไม่หลับตลอดคืน สินธุ์เปิดประตู “มึงเป็นไร หน้าอย่างหม่น” กวินทร์ตอบเสียงแผ่ว “เมื่อคืนฝันว่าเดินลงไปใต้ดิน…แต่เหมือนจริง” ศิรินวางแก้วกาแฟ “กวินทร์ พักบ้างนะ เหนื่อยก็พูด” ปาล์มกระซิบ “พวกเราลงไปดูด้วยกัน”
เย็นวันนั้น ห้าคนยืนล้อมบันไดเหล็ก ทุกคนลังเล แต่สินธุ์ผลักประตู “เด็กกลัวกันเนอะ!” เสียงหัวเราะ ไม่นานกลบด้วยความเงียบ
แต่ละก้าวลงสู่ใต้ดิน เปลือกตากวินทร์กระตุก พีทกระซิบ “ลองคิดใหม่ก็ได้นะ…” ศิรินหอบลมหายใจ กลิ่นฝุ่น ยิ่งใกล้นาฬิกาทรายขนาดใหญ่ ยิ่งสัมผัสความไม่ปกติ เงาจากทรายไหลราวกับมีชีวิต กลิ่นอับคลุ้งขึ้นจมูกปาล์ม
สินธุ์ยื่นมือแตะผิวนาฬิกา เสียงทีแรกเหมือนกระซิบ “มิตรภาพมีวันหมดอายุ” ทุกคนถอย คนละก้าว พีทกระซิบ “ใครพูด…”
อากาศรอบตัวหนักอึ้ง แสงไฟแปลกประหลาดเล่นกับเงาคน พอสินธุ์ก้าวกลับ ทรายในโถเริ่มไหลลง พีทตกใจ “มัน…เหมือนเห็นเงาตัวเองหายไปในนั้น”
ปาล์มเดินวนรอบโถ พยายามอ่านอักษรบนฐาน ศิรินสังเกตเห็นเครื่องหมายเดียวกับที่ปรากฏในสมุดบันทึกที่เธอเพิ่งเจอในห้อง “เราออกมาข้างบนก่อนเถอะนะ…” ศิรินเสียงสั่น
กลางคืนวันนั้น กลุ่มแตกแยก ปาล์มดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงหน้า “ไม่ได้กลัว แต่เหมือนคิดอะไรไม่ออก” กวินทร์นอนเบือนหน้าออกหน้าต่าง ซองจดหมายชายโผล่ใต้หมอน
ไฟดับวูบทั้งตึก ทุกอย่างเงียบสงัด พีทกับสินธุ์ลงไปเช็คตู้ไฟโดยไม่บอกใคร ท่ามกลางความมืด ได้ยินเสียงขูดอีกครั้ง ทุกก้าวของพวกเขาหนักอึ้ง ปาล์มยืนในห้อง รอยสั่นไหวจากนาฬิกาข้อมือวิ่งวนกลับหลัง
เมื่อไฟกลับมา ศิรินถามพีท “มึงปิดไฟเองรึเปล่า” พีทปัดมือ “เสียงมันใกล้กว่าที่คิด เหมือนมันอยู่…” ทุกคนหันจ้องพื้น
เช้าวันถัดมา ศิรินเปิดสมุดบันทึกในห้องสมุด พบข้อความ “ใครเข้าสู่วงกลมนาฬิกาจะต้องแลกเวลาตามใจตัวเอง” เธอรับรู้สัญญาณประหลาดใจในหัวใจ กวินทร์นั่งข้าง ศิรินเงียบ ก่อนพูด “ถ้าเราทุกคนถูกเลือกอยู่แล้วล่ะ…” กวินทร์หลบตา
ตอนเย็นสินธุ์หายไป ไม่มีใครพบศพ ไม่มีศพ ไม่มีเสียง ไม่มีร่องรอย ศิรินร้องไห้ต่อหน้าทุกคน พีทพยายามปลอบ ทั้งห้องโกลาหล ปาล์มตะโกน “พวกเราไม่ควรลงไปตั้งแต่แรก!” กวินทร์ปิดตาแน่น
เวลาผ่านไปเพียงวันเดียวแต่ทุกอย่างในหอพักไม่เหมือนเดิม กวินทร์พบโปสการ์ดในตู้ กวินทร์ฉีกซองอย่างสั่นเทา ข้างในว่างเปล่า ยกเว้นประโยคเดียว “เสียสละเวลา จะได้พบความจริง”
ปาล์มเริ่มผลักดันกลุ่ม “เราต้องลงไปเอาสินธุ์กลับมา” ศิรินค้านเสียงสั้น “ถ้ากลับมาไม่ได้ล่ะ…” พีทถอนใจ “จะยืนเฉยๆ เหรอ จะปล่อยเพื่อนเหรอ” แต่ศิรินเบือนหน้าออกหน้าต่าง น้ำตาซึม
ทุกคนเตรียมไฟฉาย ผ้าคลุมไหล่ เดินวนรอบชั้นใต้ดิน เสียงนาฬิกาทรายกระทบกันในความเงียบ ปาล์มกลั้นใจ “สินธุ์!” เสียงสะท้อนในห้องว่าง ไร้คำตอบ เงาทั้งห้าผสมเข้ากับเงาทรายในโถ นาฬิกาหมุนสวนทางเวลา
กวินทร์อยู่คนสุดท้ายในวงกลม จุดแสงไฟส่องไปยังฐานจารึก เห็นอักษรลึกลับส่องวาบ ก่อนเขาจะเผลอสบตากับภาพสะท้อนของตัวเองในโถ ปาล์มดึงเขากลับออกมาก่อนที่ร่างจะหายเข้าไป ความกลัวจับใจแต่ทุกคนรู้ดี ต้องเผชิญหน้า
คืนต่อมา กวินทร์สารภาพ “ครอบครัวกำลังจะย้ายออกจากชีวิตกู…ซองจดหมายคือใบหย่า พ่อแม่จะไม่กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว” ปาล์มจับมือเพื่อน ศิรินเข้าใจ “เราเองก็ไม่ได้กล้าบอกใคร ว่าแอบรักพีทมาตลอด” พีทสะอื้นแผ่ว ๆ “แม่ป่วย ยังไม่ได้ขอโทษ…” ความสัมพันธ์จริงใจเปิดขึ้นเป็นครั้งแรกท่ามกลางความโศกเศร้า
ศิรินเปิดสมุดบันทึกอีกหน้า “พื้นฐานของคำสาปนี้ คือ ‘เวลาต้องมีความหมาย’” พีทอ่านต่อ “ใครตระหนักคุณค่าของเวลามากพอ จะย้อนคืนสิ่งที่เสียไปได้” ทุกคนเงียบราวกับฟังเสียงหัวใจตนเอง
ปาล์มเดินลงใต้ดินอีกครั้ง กวินทร์ศิรินและพีทตามแต่ต่างเงียบ สินธุ์ปรากฏในเงานาฬิกาทราย เขายิ้มเศร้า “พวกมึงต้องเลือก…จะเสียสละหรือจะหนี” พีทตะโกน “กลับมาเถอะ!” สินธุ์น้ำตาคลอ “ทุกคนต้องบอกรัก ใครสักคน ก่อนทรายหมด”
ศิรินยืนกลั้นน้ำตา “ฉันรักพี่ชาย…แต่เขาตายไปแล้ว” ปาล์มตะโกนใส่นาฬิกาทราย “ผมขอโทษแม่ที่หนีออกจากบ้าน!” กวินทร์ทรุดเข่า แสงนาฬิกาสะท้อนใบหน้า “พ่อ…แม่…ผมยอมรับแล้วว่ากลัวที่สุด” พีทร้องไห้ “ฉันไม่อยากเสียเพื่อนไป!”
ทรายหยุดทันใด แสงในห้องใต้ดินพราววาบ ภาพทุกคนสับสน สินธุ์หลุดออกจากเงาทรายกอดเพื่อนแน่น แต่ขอบโถเริ่มร้าว อากาศสั่นไหว ศิรินร้อง “หนี!” ทุกคนกระโจนออกห้องก่อนที่โถนาฬิกาทรายจะระเบิดกลายเป็นผงแสง
เช้าวันใหม่ หอพักกลับสู่สภาพเงียบ ปาล์มถือข้าวไปกอดเพื่อน กวินทร์เงียบแต่ยิ้ม ศิรินจับมือพีท ทุกคนส่งสายตาเห็นคุณค่าระหว่างกันใหม่ ในห้องใต้ดิน เหลือเพียงเศษซากทรายส่องประกายอยู่ในแสงแดดอ่อน ทุกคนรู้ เวลาของพวกเขาไม่ใช่ของเล่นอีกต่อไป