คืนลมหนาวในสตูดิโอศิลปะ
ในคืนวันศุกร์ที่สายลมเย็นเริ่มกรูเข้าหาอาคารเก่าบนดาดฟ้า จากหน้าต่างสตูดิโอศิลปะ มิน เด็กสาวผมสั้นยืนมองท้องฟ้ามืด นัยน์ตาคาดเดาไม่ได้ เธอดึงผ้าคลุมไหล่ ก่อนหันไปมองรูปวาดทที่ตนเพิ่งขีดเขียน เพียงรอยพู่กันหยาบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันในใจ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นสีและเสียงเพลงจาง ๆ จากลำโพงโทรม ซึ่งไม่อาจกลบเสียงหัวใจเต้นแรงของทุกคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เอ ภูผา หนุ่มร่างสูงผมหยักศก กำลังเก็บเศษดินเหนียวที่พื้น เขาปามันใส่ถังขยะอย่างไม่ใส่ใจ ลอบมองมินที่ยังเงียบงัน ก่อนคว้าสมุดร่างของตนมาเปิด ทว่าเขาไม่หยิบดินสอขึ้นสักที เหมือนกลัวว่าแค่แตะกระดาษ ความคิดในหัวจะทะลักล้นออกมา
ส่วนแป้ง เด็กสาวตาโตใส่เสื้อกันหนาวตัวหนา ถอดหูฟังออกพลางชำเลืองมองไปที่เจษ หนุ่มแว่นที่ก้มหน้าก้มตาจัดขวดสีย้ายที่ไปมาโดยไม่มีความจำเป็น ผู้เป็นเหมือนผู้นำกลุ่มโดยไม่มีใครแต่งตั้ง ทุกคนรออย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดถึงอาจารย์ภัทร— อาจารย์ศิลปะที่หายตัวไปเมื่อสองวันก่อน ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ก่อตัวในอากาศ
เสียงมือถือดังขึ้น ทำลายความเงียบ มินหยิบดู ‘เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน’ ปรากฏบนหน้าจอ เธอชั่งใจ ไม่รับสาย สองแก้มแดงเรื่อ เอสบ่นขำในลำคอ “นี่เธอไม่เหนื่อยบ้างเหรอ ตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเห็นเธอไม่คุยกับใครเลย”
มินหันไปดุ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย เอาจะเป็นพ่อฉันเหรอไง?” เอยักไหล่ก่อนเงียบเสียงลงทันที ดูเหมือนกลัวจะพูดอะไรต่อ กลัวจริง ๆ ว่าจะหลุดอะไรจากปาก
แป้งถอนหายใจ สีหน้าหนักใจ กลับไปนั่งที่โต๊ะ เจษหยุดมือ มองหน้าทุกคน “คืนนี้ไม่ควรออกจากห้องนะ ถ้าหลุดข่าวว่าเรายังใช้สตูดิโอ หลังเวลาจะงานงอกกันหมด โดยเฉพาะตอนนี้ ที่ยังหาอาจารย์ภัทรไม่เจอ…”
เสียงลมปะทะหน้าต่างทำให้ประตูสตูดิโอสั่น ทุกคนสะดุ้งเล็ก ๆ แป้งรีบพูด “ฉันว่างานเราควรจบภาคนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้ประกวดแน่ ๆ แม้แต่อาจารย์—” เธอหยุดกึก หลบตา
เอเหลือบตามองเจษ “นายแน่ใจใช่ไหมว่าอาจารย์แค่ไปเที่ยว ไม่ใช่… ถูกใครขู่ลักตัวหรืออะไร” เจษหยิบแว่นขึ้นปรับ “จะให้คิดยังไงล่ะ ในเมื่อเขาทิ้งของไว้หมด โทรศัพท์ โน้ตบุ๊ก… ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน แม้แต่แม่บ้านก็ไม่กล้าเข้าใจผิด”
ความตึงเครียดพุ่งสูงในห้อง เหมือนแต่ละคนกำลังเก็บบางอย่างไว้ใต้ผิวหนัง มินลุกขึ้น ฮึดเสียงแข็ง “อย่างน้อยคืนนี้เรายังอยู่ด้วยกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีข่าวดี”
แต่เอสบสายตาเย็นลง “เธอเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า มิน?”
แป้งเงียบ มองมือเย็น ๆ ของตัวเอง
คืนเดินไปอย่างเชื่องช้า เสียงนาฬิกาเข็มดังทุกสิบวินาที เจษแยกตัวออกไปหลังม่าน พยายามโทรติดต่ออาจารย์ ภายใต้แสงไฟสีส้มที่ละลายเป็นเงา เพียงเสียงสัญญาณว่างตอบกลับมา น้ำเสียงกังวลของเขาซ่อนเร้นผ่านคำพูดปลายสาย “ครับ…ไม่ครับ ผมยังไม่ทราบครับ ถ้าเจอแล้วจะบอกทันที”
แป้งเดินเข้าไปหาเจษ ขอบตามีรอยคล้ำ เธอกระซิบห้วน “นายไม่ควรรับผิดชอบแทนเขานะเจษ… เวลาแบบนี้ต้องคิดถึงตัวเองบ้าง” เจษอมยิ้มจาง ๆ ที่มีแต่ความเหนื่อยล้า “ไม่ได้หรอกแป้ง ถ้าพวกเราไม่เจอเขา แล้วใครจะช่วยได้? อย่าลืมนะ ว่างานทำนั้น…มันเรื่องของพวกเราทุกคน”
เอเดินมากระซิบกับมิน “ถ้าคืนนี้เจออะไรแปลก ๆ อย่าออกปากกับคนอื่น ไม่งั้นมีแต่แย่ลง เข้าใจใช่ไหม?” มินมองหน้าเอ ไม่ตอบ
ในขณะที่ลมปะทะประตูอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังจนทุกคนตกใจ เกิดเสียงกระจกกระทบกันในความมืด เป็นเวลานั้นไฟในสตูดิโอเกิดกระพริบวูบ ทุกคนชะงัก มองหน้ากันอย่างหวาดระแวง มินคือคนแรกที่เดินออกไปดู เห็นเพียงเงาดำเคลื่อนผ่านกระจกบานใหญ่ เอรีบตามหลัง “อย่าไป! เดี๋ยว—” แต่ก็สายไป มินไขประตูออกไปยังเฉลียง ตอนนี้บรรยากาศคืนหนาวเต็มไปด้วยความอึดอัด
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดาดฟ้า มินสาวเท้าเหม่อลอยไปยังขอบอาคาร เธอเหลียวมองลงไปเบื้องล่าง เงามืดของเสาไฟถนนทาบยาว อากาศเย็นแทงเข้าใจ มินพึมพำกับตัวเอง “ต้องเจอสิ ต้องเห็นอะไรสักอย่าง…” เงาสะท้อนในกระจกหน้าต่างวาบขึ้น มินหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่เห็นอะไรนอกจากกระจกแตกร้าวเล็ก ๆ ตรงมุมห้อง ซึ่งจำได้ดีว่าเมื่อเช้าไม่มีรอยนั้น
เอเดินออกมา “ถ้าจะบ้า ก็อย่าออกมาตอนกลางคืนแบบนี้สิ หรือเธอมีอะไรปิดบัง?” มินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบเบา ๆ “แล้วนายล่ะ เอ มีอะไรจะรับสารภาพไหม?”
เอหลบตา เสียงกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนเขาจะพูดออกมา “ฉันเคยทะเลาะกับอาจารย์…วันก่อน… ฉันพูดแรงไปว่าศิลปะเขาตกรุ่นแล้ว เขาโกรธมาก ไม่พูดกับฉันเลยหลังจากนั้น” มินขมวดคิ้ว “นายคิดว่านั่น—” เอโพล่ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ!”
เสียงแป้งดังลอดประตู “ทั้งสองคนนั่นแหละ เลิกทะเลาะได้แล้ว กลับเข้าไปเถอะ ก่อนเจ้าหน้าที่จะมาเดินตรวจรอบดึก”
เจษโผล่หน้ามอง เอ่ยเสียงสั่น “ฉันโทรหาอาจารย์ไม่ได้ ทิ้งโทรศัพท์ไว้ห้องข้าง ๆ ใครเข้าไปดูบ้างแล้ว?” แววตากังวลแพร่ไปทั่วทั้งห้อง
พวกเขาเดินต่อกัน เข้าไปในห้องเล็กที่ต่อกับสตูดิโอ เจอของใช้ส่วนตัวของอาจารย์ยังเรียงรายอยู่เต็ม มีกระดาษโน้ตหนึ่งใบวางบนโต๊ะ ข้อความบนกระดาษเป็นลายมือฉุกละหุก “คืนวันศุกร์นี้ ใครเห็นเงาสะท้อน ให้ระวัง”
ความเงียบบีบคั้นทันที ใครบางคนสั่นเครือ เอกระซิบกับแป้ง “นายคิดว่าเกิดอะไรขึ้น?” แป้งนั่งลงข้าง ๆ แผ่นโน้ต มองออกไปนอกหน้าต่าง ห่างออกไปเมืองใหญ่ยังมีแสงไฟแต้มท้องฟ้า
เจษหยิบกระดาษมาอ่านซ้ำ มือสั่นคลอน “คือ…ฉัน…ฉันเคยฝันเห็นเงาในห้องนี้ตอนเราทำงานมืด ๆ คืนก่อน เงานั้นเหมือน…เหมือนอาจารย์กำลังจ้องเราอยู่”
เอตีไหล่มินเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ แต่เหมือนทุกคนต่างคิดถึงสิ่งเดียวกัน—ว่าระหว่างเพื่อนสี่คนนี้ อาจมีบางคนรู้ความจริงมากกว่าที่พูดออกมา
แป้งลุกยืนเดินไปรอบห้องอย่างกระวนกระวาย “ฉันขอถามตรง ๆ เลย คืนอาจารย์หาย ตัวใครไม่ได้อยู่ที่นี่บ้าง?” เธอเงียบ ไปประมาณห้าวินาที ไม่มีใครพูดสักคำ
เจษผ่อนลมหายใจ เซียมซียนเสียง “ฉันไปซื้อกาแฟช่วงทุ่มครึ่ง กลับมามีแต่ไฟในห้องเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ทั้งที่ปิดไว้เป็นขาวปกติ”
มินหลบตา มือกำผ้าคลุมแน่น “ฉันไม่ได้ออกไปไหน ฉันนั่งวาดรูปตรงนี้ทั้งคืน จะไปไหนได้เหรอ ถ้านี่เป็นเรื่องแกล้งเล่นฉันไม่อยากรู้ด้วยเลย”
เอฟุบหน้าลงกับโต๊ะมือสั่นเล็กน้อย “ฉันสาบาน ขนาดเข้าใจผิดกับอาจารย์วันนั้น ยังไม่ได้พูดขอโทษเลย ฉัน…ฉันกลัวว่าถ้าหายไป ไม่ได้พูดสิ่งที่อยากพูด มันจะคาใจไปตลอด”
แป้งจ้องมือเอ “ทุกคนกลัวหมดนั่นแหละ นายไม่ใช่คนเดียว”
เหตุการณ์ในห้องกลายเป็นอากาศบีบตัว แสงไฟกะพริบอีกครั้ง ก่อให้เกิดเงาซ้อนเงาบนผนัง สายตาทุกคนจดจ้องไปยังแสงสลัว เจษโพล่งขึ้น “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับอาจารย์… เราจะทำยังไง?” พวกเขาทุกคนเงียบ ลึกลงไปในใจ ไม่มีใครอยากเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ก็ไม่มีใครทำลายกำแพงความไม่ไว้ใจนี้ลงได้
จู่ ๆ โทรศัพท์แป้งร้อง พอเธอหยิบเบอร์มากดรับ กลับมีแต่เสียงลมหายใจแผ่วเบาอยู่ปลายสาย ก่อนเสียงอีกฝากจะกระซิบ “ไม่ใช่ทุกอย่างที่เห็นเป็นความจริง อย่าไว้ใจเงาตัวเอง” แล้วสายตัดไป ทุกคนในห้องหน้าซีดเผือด
มินพึมพำ “ใครกันแน่…?”
เอเดินไปปิดประตูแน่นสนิท สายตาแข็งกร้าว “ถ้าคืนนี้พวกเราจะคลายปมได้ ต้องเลิกปิดบังกันซะที”
เจษกอดอก ลังเลเล็กน้อยแต่พูดเสียงต่ำ “ฉันเห็นมินคุยกับอาจารย์บ่อยกว่าคนอื่น อาจารย์มีปัญหาอะไรไหม?”
มินอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนถอนใจ “อาจารย์ฝากฝังให้ช่วยดูแลโปรเจคท์ใหญ่ แต่ฉัน… เอ่อ… ฉันกลัว ฉันกดดัน ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าทำได้ดีพอ…” เธอเสียงเครือ “บางคืนฉันนอนไม่หลับ กลัวว่าความลับในกลุ่มเราจะหลุดออกไป”
เอเดินเข้ามาใกล้ “ความลับแบบไหน?”
มินลังเล ไม่กล้าสบตาเอ ก่อนจะเม้มปากแน่น “ฉันเห็นอาจารย์ทะเลาะกับใครสักคนในตึกเมื่อสองวันก่อน เสียงผ่านช่องลมเข้ามา แต่ฉันกลัวเกินกว่าจะบอกใคร… กลัวเป็นเรื่องใหญ่ จน”—เสียงเธอสั่นจนฟังแทบไม่ได้ยิน
แป้งขัดขึ้น “งั้นพวกเราทุกคนก็มีเหตุผลไม่อยากพูด”
เจษพูดเสียงเบา “ทุกคนมีความลับแหละ แต่วันนี้ไม่มีใครไปไหนคนเดียวอีก ทุกคนไปห้องน้ำพร้อมกันด้วยซ้ำ”
เอถอนหายใจแรง “ทำไมเราถึงกลัวขนาดนี้ ทำไมรู้สึกเหมือนไม่ไว้ใจกันเลย”
บรรยากาศในห้องเริ่มร้อน แม้อุณหภูมิกลางคืนจะต่ำลงเรื่อย ๆ
เครื่องตรวจจับควันในห้องกระพริบวูบ สีแดงฉาน กลิ่นบางอย่างแผ่วจาง พวกเขาสี่คนลุกพรวดพราด เอเดินนำ ทุกคนพากันเปิดหน้าต่างด้านทิศเหนือ เผชิญลมหนาวปะทะเต็มใบหน้า ในขณะที่เงาบนหน้าต่างสะท้อนเป็นรูปเงาของใครสักคนที่ไม่ใช่หนึ่งในสี่คนนี้
เสียงขวดสีตกกระแทก “ปัง!” เจษตะโกน “หยุด! ใครอยู่ตรงนั้น!” แต่ไม่มีคำตอบ
แป้งปล่อยมือจากหน้าต่าง กอดอกแน่น “คืนนี้มันผิดปกติ”
มินกระซิบ “พวกนายกล้าสู้กับเงาตัวเองไหม?” เอจ้องหน้าเธอ “เมื่อก่อนคงไม่…แต่คืนนี้ ถ้าเราไม่กล้า เราคงจมอยู่กับความกลัวตลอดไป”
จู่ ๆ ประตูห้องข้าง ๆ เปิดช้า ๆ เสียงไม้เสียดสีกันดังลอดออกมา ทุกคนเงียบ พวกเขาเดินตามกันเข้าไปในห้อง ภายในห้องมืดสนิท แต่ปรากฏเงาจาง ๆ บนกระจกเงา เจษหยิบโทรศัพท์ส่องไฟ เมื่อแสงกระทบ ทุกคนตะลึงในสิ่งที่เห็น
ในเงาสะท้อนมีใบหน้าของอาจารย์ภัทร เฉยเมย เย็นชา ดวงตาสอดส่องเหมือนจับผิด ใบหน้าทุกคนซีด เจษเหมือนจะร้องไห้ พูดเสียงเกือบขาดใจ “อาจารย์…?”
เงานั้นเคลื่อนไหว กลายเป็นรูปรอยมือแตะกระจก ก่อนค่อย ๆ จางไป เจษสะดุ้งถอยออก น้ำตาไหลอาบแก้ม เอตะโกน “ไปกันเถอะ!”
ทั้งสี่คนหนีออกจากห้อง กลับเข้าสตูดิโอ ประตูเปิดทิ้งไว้ เงาของอาจารย์ผันเปลี่ยนเป็นเงาสี่เงาของพวกเขาในกระจก
มินเสียงสั่น “ฉันเหมือนเห็นอาจารย์อยากพูดอะไร…” เจษทรุดตัวลงพื้น “อาจารย์เครียดเพราะเราหรือเปล่า?”
เอปิดตาแน่น “ฉันควรขอโทษ ฉันควรพูดตั้งแต่วันนั้น…” แป้งลูบหลังเอเบา ๆ
มินยืนนิ่ง เสียงสะอื้นค่อย ๆ ลอยอยู่ในอากาศ “ในเมื่ออาจารย์จากไปพร้อมความลับ… พวกเราก็ไม่ควรซ้ำรอย…”
เจษพยักหน้าช้า ๆ “เราควรพูดทุกอย่างที่เราไม่เคยกล้าพูด…เพื่อไม่ให้ความกลัวอยู่กับเราอีก”
เอขัดเสียง “แล้วงานศิลปะล่ะ งานที่อาจารย์อยากให้เสร็จ?”
แป้งหรี่ตา นิ่งคิด “อาจารย์อาจไม่ได้ต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์…แต่อยากให้พวกเราซื่อสัตย์กับตัวเอง”
มินเดินกลับไปนั่งหน้าภาพวาดที่ตนยังไม่เสร็จ ดูสายพู่กันในมือเป็นครั้งแรกโดยไม่กลัวการตัดสิน เธอลงสีใหม่อย่างมั่นใจ
เอหยิบสมุดร่างออกมา ขีดเขียนตะลุมบอนกับความกังวลของตนเอง เจษปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลอย่างเงียบเชียบข้างหน้าต่างแสงจันทร์ แป้งนั่งลงข้าง ๆ เอวางมือบนไหล่มิน คนละนิดละหน่อยพากันเอ่ยความในใจ ยอมรับข้อผิดพลาด ยอมรับความกลัวของตัวเอง
จนเวลาข้ามผ่าน ความเงียบปะปนอบอุ่นกลับมา เสียงนาฬิกาเดินต่อไปอย่างเข้มแข็งขึ้น สตูดิโอเต็มไปด้วยแสงใหม่ ๆ จากภาพวาดและงานปั้นที่ค่อย ๆ จบลงในยามเช้า
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ท้องฟ้าสีสดใสบนดาดฟ้า สี่เพื่อนยืนชมผลงานในห้องด้วยสีหน้าใหม่ ไม่มีใครพูดถึงคืนสยองนั้นอีก พวกเขาหันหน้าส่งยิ้มบาง ๆ ให้กัน ภาพจำสุดท้าย คือแสงตะวันอาบเงาทั้งสี่เงาทาบยาวบนพื้น พร้อมความจริงใจและคำสัญญาจะไม่หลบซ่อนความกลัวของตัวเองอีกต่อไป