รอยเท้ากลางหิมะนิรนาม
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีเทา หมู่บ้านหิมะในหุบเขากำลังเงียบเชียบ ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวที่ปกคลุมทุกสิ่ง แต่ดูเหมือนแม้แต่ลมหายใจก็จับตัวเป็นผลึกน้ำแข็ง ใกล้สี่โมงเย็น นักเรียนชายหญิงชุดกันหนาวเดินออกจากโรงเรียนประจำบนไหล่เขา ก่อนแยกย้าย โฟล์คยืนรอใต้หลังคาหิมะ พยายามปั้นลูกหิมะกลมด้วยมือเปล่าจนมือแดง เฟิร์นหญิงสาวผมยาวใส่ผ้าพันคอสีน้ำเงิน นั่งทบทวนหนังสือบนม้านั่งไม้ สมิธยืนดูโทรศัพท์พลางสูบบุหรี่ในลานจอดรถ พวกเขาต่างรอ ‘แก้ม’ เด็กสาวร่าเริงที่มักปรากฏพร้อมเสียงขำและรอยยิ้ม แต่วันนี้เธอไม่โผล่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เวลาเคลื่อนผ่านอย่างหนักอึ้ง สมิธถอนบุหรี่ทิ้งลงหิมะ “เธออาจกลับก่อน หรือไม่ก็กำลังแกล้งให้เรารออีกแล้ว” เฟิร์นขมวดคิ้ว “ไม่ใช่แน่ เธอส่งรูปว่าอยู่ในห้องเรียนห้านาทีก่อนด้วยซ้ำ” โฟล์คลังเล ตาเขาเหลือบไปทางประตูอาคารเรียนที่ปิดสนิท พลันเขาก้าวเร็วเข้าไป ขณะสมิธกับเฟิร์นวิ่งตามแทรกเสียงขู่สายลมหนาว
ภายในตึกเรียนเงียบงันจนได้ยินเสียงรองเท้าบดกับพื้นไม้ โฟล์คเดินลึกเข้าไปสุดตึก ใต้แสงไฟหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่สั่นพร่า ประตูห้อง 2/3 ปลายสุดทางเดินเปิดแง้ม สีหน้าทั้งสามเคร่งเครียดเมื่อพบโทรศัพท์ของแก้มตกที่โต๊ะหลังสุด ทิ้งข้อความแชทเปิดค้าง
เฟิร์นหยิบโทรศัพท์ขึ้นพลิกดู เห็นข้อความสุดท้าย “รอด้วยนะ มีเรื่องจะบอก” เสียงสมิธสั่นเครือ “นี่มันแปลกไปจริง ๆ” ความเงียบแผ่ซ่าน โฟล์คเดินสำรวจรอบห้อง จนเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ จางในหิมะที่ปลิวเข้ามาทางหน้าต่างที่มีรอยร้าวเหมือนเคยโดนทุบ โฟล์คนิ่ง ขณะที่เฟิร์นกุมมือแน่น สมิธวางมือบนไหล่เฟิร์นโดยไม่พูดอะไร
ทั้งสามคนรีบเดินย้อนรอยเท้าหายใจหอบแทรกเสียงลมขึ้นหมู่บ้านไปยังบ้านเช่าของแก้ม ซึ่งตั้งใกล้ด้านนอกสุดของหมู่บ้าน โฟล์คก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เฟิร์นหลุดเสียงสะอื้นเป็นระยะ สมิธกัดกรามแน่น มือกำโทรศัพท์ที่ขึ้นสายยังแก้มแต่ไร้เสียงตอบรับ
บ้านเช่าไม้เล็ก ๆ ด้านหน้าเหมือนไม่มีร่องรอยการเปิดปิดจากภายใน โฟล์คเคาะประตูแรง ๆ เงียบ เฟิร์นดิ้นรนหากุญแจที่เคยถือ เธอสะอื้นเบา ๆ ขณะพูดลอดฟัน “แก้มไม่เคยลืมกุญแจ…เธอไม่เคยเลย…” สมิธเดินวนรอบบ้าน เช่นเงาทีี่แฝงในสายลมหิมะ ก่อนพบว่าประตูหน้าต่างข้างบ้านแง้มออกเล็กน้อย
ภายในบ้านเย็นเฉียบ แสงแดดลอดม่านเก่า ๆ สาดทาบพื้นไม้สีอมน้ำตาล อากาศเย็นแบบไร้ชีวิต รอยเท้าหิมะขนาดเล็กทอดยาวข้ามพื้นไปจนถึงประตูหลังบ้านที่เปิดแง้ม โฟล์คมองไปยังเฟิร์น เธอเบิกตากว้างอย่างสั่นกลัว สมิธค่อย ๆ เดินนำเข้าไปช้า ๆ
ห้องนอนของแก้มยังเหมือนเดิม กระเป๋านักเรียนกับเสื้อกันหนาวยังแขวนอยู่ เตียงยับยู่ยี่เหมือนมีใครนอนทิ้งตัว กระดาษวาดโลโก้งานเทศกาลฤดูหนาวเคยมีความหวังของแก้มแปะเต็มผนัง โฟล์ควางมือบนโต๊ะอ่านสมุดจดเล่มเล็ก เห็นตัวหนังสือที่เต็มไปด้วยความกลัวและคำถามถึงตัวเอง
เสียงโทรศัพท์สมิธดังแผ่ว ๆ ในมือ “นาย…มีข้อความจากเบอร์แปลก ๆ ส่งมาว่า ‘เจอกันป่าเหนือหมู่บ้าน 17.30 น.'” เฟิร์นผวาเสียงหาย โฟล์คกัดปากก่อนพยักหน้าช้า ๆ “เราจะไปดูด้วยกัน”
ลมหิมะถูกลมแปลก ๆ ปลิวแรงขึ้นเมื่อทั้งสามคนเดินฝ่าหิมะขาวสะท้อนแสงส้มจางของตะวันเย็น เงาคนในชุดคลุมเดินวนอยู่ริมป่า ดวงตาทุกคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความคาดหวัง ตัวโฟล์คเองประสานมือแน่นจนเย็นเฉียบ
ขอบป่าเต็มไปด้วยร่องรอยเท้าสลับ บางชั่วขณะเด็กทั้งสามหยุดคอยฟังเสียงแต่ได้ยินเพียงเสียงหิมะยุบยวบ สมิธเดินนำจนพบผ้าเช็ดหน้าแก้มตกอยู่กลางหิมะ เฟิร์นทรุดนั่งลงร้องไห้ เธอลูบผ้าแนบอก “เธอกลัว เราทุกคนก็กลัว เขาจะกลับมาไหม” สมิธมองต่ำ ต้นคอเปียกเหงื่อเย็นทั้งที่อากาศต่ำกว่าศูนย์
ท่ามกลางความเงียบ โฟล์คเดินเข้าไปกลางป่าอย่างลังเล จู่ ๆ เขาเห็นแสงสว่างเรืองเล็ก ๆ ลึกในเงาไม้ เสียงหิมะยวบยาบของเฟิร์นและสมิธตามมาใกล้ ๆ สามคนหยุดเหลียวมองกัน เฟิร์นพูดเบา ๆ “นี่ไม่ใช่อะไรผิดปกติใช่ไหม…” สมิธกลืนเสียง โฟล์คกลืนน้ำลาย
แสงนั้นกลายเป็นเครื่องฉายไฟฉายที่ส่องมาจากเต็นท์ผ้าสีซีดซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางต้นสน มีกระดาษเขียนด้วยลายมือแก้มเหน็บไว้ที่ซิปหน้าทางเข้า “ขอโทษที่หายไปโดยไม่บอก พรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง ขอเวลาตั้งสติก่อน” เฟิร์นยืนอ่านน้ำตาไหลพราก โฟล์คกำมือแน่น สมิธยกมือปาดตา
ทั้งหมดเลือกนั่งเฝ้าที่หน้าเต็นท์ในความเงียบ สมิธพูดเบา ๆ “พวกเราไม่กลัวแล้วใช่ไหม” โฟล์คนิ่งนานก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “ยังกลัว…แต่เราอยู่ด้วยกัน” เฟิร์นมองเพื่อนทั้งสองแล้วรับว่า “เราไม่มีใครถูกทิ้งใช่ไหม” ไม่มีใครตอบ ทว่าความเงียบครั้งนี้อบอุ่นเหลือเกิน
ราวยี่สิบห้านาทีต่อมา เงาราง ๆ ในเต็นท์ก็ขยับออกมา แก้มในชุดกันหนาวเก่าเดินออก ริมตาแดงช้ำ มือสั่น เธอกระซิบเสียงแผ่ว “ขอโทษ เรากลัว…มันเยอะไปหมด เราแบกไม่ไหว” เธอยื่นสมุดบันทึกให้โฟล์ค โดยที่น้ำตาไหลริน
โฟล์คเปิดอ่านสมุด พบข้อความเกี่ยวกับความกดดันในครอบครัว พ่อแม่คุยจะย้ายกลับเมืองใหญ่ การสอบ การแข่งขัน เทศกาล หวาดกลัวเหมือนตกอยู่ในเงาหิมะที่ไม่มีทางออก เฟิร์นลูบหัวแก้ม สมิธนั่งลงข้าง ๆ กอดไหล่เบา ๆ ต่างน้ำตาซึม
โฟล์คมองหน้าแก้ม สีหน้าเจ็บปวดแต่จริงใจ “พวกเราคิดถึง แก้มไม่ต้องแบกเอง มีเรา” แก้มสะอื้นจนตัวโยน เฟิร์นและสมิธหัวเราะทั้งน้ำตา สมิธพูดเสียงเครือ “ใครก็ล้มได้ทั้งนั้น…แต่ถ้าจะลุก เราจะช่วย”
รุ่งเช้าแสงอาทิตย์หักผ่านเมฆ ทุกคนตื่นมาคลุมผ้าห่มผืนเดียวกัน หน้าแก้มดูผ่อนคลาย ต่างก็หัวเราะเบา ๆ โฟล์คตัดสินใจบอกความจริง “เราเคยทำผิด…เราเคยคิดว่าตัวเองไม่พอมาก่อน จนเกือบจะ…เราเข้าใจแก้ม” เฟิร์นจับมือเพื่อนทุกคนไว้ สมิธเคาะศีรษะตัวเองหัวเราะแรง “เราเองก็มีปม แต่พอแบ่งกันมันเบาลงจริง ๆ ว่ะ”
ทั้งสี่คนเดินกลับหมู่บ้าน ช้า ๆ กับการเติบโตที่ไม่มีใครพูดแต่ต่างรู้สึก สมิธถามเสียงขรึม “จะมีงานเทศกาลอีกไหม” แก้มยิ้มละไม “มีสิ เราทำด้วยกันเหมือนเดิม…แค่ปีนี้ขอให้ทุกคนอยู่ด้วยกันดีไหม” ทุกคนพยักหน้า
ช่วงบ่ายฤดูหนาวกลายเป็นอบอุ่นเล็ก ๆ ในหมู่บ้านบนภูเขา ท่ามกลางรอยเท้าขนาดเล็กและใหญ่ที่เดินขนาน ตัดผ่านหิมะขาว เสียงหัวเราะเบา ๆ ของทั้งสี่ไม่หายไปในลมหนาว
ภาพสุดท้ายคือรอยเท้าสี่คู่ใหม่บนหิมะขาว เรื่อยมาจนลับตา