คำสาปแสงจันทร์ที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ ดังแว่วขึ้นคล้ายกำลังสนทนากับผนังอิฐเปลือยในสตูดิโอศิลปะกลางกรุงเทพฯ ไนล์ เด็กหนุ่มผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม นั่งจ้องผลงานที่เพิ่งเสร็จ ยังไม่ได้ลงชื่อ เขาวางพู่กันและถอนหายใจ สีหน้าเคร่งเครียด คล้ายในใจเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ยังพูดไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไนล์ นายโอเคไหม?” โซอี้ สาวผมดำสั้น แววตาอ่อนโยนแต่ซ่อนความเศร้าเอาไว้ในรอยยิ้ม เดินเข้ามาวางมือบนไหล่เบาๆ ไนล์ยิ้มบาง รับรู้ถึงความห่วงแต่อึดอัดกับสายตาจ้องลึก อยากพูดความจริงแต่กลัวผลที่จะตามมา
“แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ งานส่งอาจารย์จะถึงเดดไลน์แล้ว” ไนล์พูดเสียงเบา หลบสายตาโซอี้
ณุม เพื่อนร่วมชั้นรูปร่างสูงโปร่ง หน้าคม สวมแว่นตากรอบดำ กำลังขีดเส้นบนผ้าใบ หันมาเหลือบมองไนล์กับโซอี้ เขากระแอมเบาๆ “คืนนี้ร้อนจังเนอะ ทำไมใครๆ ถึงอยากมานั่งกลางดาดฟ้าแบบนี้วะ?”
“อย่างน้อยมันก็โล่งกว่าในห้องเรียน” โซอี้ตอบ “เดี๋ยวดูสิ พระจันทร์คืนนี้เต็มดวง คงมีอะไรพิเศษก็ได้”
ทุกคนในกลุ่มหัวเราะเบาๆ ทว่าภายในแต่ละคนยังแฝงรอยกังวล
เสียงแม่กุญแจเก่าดังขึ้นจากประตูด้านหนึ่ง ลินิน สาวผิวขาวซีด ผมยาวตรง สวมชุดคาร์ดิแกนหนาแม้อากาศจะร้อน เธอเข้ามาเงียบๆ นั่งลงตรงมุมอับแสง หยิบสมุดวาดลายลูกไม้เปิดดูนิ่งๆ
“เออ ลินิน เมื่อคืนเธออยู่คนเดียวเหรอ?” ณุมถาม ขยับแว่นพลางสังเกตปฏิกิริยา
ลินินเงยหน้าขึ้น ผิวหน้าซีดกว่าเดิม ดวงตาคล้ายบดบังอะไรบางอย่างไว้ “กำลังฝึกวาดรูป… จะวาดให้ได้อย่างที่พ่อเคยสอนไว้”
เสียงนาฬิกาแขวนตีบอกเวลาเที่ยงคืน พระจันทร์นวลลอยเหนือเส้นขอบฟ้า แสงสีเงินลอดเข้าทางหน้าต่างบานใหญ่ ฉับพลันไฟในสตูดิโอกระพริบแปลก ไนล์มองแขนตัวเอง เห็นเงาตัวเองยาวเหยียดบนผนัง มันไม่ขยับตามเขา
โซอี้ใจหายวาบ “ใครเปิดแอร์แรงเกินไปหรือเปล่า?”
ลมเย็นวูบวาบทั้งที่หน้าต่างปิด ไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศ มีเพียงเสียงสั่นเบาของไม้พายแตะขอบกระป๋องสีน้ำ มันกลายเป็นจังหวะประหลาดที่ชวนขนลุก
ณุมหัวเราะประหม่า “อย่าเล่นมุกผีนะ กูไม่ขำ!”
จู่ๆ ประตูแน่นสนิทเหมือนถูกล็อกจากข้างนอก ทั้งสี่คนสบตากันด้วยความตกใจ มีแต่แสงจันทร์ส่องลอดผ่านเข้ามา เผยให้เห็นเงามืดปริศนาเคลื่อนไหวอยู่กลางห้อง รูปร่างคล้ายคนแต่ไม่มีใบหน้า ทุกคนได้กลิ่นธูปอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก
โซอี้จับมือไนล์แน่น “อย่าเพิ่งตลกนะ อะไรกันน่ะ…”
เสียงเงียบรอบห้อง ทุกคนขยับถอยห่าง ลินินยืนนิ่ง มองไปที่เงาประหลาด เธอพูดเสียงเบา ใจสั่น “กลับมาแล้ว…”
ณุมตะโกน “ใครแกล้งพวกเรา ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ไม่มีใครตอบ นอกจากเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เหมือนแว่วจากผนัง
ไนล์หลับตา สูดหายใจลึก พยายามทำใจกล้า “คือ…ฉันเคยได้ยินว่าถ้าใครเก็บความลับไว้ในคืนเพ็ญ มันจะกลับมาหลอกหลอน”
โซอี้หันขวับ “พูดแบบนั้นหมายความว่าไง นายซ่อนอะไรไว้หรือเปล่า?”
ไนล์นิ่งเงียบ ไม่ตอบ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เงามืดเริ่มขยายใหญ่ จับกลุ่มรอบๆ แต่ละคนเหมือนกำลังคุกคาม ไนล์ทำใจกล้า เผยปริศนาที่ซ่อนมานาน แต่เสียงในคอขาดหายไปด้วยความกลัว
ลินินค่อยๆ ก้าวไปยังจุดทีเงาปรากฏ ชี้นิ้วสั่น “มันไม่ใช่ผี…มันคือความเศร้าที่เราสะสมไว้…ถ้าไม่เผชิญหน้ามันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ!”
ประตูยังคงปิด ทุกคนตกอยู่ในเงามืด ภายในห้อง ศิลปะที่แต่ละคนวาดไว้ปรากฏภาพบิดเบี้ยวผิดรูป เริ่มมีเสียงกระซิบเรียกชื่อพวกเขาทีละคน
“ไนล์… โซอี้… ณุม… ลินิน…”
ณุมโยนพู่กันทิ้ง “กูไม่อยู่แล้ว!” เขาวิ่งไปที่ประตูแต่พบว่าเปิดไม่ออก เขาเริ่มหายใจแรงด้วยความตื่นตระหนก ตีประตูอย่างสิ้นหวัง
ไนล์เดินไปใกล้โซอี้ กระซิบเบาๆ “คือ…ฉัน…เคยทำผิดพลาดบางอย่างกับงานเธอวันนั้น…” เสียงเขาสั่น ริมฝีปากสะอื้นเบาๆ “ฉันเผลอลบไฟล์งานเธอ ฉันโกหกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ”
โซอี้สะอึก สิ่งที่เก็บคาใจมานานเหมือนถูกปลดปล่อยออกมา “นายโกหกฉันเหรอ?”
ไนล์พยักหน้าช้าๆ แสงจันทร์สว่างวาบ เงาดำในห้องแปรเปลี่ยนเป็นรูปหญิงสาวนั่งกอดเข่าร้องไห้ ทุกคนหยุดนิ่ง เงานั้นเริ่มสะอื้น มีเสียงโซอี้สะท้อนออกมาจากเงา “ฉันเสียใจ…”
ณุมหันขวับ “นี่มันอะไรกัน!?” เขาเริ่มสั่นกลัว แต่พยายามใช้เหตุผลดึงทุกคนกลับสู่ความจริง “เราต้องหยุดคิดลบ หยุดให้เงานี้มีพลังเหนือเรา”
ลินินสูดลมหายใจลึก เธอค่อยๆ เดินไปใกล้เงาดำ เอื้อมมือออกไปสัมผัส รอยยิ้มน้อยๆ เผยปรากฏบนใบหน้า “มันคือความรู้สึกผิดที่เราไม่ยอมให้อภัยตัวเอง…เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง”
ประกายในตาโซอี้ค่อยๆ เปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความเศร้า เธอเดินไปหาไนล์ หยุดห่างกันหนึ่งก้าวก่อนจะพูดเบาๆ “นายทำผิด…แต่ฉันก็เคยทำให้ใครเจ็บเหมือนกัน…อาจถึงเวลายอมรับและให้อภัย”
ณุมเริ่มใจเย็นลง เขาขยับเข้าใกล้ทุกคน เหนื่อยหอบแต่เสียงอ่อนโยนลง “แล้วพวกนายล่ะ มีอะไรที่อยากปลดปล่อยไหม?”
ลินินหลับตา น้ำตาคลอ “ฉันโกรธแม่ที่จากไปโดยไม่ลา ฉันเลยเก็บความเศร้าไว้กับตัวเอง”
ทุกคนในห้องหยุดนิ่ง เงาดำที่ปกคลุมห้องค่อยๆ บางลง จากรูปทรงบิดเบี้ยวกลายเป็นแสงเรืองรอง แผ่วเบา พอจะเห็นรอยยิ้มจางๆ ซ่อนอยู่ในนั้น
ไฟในสตูดิโอกลับมาสว่างอีกครั้ง ประตูหลุดจากล็อก กลุ่มศิลปินยืนหอบ บางคนร้องไห้ บางคนหัวเราะอย่างโล่งใจ
แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงบนผลงานทุกชิ้น รูปทุกใบกลับมาสวยงามแต่มีร่องรอยของชีวิตจริง ไนล์ยกพู่กันขึ้นอีกครั้ง คำสาปแสงจันทร์จบลงด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน