มหานครศิลป์สรรค์
เสียงขูดสีเล็กๆ ปะทะกับผนังไม้เก่าในสตูดิโอศิลปะแห่งหนึ่งกลางมหานคร ความวุ่นวายด้านนอกไม่สามารถลอดเข้ามาในนี้ได้ ร่างของหญิงสาวผมหยิกคนหนึ่งขยับหัวพู่กันอย่างเคร่งเครียด สายตามุ่งมั่นแต่เต็มไปด้วยความลังเล สีบนผืนผ้าใบแปรปรวนราวกับอารมณ์ของเธอเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฟ้าจะวาดแค่นี้เหรอ?” เสียงของนที ผู้ชายอวบเล็กน้อย ผิวคล้ำ แต่งตัวลวกๆ พูดขึ้นพลางเอนตัวเข้าหา เธอไม่ตอบ สายตาหลีกเลี่ยงแต่ปลายพู่กันหยุดค้างกลางอากาศ เห็นเงาสะท้อนตัวเองในจานสีน้ำแตกกระจายบนโต๊ะ
นิด สาวร่างเล็กตัดผมบ็อบโฉบเข้ามาบิดผมใส่เบาๆ เหมือนทุกทีที่ไม่มีอะไรต้องพูด เธอวางกระเป๋าผ้าเก่าๆ บนเก้าอี้ที่เหลือใบเดียวและทรุดตัวนั่ง
“วันนี้เก็บโจทย์อะไรมาอีกล่ะ?” ฟ้าเอ่ยหลังกลั้นใจ สายตาลอบเหลือบดูคนใหม่เข้าห้อง พิณ หนุ่มร่างสูง ผิวขาวซีด แว่นตากรอบหนา ไหล่ห่อ โทรศัพท์ในมือปิดเสียงสนิท แต่สีหน้าดูเหมือนอยากหลบหนีอะไรมากกว่าหาแรงบันดาลใจ
อ.แก้วอายุหกสิบกว่าเข้ามาพร้อมกลิ่นชาดำเย็นในแก้วกระดาษ “ทุกคนพร้อมจะรับความท้าทายใหม่หรือยัง?” ไม่พูดพร่ำทำเพลง อาจารย์วางซองจดหมายสีน้ำตาลบนโต๊ะ ทุกสายตาจ้องมันอย่างกลัว ๆ กล้า ๆ
“วันนี้ งานแบบทีม… หัวข้อคือ ‘ความลับ’” เสียงอาจารย์เนิบช้าแต่แฝงแววสนุกพลางหยิบกุญแจขนาดเล็กส่งต่อ “ทีมต้องรวมตัวใน ‘ห้องลับ’ ชั้นใต้ดิน เย็นนี้เจอกัน”
ทั้งสี่คนมองหน้ากันอย่างลังเล ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เงียบงันกินบรรยากาศ
เมื่อเย็นมาเยือน หลอดไฟนีออนในทางเดินสลัวแต่เสียงฝีเท้าสี่คู่ก้องอยู่ในทางเดิน พิณเดินนำหน้า มือกุมกุญแจแน่นจนเหงื่อออก ฟ้าจับแขนพิณไว้ “แน่ใจนะ…” เธอลังเล ใจจริงกลัวที่มืด แต่ฟังน้ำเสียงแผ่วในคำของพิณก็รู้ดีว่าเขากลัวกว่าตัวเอง
เมื่อไขประตู ‘ห้องลับ’ กลิ่นอายเย็นเฉียบเหมือนผุดขึ้นจากพื้น ครั้งแรกที่แสงไฟเก่าเปิดสว่าง ทุกคนต่างตื่นตะลึง ผนังขาวสะอาดแต่มีกระจกบานใหญ่อยู่มุมห้อง ประตูเก่า ๆ อีกฝั่งหนึ่งที่เหมือนจะเปิดไม่ได้
“ทำไมในนี้ว่างเปล่า?” นทีขมวดคิ้ว เอามือแตะกระจกเหมือนอยากมองเห็นอะไรที่ผิดแปลกไป
อาจารย์แก้วทิ้งท้ายไว้ว่า “ที่นี่คือสนามทดลอง ที่ให้ความกลัวกับความลังเลเป็นแรงผลักดันศิลปะ ลองสร้างอะไรที่ไม่กล้าสร้างดู ไม่ต้องสงสัยถ้าเกิดอะไรประหลาด”
พิณยืนอยู่นิ่ง ก่อนที่จะแอบถอนหายใจยาว เงาสะท้อนจากกระจกเหมือนจะบิดเบี้ยวเล็กน้อย ไม่มีใครพูดถึง แต่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่
เริ่มลงมือ ทุกคนต่างแยกมุมสร้างชิ้นงาน ฟ้าวาดภาพผู้หญิงกับแมวดำในอ้อมแขนให้สายตาเศร้า นทีปั้นดินน้ำมันเป็นรูปบ้านหลังเล็กพร้อมสายฟ้าที่ปะทะหลังคา นิดนำเศษผ้ามาปะติดบนภาพหน้าคนที่ถูกฉีกครึ่ง ส่วนพิณแทบไม่ลงมือ เขาเอาแต่จ้องผนัง ราวกับรอให้บางอย่างปรากฏขึ้นมาเอง เล็บขูดกับไม้เบา ๆ บอกความกังวล
เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้อง “ใครลืมปิดประตู?” ฟ้าเอ่ยเสียงสั่น หันไปพบว่าประตูที่ควรล็อกกลับแง้มอยู่ เหมือนมีใครเดินเข้ามาโดยที่ทั้งสี่ไม่ได้สังเกต
แต่ไม่มีใคร ทุกคนกลับเห็นเงาตัวเองในกระจกมุมห้องพร่าเบลอผิดปกติ บรรยากาศขึงตึงขึ้นมาทันที
นทีสบถเบา “บ้าชะมัด” แล้วยังฝืนปั้นงานต่อ ท่าทางเครียดอย่างปกปิดไม่มิด
นิดหันขวับ “แกกลัวอะไรวะ?” เสียงเข้ม แข็งแต่เบื้องหลังแฝงความหวั่น ทันใดพิณกระซิบเบา ๆ “ผม…เขียนอะไรไม่ออกเลย มันเหมือนในหัวมีแต่ที่ว่าง” นิดมองสบตา สายตาขุ่นเศร้าแต่ไม่เอ่ยปลอบ
พลันไฟในห้องพรึ่บดับ ความเงียบเข้าครอบงำ เสียงหายใจของทุกคนฟังชัดจนเหมือนจะระเบิด ฟ้าจับแขนนทีแน่น เสียงนทีแว่ว “อยู่นี่ ๆ ไม่ต้องกลัวนะ” แต่เสียงของตัวเองก็สั่นไม่แพ้
แสงไฟสำรองติดขึ้นมา ฟ้าหยิบโทรศัพท์ส่องแต่ภาพในกระจกกลับปรากฏรอยขีดเขียนเหมือนตัวอักษร ไม่ใช่มือใครทั้งสี่
“ใครทำ…” พิณเอ่ยขึ้นเสียงเครือ ในขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ เผยให้เห็นข้อความว่า “อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็น”
ทั้งกลุ่มเงียบลงถนัดตา ต่างคนต่างหันเข้าหากัน สีหน้าเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกเป็นสงสัย ใครคือคนสร้างรอยคำนั้น หรือเป็นสิ่งอื่น?
ระหว่างพยายามคุยกัน หูทุกคนแว่วเสียงหัวเราะของเด็กเล็กลอดสายลมเข้ามา ใบหน้าฟ้าเผือดทันที เธอผละมือและถอยหลัง “พอแล้ว ฉันไม่อยู่แล้ว!” ทั้งกลุ่มหยุด ฟ้าก้าวถอยไปแต่ประตูถูกปิดสนิท เปิดไม่ออก
นทีพยายามงัดไม่สำเร็จ “ใครล็อกวะเนี่ย” เสียงเจ็บใจปนหวาดหวั่น
ฟ้านั่งลงพื้น เหงื่อซึมทั่วหน้าผาก พิณนั่งข้าง ๆ “มันจะไม่มีอะไรหรอกฟ้า เราไม่ได้อยู่คนเดียว” แต่พิณเองน้ำเสียงกลับเบาราวกระซิบ
นิดเดินเตะเท้าไปมา “งั้นก็ต้องจบงานให้เสร็จ จะได้ออกไปได้ มืดจะกลัวหาอะไรไม่เจอสักทาง”
เวลาผ่านไป ทั้งสี่ตั้งใจทำงานต่อ พยายามลืมเสียง ประตู กระจก ทุกสิ่งที่อึดอัดขึ้นในห้อง
ขณะเดียวกันบนกระจก กลับมีเงาร่างเล็ก ๆ เงียบอยู่ด้านหลังกลุ่มอย่างชัดเจน ฟ้าหยุดขยับมือ ตัวแข็งไปทั้งตัว “ล…เลือด!” เธอชี้นิ้ว กระจกมีคราบบางอย่างสีเข้มเป็นรูปมือเด็ก
เสียงประหลาดเกิดถี่ขึ้น ลมเย็นในห้องวนเมื่อใครทำอะไรผิดหวังหรือคิดถึงความทุกข์ นทีเงียบผิดสังเกตจนฟ้าร้อง “แกเป็นอะไรหรือ?”
“ผมไม่อยากกลับบ้าน” เสียงนทีเบาหวิว “บ้านนั้น…ผมกลัวสายฟ้า บ้านผม…เคยไหมเหมือนใครสาปแช่ง” ใบหน้านิดสะท้อนแสงไฟ “ฉันกลัวพ่อ ฉันไม่อยากทำร้ายใครแต่หยุดความเกลียดไม่ได้”
ฟ้าเริ่มก้มหน้าร้องไห้ “แม่ฉันทิ้งฉันกับแมวมาตั้งแต่จำความได้ คืนที่เคยมีไฟดับกันในบ้าน ฉันไม่เคยนอนคนเดียว”
พิณก้มต่ำ พยายามพูดแต่ติดขัด “ผมเคย…ผิดสัญญากับเพื่อนตาย” น้ำตาสองหยดหยดลงพื้น
แต่ละคนหยิบความกลัวและบาดแผลที่้ซ่อนอยู่ขึ้นมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ ผ่านงานศิลปะและเงาสะท้อนตนเองในกระจกสายตา ใบหน้าพวกเขาเริ่มเปลี่ยนจากหวาดกลัวสู่สงบนิ่ง ประตูค่อยๆ คลายล็อก รอยยิ้มแรกผุดขึ้นเมื่อฟ้าเดินไปเปิด…