รอยร้าวบนเพดานหอพัก
เสียงของขาตู้ไม้เสียดสีกับพื้นกระเบื้องดังขึ้นในห้อง 3/7 หอพักลั่นระฆัง สะท้อนเข้าหูเด็กหนุ่มผิวคล้ำเจ้าของชื่อวินัย ขณะเขากำลังดันโต๊ะเขียนหนังสือเข้าที่เดิมหลังวางตำราเรียนไว้เรียบร้อย คืนนี้อึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูก แม้พัดลมบนเพดานจะหมุนช้า ๆ เป็นจังหวะราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ เดชเพื่อนร่วมห้องพูดแว่วผ่านเสียงลมหายใจ “ใช่วันนี้ใช่ไหมที่มีกิจกรรมรับน้องชั้นล่าง”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วินัยหันไปสบตาแววขี้เล่นที่เต็มไปด้วยกังวล “ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เหมือนทั้งหอพักจะเงียบผิดปกติ” เขาตอบ ดูเหมือนเดชเองก็รับรู้ถึงความผิดปกติของบรรยากาศที่เย็นวาบกว่าทุกคืน
ประตูห้องถูกผลักเปิดด้วยแรงปานกลาง ปรากฏนิค เพื่อนอีกคนในแก๊งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มีใครเห็นธีระบ้าง? โทรหาไม่รับเลย ตั้งแต่บ่าย” ทุกคนเงียบ เดชขยับลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบไปก่อน หัวใจของแต่ละคนพลันเต้นถี่ขึ้นโดยไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัด
เวลาล่วงเลยสู่ค่ำ ห้อง 3/7 ยังคงตกอยู่ในความเงียบ ปรากฏรอยร้าวใหม่บนเพดานตรงมุมที่มักมีน้ำหยด วินัยตั้งใจเพ่งดู ลายเส้นแปลกประหลาดดูเหมือนจะขยับได้เองในสายตา เดชนอนอยู่บนเตียงแคบๆ แต่วางมือหนาทาบลงบนหน้าผากตัวเอง “ไม่อยากคิดอะไรคืนนี้จริง ๆ”
“ไม่ได้คิดก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น” นิคตอบเบา ๆ ในแววตานั้นมีความกลัวซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเย็นชา รอยร้าวนั้นค่อย ๆ กว้างขึ้นทีละเส้น เสียงเปียกชื้นปลายหยดน้ำกระทบพื้นดังเป็นจังหวะทั้งคืน
รุ่งเช้าตรู่ นักศึกษาทั้งหอได้รับข่าว ธีระหายตัวไปจริง ไม่มีใครในหอพักหรืออาจารย์ฝ่ายปกครองพบร่องรอยของเขาตั้งแต่เย็นวาน ผู้คนเดินอย่างระแวดระวังในระหว่างห้อง เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จากข้างห้องแอบกระซิบกับเดช “เมื่อคืนพี่เห็นอะไรที่เพดานห้องไหม?”
เดชมองเด็กหญิงสลับกับนิ้วมือของตนที่ชื้นเฉอะแฉะ “เห็น…รอยร้าวมันงอกออกมา” น้ำเสียงเขาสั่น ไม่แน่ใจว่าเด็กหญิงคนนั้นเข้าใจไหม เธอมองเขากลับด้วยสายตาแปลกประหลาด
วินัยลากกระเป๋าหนังสือออกไปนั่งใต้ต้นหูกวาง ทางเดินหน้าอาคารหอพักชื้นแฉะจากฝนเก่าตอนบ่าย “แกว่าธีระหนีออกไปเอง หรือ…โดนอะไร?” วินัยเงยหน้ามองนิคที่ตามมานั่งใกล้ ๆ
“ถ้าหนีทำไมโทรศัพท์ถึงไม่รับ ถ้ามีใครงัดห้อง ก็น่าจะมีรอย…แต่ไม่มีอะไรสักอย่าง เงียบเกินไปใช่ไหม” นิคถอนหายใจ เดชเดินตามมาสมทบ เขามองพื้นตลอด “บางทีเราอาจจะเห็นอะไรที่เราไม่รู้ตัว”
ทั้งสามไม่พูดอะไรอีก ไม่มีใครกล้าพูดถึงรอยร้าวบนเพดานตรง ๆ กลัวคำที่อาจหลุดออกจากปากจะกลายเป็นจริง ราวกับเพียงพูดถึงมัน มันจะเติบโต
คืนนั้นรอยร้าวดูเหมือนจะไหลยืดลงมาจนถึงผนังห้อง เสียงครืดคราดเหมือนบางอย่างเคลื่อนไปมาเมื่อเปิดไฟนีออน วินัยหยุดกลางห้อง จ้องเพดานนิ่ง “มัน…เหมือนมีใครอยู่บนเพดานรึเปล่า?” เสียงของเขาลดต่ำเพราะกลัวมากขึ้นกว่าเดิม นิคกัดฟัน นั่งขัดสมาธิอยู่ปลายเตียง มือสั่นเล็กน้อย
“พูดเล่นปะเนี่ย” เดชพึมพำ “ใจเย็น เราจะต้อง…คิดเหตุผลก่อน” แววตาชินชาไม่ช่วยให้ใครอุ่นใจขึ้นเลย
วินัยเพ่งรอยร้าว คำพูดติดขัดในลำคอ “มันเหมือนมีเสียงกระซิบ พวกนายได้ยินมั้ย…” เสียงเขาเบาจนต้องเบนหูฟัง ทุกอย่างกลับเงียบมากขึ้น ความเงียบยาวนานจนแทบเวียนหัว
เดชหยิบโทรศัพท์กดเบอร์ธีระอีกรอบ ใจเต้นแรง เสียงดัง ‘ปิ๊บ ปิ๊บ’ ก่อนจะกลายเป็นเงียบงัน “ไม่รับอีก”
“เมื่อคืน ฉันฝันถึงธีระอยู่ในรอยร้าว” นิคเปรยเบา ๆ ใบหน้าซีดขาว “แกเชื่อไหมว่าวันที่เพื่อนเราหายไป รอยร้าวมันขยายตัวเร็วกว่าทุกครั้ง”
วินัยเครียดจนหายใจไม่ออก “หรือว่า…เราต้องคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับนี้ อาจารย์ก็ได้”
“พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก” เดชมองต่ำ ยื่นมือไปปิดไฟห้องอย่างช้า ๆ ความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง
วันใหม่มาถึง อาจารย์ฝ่ายปกครองเดินสำรวจหอพัก ถามวินัยถึงรอยร้าว วินัยลังเลก่อนตอบ “เห็นครับ มันเกิดขึ้นเกือบทุกคืน แล้วเสียงก็…”
อาจารย์ขมวดคิ้ว ตรวจดูเพดานโดยไม่พบอะไรผิดปกติ “อย่าคิดมาก พักผ่อนให้พอยังดีกว่า” เขาเดินออกไป นิครู้สึกเหมือนทุกคนปิดหูปิดตากับสิ่งที่พวกเขาเผชิญ
เดชเริ่มหลบเลี่ยงการกลับเข้าห้องนอน สายตาเหม่อลอยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่วินัยกับนิคกลับยิ่งหมกมุ่นกับรอยร้าวบนเพดาน หนึ่งในคืนที่ยาวนานนั้น นิคตั้งกล้องถ่ายรูปจ้องตรงรอยร้าว หวังบันทึกอะไรบางอย่าง
ฟ้าสาง กล้องของนิคบันทึกได้เพียงเงามัว ๆ ของรอยร้าวที่ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนเองได้ ไม่มีภาพใดที่อธิบายได้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่ทั้งสามกลับรู้สึกว่าถูกจ้องมองตลอดเวลา
กลางวันรอยร้าวดูธรรมดา แต่คืนต่อมามันกลับขยายตัวขึ้นอีก มีเสียงกระซิบแผ่วเบาลอดออกมาแต่พอจับใจความไม่ได้ เดชตื่นขึ้นมากลางดึก มีน้ำหยดลงบนหน้าผาก เขาสะดุ้ง ลุกมามองเพดานแต่ไม่กล้าพูดอะไร
นิคเริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ วินัยนั่งเงียบอยู่ชายเตียงเพ่งฟังเสียงทุกคราวที่รอยร้าวร้องโหยหวนในความมืด เครียดสะสมจนนอนไม่หลับ ลมหายใจกลายเป็นเสียงดังพอจะกลบเสียงหยดน้ำเล็ก ๆ ได้บ้าง
จนคืนหนึ่ง วินัยได้ยินเสียงคล้ายกับธีระเรียกชื่อเขาแผ่วเบาผ่านรอยร้าว มือของเขาสั่นเครือ กระซิบตอบ “ธีระ…นายอยู่ในนั้นเหรอ?” เสียงเงียบวูบลง ก่อนจะดังขึ้นอีกครู่ “อย่าให้มันเห็น…”
วินัยกระโดดลุกจากเตียง คว้าตัวนิคให้ตื่น “นายได้ยินมั้ย? ได้ยินธีระมั้ย?” นิคยังงัวเงียแต่กลัวจนหน้าซีด “ฉัน…ฉันฝันว่าติดในความมืด มันน่ากลัวมาก”
ทั้งสองคนตัดสินใจลากเดชออกจากห้องกลางดึก ออกไปนั่งรวมกันใต้แสงไฟระเบียง “แกว่ามัน…ไม่ใช่เราเห็นภาพหลอนใช่ไหม” เดชหลีกเลี่ยงตาวินัย
“มันเรียกชื่อฉันจริง ๆ” วินัยกำมือแน่น “เราต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่ใครจะหายไปอีก”
เช้าวันต่อมา ทั้งสามเริ่มสืบสวนอดีตของหอพักพร้อมลงมือค้นหาเอกสารเก่าในห้องสมุดมหาวิทยาลัย พบข่าวโบราณเกี่ยวกับการหายตัวของนักศึกษาชายอีกสามคนเมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกรายเกิดขึ้นในห้องเดียวกับพวกเขา…ห้อง 3/7
เดชเริ่มกังวล “เราจะกลายเป็นรายต่อไปเหรอ?” นิคสั่นหน้า “ยังไงต้องค้นให้รู้” พวกเขารวบรวมข้อมูลไปถามแม่บ้านที่ดูแลหอพัก ผู้หญิงวัยกลางคนเลือกที่จะเงียบอยู่นาน ก่อนหลุดปากออกมา “รอยนั้น…เคยมีเลือดไหลซึมออกมา”
ทั้งสามอึ้ง วินัยใจเต้นแรง “นี่มันอะไรกันแน่?” แม่บ้านกำชายเสื้อแน่น “ถ้าไม่อยากเผชิญเหมือนรุ่นก่อน ๆ อย่าไปแหย่” เธอทิ้งคำเตือนแล้วผละออกไปปล่อยให้ทั้งสามตกอยู่กับความกลัว
คืนนั้น วินัยตัดสินใจวางตาไม่ลง เฝ้ามองรอยร้าวเป็นพิเศษ ช่วงที่ทุกอย่างเงียบสนิท รอยร้าวขยายออกจนเกือบชนฝาผนัง แล้วเสียงฝีเท้าบางอย่างเหนือเพดานดังขึ้นอย่างชัดเจน
นิคกลั้นใจหยิบไฟฉายส่องขึ้นไป รอยร้าวกระตุกเป็นจังหวะ เงาดำทาบทับกับลายแตกของเพดาน เสียงร้องไห้ของธีระแว่วออกมาอีกครั้ง วินัยคว้าไม้กวาดพาดขึ้นพยุงเพดาน ไฟขาดผึ่ง ความมืดกลืนกินห้อง
ในความมืดสนิท เดชนั่งนิ่งเหงื่อซึม “ถ้าเราจะรอด เราต้องเผชิญกับมัน” เสียงนิคกล้ำกลืน “คืนนี้ฉันจะไม่หนี”
ทันใดนั้น พวกเขาสามคนรวมกันอยู่ใต้เพดาน ร้องเรียกธีระ ทว่าทุกอย่างเงียบสนิทลง เหมือนเวลาหยุดเดิน สายลมเย็นวูบผ่านหน้าผากวินัย กลิ่นอับชื้นแรงขึ้น ทุกคนจับมือกันแน่น
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวข้างใน รอยร้าวกรีดเสียงยาวเหมือนจะปริคนออกมา ทั้งสามตั้งใจแน่วแน่จะไม่ละสายตา ทันใดเงาดำทะลุทะลวงออกมาจากรอยร้าวชนิดที่ไม่มีใครทันตั้งตัว
วินัยกลอกตาหลบ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความสยองที่อยู่ตรงหน้า เดชชะงัก น้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษที่…เราไม่กล้าช่วยธีระตั้งแต่แรก” เสียงนั้นพลันกระซิบกลืนหายไป
เงาดำนั้นกลับกลืนตัวเองกลับเข้าไปในเพดาน รอยร้าวค่อย ๆ ปิดลง ทั้งสามทรุดนั่ง ร่างสั่นระริกกับความจริงที่ยากจะอธิบาย
วันรุ่งขึ้น ห้อง 3/7 ถูกล็อคอย่างแน่นหนา ทั้งสามร้องขอให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบ ทว่าผู้ใหญ่ปฏิเสธ บอกว่าทุกอย่างปลอดภัย ไม่มีใครกล้ายอมรับความจริงที่ซ่อนอยู่ ไม่นาน กลุ่มของวินัยก็ย้ายออกจากหอพักแห่งนั้น ไม่เหลือใครกล้ากลับไปมองเพดานเก่า
วินัยในวัยมหาวิทยาลัยตอนท้าย กลับกลายเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความกลัว ไม่ค่อยหนีปัญหาอีกต่อไป ทั้งเขา เดช และนิค ยังคงติดต่อกันเสมอ แม้ธีระจะไม่เคยกลับมา
ท้ายสุด เมื่อวินัยเดินกลับมายังมหาวิทยาลัยในวันที่เมฆขาวสะอาด เขาแหงนหน้ามองเพดานอาคารเก่า รอยร้าวยังคงทิ้งรอยจาง ๆ เหมือนรอวันมีใครกล้ามองขึ้นไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง