ไฟในหิมะ
แสงสีส้มเรื่อๆ ของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสะท้อนผ่านเกล็ดหิมะที่ปกคลุมบ้านเช่าขนาดเล็กด้านนอกเมืองหิมะคุโระ ธันวานั่งอยู่หน้าเตาผิงไฟที่วอดวาย ไม่อุ่น เขาใช้แขนเสื้อเช็ดหยาดน้ำบนแก้มอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นและหย่อนเศษไม้เพิ่มลงไปในกองไฟ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงสายลมกระหน่ำหน้าต่าง ทำให้เขาฮึดตัว หัวใจยังถูกบีบรัดด้วยความคิดอันหนักอึ้งของเช้าวันนั้น—น้องชายของเขา, พฤษ, ไม่กลับบ้านเมื่อคืน
ชีวา—หญิงร่างเล็ก ผิวซีดจัด ผมดำยาว เปลือกตาหนัก—เดินเข้ามากอดอกหน้าเตาผิงเลยความเงียบไม่กี่ก้าว เธอเพิ่งย้ายมาเมื่อฤดูหนาวก่อน และพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงแปลก ๆ “ข่าวลือว่าคืนก่อนมีคนเห็นไฟในหิมะ”
ธันวาหรี่ตามองแม่กุญแจโต๊ะ “หรือแค่เด็กเล่นกลไหม?”
ชีวาโน้มหลบความร้อนผิง “หิมะคืนนี้หนาเกินไป เด็กไม่มีใครกล้าออก” เธอพูดพลางถอนหายใจยาว หันไปหยิบกระบอกไฟฉายเก่า ๆ บนชั้นวาง “ถ้า…นายจะตามหาพฤษ ฉันไปด้วย”
“ไม่จำเป็น เธอไม่ต้อง—”
“ถ้าเกิดอันตราย ต้องมีสองคน” เธอกระซิบ ริมฝีปากแผ่วเบา แต่สายตานิ่งตาไม่หลบ
เสียงต้มน้ำในครัวดังเบาดึงสติธันวากลับมา เขากระชับเสื้อกันหนาวแล้วคว้าถุงมือ “ก็ได้ เตรียมให้พร้อม”
ถนนในหมู่บ้านเงียบสงัด ข้างทางมีเพียงรอยรองเท้าสองคู่ใหม่ ๆ ที่ทับบนหิมะ พวกเขาเดินช้า ๆ ใต้เงาหมอกสีเทา ไฟฉายส่องเป็นลำแสงเพียงจุดเดียว
“พฤษชอบแถวริมบึง” ธันวาเอ่ยเบานักในความเงียบ “เคยซ่อนตัวจากแม่ตอนทะเลาะกัน ฉันรู้จักนิสัยนั้นดี”
ชีวาไม่ตอบในทันที สีหน้าอ่านไม่ออก “คนที่หายไป…อาจเลือกไม่กลับเองไหม?”
ธันวาหยุดเดินกะทันหัน เผลอกำสายไฟฉายแน่น “นายหมายความว่าไง”
ชีวามองธันวาเงียบ ๆ ก่อนจะหลบตา “ขอโทษ ฉันแค่…”
เสียงบางอย่างแว่วผ่านหิมะ—เหมือนเสียงครูดเบา ๆ จากฝั่งซ้าย ธันวาพุ่งไฟฉายไปยังต้นเสียง เงาดำลับวาบหลังต้นไม้สูง
ทั้งสองสาวเท้าย่ำตามร่องรอย เศษเถ้าสีเทาละเอียดกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหิมะ เหนือขึ้นไป กลิ่นไหม้บาง ๆ ลอยมาแตะแจ่มจาง
“นี่มัน…เถ้าของอะไร” ธันวาก้มลงแตะ หิมะละลายเกาะนิ้วมือ
ชีวาปาดนิ้วบนผิวน้ำแข็ง แล้วชูขึ้นมาดู “ไม่ใช่ไม้—กลิ่นคล้ายๆผ้าไหม้”
คืนขาวสว่างโดยไม่มีดวงจันทร์ หัวใจทั้งสองเต้นแรง พวกเขามองตากัน—ไม่มีใครพูด แต่ในแววตามีทั้งคำถามและความหวาด
เสียงหวูดลมหนาวฝ่าเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม ต้นไม้บดบังสายตาของพวกเขา ท่ามกลางม่านหมอกและความเงียบ พวกเขาเดินไปข้างหน้า เฝ้ามองหาบางอย่างที่เกินกว่าจะนิยาม
ชีวิตในหมู่บ้านคุโระ ถูกพรากความปกติสุขไปพร้อมกับพฤษ คำถามในใจธันวาคล้ายเปลวไฟริบหรี่ ทั้งโกรธ ทั้งสิ้นหวัง ทั้งยังเชื่อว่าน้องชายยังมีชีวิตอยู่
เสียงเครือข่ายไฟฟ้าดับวูบๆ สะท้อนจากตู้คอนโทรลโรงไฟฟ้าเล็กริมทาง ธันวาหยุดมองแต่ไกล รูม่านเหล็กถูกเปิดเผยมีรอยเท้าขนาดเล็กมุ่งเข้าไปในเงาดำ
ชีวาดึงแขนเขา กระซิบแผ่ว “ตอนเด็ก ฉันเคยอยู่ในเมืองที่หิมะตกหนัก เกิดเหตุแปลกๆ คนหายตัวกลางพายุ มีแต่เศษเถ้าดำกับกลิ่นไหม้…”
“เธอรู้อะไรมากกว่านี้ใช่ไหม”
เธอไม่ตอบ ธันวาเลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อทันที สีหน้าเขาเต็มไปด้วยร่องรอยความหวังเจือความระแวง
ในเช้าวันต่อมา หมู่บ้านจมอยู่ใต้หิมะสูงถึงหัวเข่า ทุกหลังติดธงขาว—สัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือจากนอกรั้วหมู่บ้าน เสียงวิทยุในศูนย์อาสาแจ้งข่าว สายไฟฟ้าถูกตัดจนไฟฟ้าดับทั้งเมือง
“เราถูกตัดขาด…ไม่มีใครเข้ามา ไม่มีใครออกไปได้” ชายอาสาสมัครเสียงสั่น
“แต่คนในหมู่บ้านยังหายไปต่อเนื่อง…” หญิงสูงวัยในชุดผ้าทอเอ่ย
ธันวากำมือแน่น สีหน้าเคร่งเครียด “ต้องมีใครอยู่เบื้องหลัง”
ชีวาสบตาธันวา แววตาซ่อนความเจ็บปวด
ค่ำวันนั้น เมฆปกคลุมหนาเก็บแสงพระอาทิตย์ จนทั่วเมืองดูเทาดั่งเงาวิญญาณ ธันวาและชีวาเดินสำรวจซอกซอย พบเหรียญรูปว่าวที่พฤษพกติดตัว หล่นอยู่ริมคลอง
ธันวาก้มเก็บ หัวใจราวโดนขยุ้ม
“ฉันรู้จักเหรียญนี้ดี…” ชีวาพึมพำ
“มันของน้องฉัน” ธันวาเสียงแข็ง เขารีบผลุนผลันไปทางปลายทางที่รอยเท้าหายไป ชีวาวิ่งตามจนไหล่เสื้อเปียกหิมะ
พวกเขาหยุดที่โกดังเก็บของร้าง แสงไฟแขวนพริบพรายจากภายใน เสียงฝีเท้าลากคล้ายเด็กวิ่งวกวน ธันวาเขยิบเข้าไปช้าๆ ชีวายืนข้างหลัง จู่ ๆ ประตูเปิดเอง เผยเงาตัวเล็กนั่งกุมหัวอยู่ในความสลัว
“พฤษ!” ธันวาตะโกน น้องชายยกหน้าขึ้นตาโต เบื้องหลังเขา เงาดำบางอย่างแผ่กว้างขึ้นตามผนัง
ชีวาดึงแขนธันวา “อย่าเข้าไป! นั่นไม่ใช่…พฤษ—”
เสียงหัวเราะเบาลอดออกมาจากเงาดำนั้น เงาลอยไหวในละอองหมอก จากนั้นทุกอย่างเงียบงันลง—ก่อนเสียงประหลาดจะเปลี่ยนเป็นผิวปากเย็นยะเยือกมากลางโกดัง
ธันวาชะงักเท้าหน้า “นายเป็นใคร ไม่ใช่น้องชายฉัน…”
เงาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรูปเด็กชาย แต่แววตาเปล่าเปลี่ยวเยียบเย็นเหมือนหิมะพันปี เขาหันหน้าตรงมายังธันวา
“ถ้าจะเจอน้องนาย…ต้องกล้าเผชิญกับความจริง” เสียงเด็กสั่นสะท้าน ดังก้องในช่องว่างโกดัง เงาธันวาผงะถอย ชีวาลูบแขนแต่ปากมุบมิบอะไรในคอ
เสียงปัง! ประตูโกดังปิดเองราวถูกผลัก ธันวาได้ยินเสียงกรีดร้องจากข้างนอก เขาผลุนออกไปกลางพายุ พบผู้ใหญ่หมู่บ้านถือคบไฟล้อมโกดัง
“ขับไล่ปีศาจ!” ชาวบ้านตะโกน ชี้คบไฟไปยังประตู ชีวาผงะ หน้าถอดสี ธันวาโพล่ง “หยุด—มันคือน้องชายฉัน!”
“ไม่มีใครเหลือในโกดังนั้น!” หญิงชราส่งเสียง มือหยาบแน่นบนไม้เท้า
ชีวาจึงพุ่งออกไปข้างหน้าด้วยเสียงสะอื้น “ทุกคนอย่าทำ!”
คบไฟแตะประตู จู่ ๆ เปลวไฟลุกแรงลามเข้าข้างใน เกิดเสียงร้องโหยหวน เงาดำดีดดิ้นเกรี้ยวกราด ธันวาคุกเข่าลงร้องไห้คร่ำครวญ
โหมไฟดับ เผยเพียงเศษเถ้าปลิวตามหิมะ ธันวาทรุดลง ข้าง ๆ ชีวากุมมือเขาแน่น “ฉัน…ซ่อนความจริงไว้ นายควรรู้”
ธันวากระซิบเสียงหัก “พูดเถอะ…”
ชีวากัดปาก น้ำตาคลอ “สิบปีก่อน ฉัน..เป็นเด็กที่รอดตอนเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอีกเมืองหนึ่ง มีแต่เราที่มีภูมิต้านทานปีศาจในหิมะ—ถ้าตายโดยความกลัว จะกลายเป็นเงา และฉัน…ฉันมีสายเลือดนั้น”
ธันวามองชีวานาน เหมือนเรียนรู้ใบหน้าที่เปลี่ยนไปในแสงไฟพลิบพลิ้ว “แล้วน้องฉัน?!”
ชีวาเอื้อมจับมือเขาแน่น “ต้องตามหาวิธีแก้คำสาป—ถ้าเขายังเหลือจิตเดิมอยู่ ยังมีโอกาส”
เสียงพายุข้างนอกแรงขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มเคลื่อนไปยังศาลากลางรวมตัวเพราะถูกตัดขาดทั้งน้ำ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต อาหารใกล้หมด หิมะถล่มปิดเส้นทาง
ชีวาอาสาออกไปเองท่ามกลางพายุ ธันวาจะตามแต่ผู้ใหญ่ห้าม “ปล่อยให้คนแปลกหน้าไปตามลำพังนะ!” ธันวาเถียงกลับ “เธอคือความหวังเดียว!”
ชีวาออกไปรอบสองคนพร้อมธันวา หิมะสูงเกินหัวเข่าคราวนี้ มือทั้งคู่กุมตะเกียงลมห้อยเอว ขณะลุยไปกลางหิมะ ปากชีวาพึมพำบทสวดบางอย่าง สายลมเริ่มสงบลงชั่วครู่ เสี้ยวแสงวาบกลางพายุ เงาดำเคลื่อนตัวไปทางทุ่งน้ำแข็งริมหมู่บ้าน
ธันวาวิ่งตามรอยเงา ชีวาเร่งตาม “นายต้องกล้ายอมรับความกลัว ทำใจนิ่ง ใจคิดถึงสิ่งดี!”
ธันวาหายใจแรง หัวใจปั่นป่วน ภาพน้องชายในความทรงจำผุดวาบขึ้นมา ผิดหวัง โกรธ เสียใจ ก่นด่าใจตนเองที่วันนั้นไม่ฟังพฤษ พูดจาแรงจนอีกฝ่ายหนีหายไป
ทั้งสองไปถึงแม่น้ำแข็ง ร่องรอยปรากฏ ธันวาคุกเข่ากับเงาดำ “พฤษ พี่ขอโทษ…ที่ละเลยความรู้สึกนาย…กลับเถอะ ได้ไหม…”
เงาคลี่ยิ้มเศร้า ประกายตาพล่า ๆ คล้ายจะร้องไห้ ธันวายื่นมือผ่านไปจนเฉียดปลายนิ้ว เงานั้นกระตุกวูบหนึ่งก่อนพัดหาย
ชีวาล้มตัวลงข้าง ๆ ธันวา “เขายังไม่หมดหวัง…นายต้องมีศรัทธาในรัก ความกลัวเราบั่นทอนเงา ถ้านายยอมรับ ส่วนที่ร้าวฉานจะสมาน”
เสียงครืน…แม่น้ำแตกเป็นรอยแยก เงาพฤษโผล่ขึ้นมาโอบศีรษะธันวา ไอเย็นแผ่ไปทั่วร่าง แต่พลังรักจากการให้อภัยและยอมรับความผิดของตนเองทำให้ทั้งสองคนกอดกันได้จริง เงาค่อย ๆ มลายกลายเป็นหิมะสีทองประกาย
ชีวาน้ำตาไหล ธันวาอุ้มพฤษในอ้อมแขน—ตัวอบอุ่นและมีเลือดเนื้อมากขึ้น คำสาปสลายกลางแสงรุ่งอรุณที่เจิดจ้าเป็นครั้งแรกในฤดูหนาว
หมู่บ้านฟื้นคืน เฉลิมฉลองให้กับการเอาตัวรอดจากคำสาปเก่าและความกลัวของใจมนุษย์ ธันวาและพฤษเริ่มต้นใหม่พร้อมเพื่อนใหม่คือชีวา หิมะยังคงตกแต่ไฟแห่งความหวังและรักสว่างกว่าครั้งไหน ๆ