คืนสุดท้ายบนสตูดิโอศิลปะ
สายลมในคืนฤดูร้อนอ้อยอิ่งผ่านหน้าต่างกระจกเก่าของสตูดิโอศิลปะชั้นสามในย่านเมืองเก่า เสียงหวีดร้องแผ่วเบาของรถบนถนนไกลๆ ปะปนกับกลิ่นสี ฝุ่น และกลิ่นอับจนความทรงจำเก่า ๆ แล่นผ่านหัวใจ บนพื้นห้องมีเศษผ้าเปื้อนสี กระป๋องเปิดค้าง พู่กันแข็งตัวติดจาน ผู้คนสิบสองคนยืนตั้งวงใกล้โต๊ะยาวกลางห้องที่มีผ้าใบขนาดใหญ่พาดอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ส้ม—หญิงสาวร่างเล็กผมยาวหยิบแก้วพลาสติกมาเขย่า มือเย็นและสั่นกว่าปกติ ถามเสียงแผ่ว “คืนนี้เราจะทำยังไงดีอ่ะ?”
ตูน หนุ่มผมหยิกสั้น นั่งฟุบบนม้านั่ง บิดข้อมือเล่น ก่อนเงยหน้ามา “ไม่ต้องทำอะไรหรอก เดี๋ยวก็ต้นเรื่องใหม่ ทำเหมือนทุกคืนไง…”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากเจน—สาวรูปร่างสูงสายตาคม —ตัดบทขึ้น “งั้นก็ติดอยู่กันทั้งคืนอีกรอบสินะ นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ไฟดับเกือบทั้งตึก?”
อาร์ม เพื่อนชายร่างท่วม ผูกผ้ากันเปื้อนขาวที่เต็มไปด้วยด่างสี เดินไปทางหน้าต่างพยายามปลุกปลอบ “พอเถอะ พวกเธอก็เลยนั่งเงียบแต่ใจไปหมด ใครมีอะไรในใจ ก็พูดมาดีกว่า”
อิ้งค์ เด็กสาวหน้าคม สะพายเป้ผูกริบบิ้นนั่งเงียบมุมสุด หันหน้าจากกลุ่ม ดวงตาแดงเหมือนจะร้องไห้ เธอกำข้อมือแน่นแต่ไม่ได้พูดอะไร เสียงเงียบแทรกเข้ามา ทุกคนต่างมองหน้า และความกดดันไหลบ่าจากความเงียบงัน
วิน หนุ่มตาเศร้ากล่าวเบา ๆ “เรากลัว… กลัวว่าวันนี้จะเจอเหมือนวันนั้นอีก…”
แววตาทุกคนเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่มีใครกล้าพูดต่อ
เสียงเคาะประตูดังพรืด ทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน ส้มเกาะแขนตูนแน่น อาร์มหันหน้าไป “ใครวะ… ไฟหมดทั้งตึก ไม่มีใครจะขึ้นมานะ”
ลังเลวูบเดียว ประตูเปิดเองช้า ๆ สายลมเย็นวาบเข้าใส่ รูปวาดเด็กสาวผมยาวในชุดนักเรียนมุมห้องพลันเคลื่อนไหวเล็กน้อย เหมือนราวกับเธอกำลังเหลือบตามองทุกคน
ตูนพึมพำ “เป็นไปไม่ได้… ภาพเธอต้องติดผนังไม่ใช่เหรอ?”
เสียงสาวน้อยดังขึ้นแผ่วเบา เหมือนผ่านระยะไกล “ทำไมถึงทิ้งฉันไว้ที่นี่…”
ทุกคนเงียบงัน อากาศหนักอึ้ง เจนแสร้งหัวเราะแต่เหมือนประกอบเพื่อกลบกลัว “ใครแกล้งแน่ ๆ บ้า… กูไม่เล่นละนะ”
จู่ ๆ กระป๋องสีตกจากโต้ะ กระแทกพื้นจนกระเด็นสีเลอะพื้นขาว อิ้งค์ผงะลุกยืน “หยุด!” เธอกรีดเสียง น้ำตาไหล “พวกเราโกหกกันมาตลอดใช่ไหม…”
ไฟกระพริบแวบเดียวพลันดับลงอีก รอบห้องเงียบกริบ ยกเว้นเสียงหายใจแรง ๆ กับเสียงกระซิบลึกลับที่ไร้ทิศทาง
ทันใดนั้น เสียงขูดกรอกราวกับมีบางสิ่งเลื่อนพื้นเข้าใกล้ทีละน้อย ทุกคนขยับถอยกรูชิดข้างฝา อาร์มขยำผ้าจนยับ แต่เจนยังตวัดเสียงฝืนใจ “หยุดละ พอแล้ว พวกแกเล่นไรของแก”
เสียงของเด็กสาวยังก้องกลางคืน “พวกเธอไม่มีใครเข้าใจฉัน ไม่มีใคร… ไม่มีจริง ๆ…”
ตูนสบตากับอิ้งค์ ทั้งสองเม้มปากนิ่ง โดยเฉพาะอิ้งค์ที่เหมือนระงับคำสารภาพ
ภายใต้แสงจากโทรศัพท์มือถือ ส้มพูดเบา ๆ เสียงสั่น “เราควรพูดออกมาตามตรงใช่ไหม”
วินพยักหน้าช้า ๆ “ถ้าเราไม่พูด วันนี้ก็จะวนซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ…”
อิ้งค์หลบตา พึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “เรา… เราขโมยภาพวาดของเธอไปส่งประกวด…”
เจนเบิกตาโต “อะไรนะ!?”
อิ้งค์กัดริมฝีปากตัวเอง สวนคำถาม “ไม่ใช่แค่ฉัน ทุกคนก็เห็นแล้วแต่ไม่มีใครพูด… เราทำลายเธอ… ทุกคนกลัวจะเสียชื่อเสียง…”
ฝุ่นสีปลิวไหวด้วยลมเย็นในห้อง เด็กสาวในภาพเหมือนจะร้องไห้ออกมา ใบหน้าซีดขาว ซึมซ่านแสงจาง ๆ ราวมีชีวิต
เจนวิ่งไปหน้ารูป เหงื่อแตกซึม เธอพูดช้า ๆ เสียงสั่น “ฉัน… ฉันแค่กลัว…”
เงียบงัน ทุกคนก้มหน้า วินเริ่มเข้าใกล้รูปวาด “เราต้องขอโทษเธอ… ทุกคนต้องพูดด้วย… ไม่งั้นเราจะออกจากที่นี่ไม่ได้”
ตูนกระซิบ “มันยังทันเหรอ เธอตายไปแล้วนะ…”
ส้มทิ้งแก้วบนโต๊ะ เดินเข้าไปแนบข้างรูป “ขอโทษ… ขอโทษจริง ๆ ป่าน…”
ชื่อเด็กสาวในภาพหลุดออกมา ทุกคนเงียบมากกว่าเดิม
ไฟในห้องวูบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดับลงอีกครั้ง เงาในกระจกบานใหญ่ข้างห้องสะท้อนเด็กสาวผมยาวยืนอยู่ข้างกลุ่ม นักศึกษาทุกคนมองเห็นพร้อมกัน ใบหน้าเศร้าและดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
เสียงป่านเอ่ยอย่างสงบ “พวกเธอยังหลอกตัวเองอยู่เลย”
อาร์มยืนนิ่ง เงียบ จู่ ๆ กำลังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาสะอื้นเบา ๆ “ในวันนั้น ฉันทำลายไดอารี่ของเธอเอง กลัวความจริง…”
เจนเดินมาข้าง ๆ วางมือบนไหล่เขาอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
ตูนกลั้นใจ “เราขอโทษ… ถ้ามีวิธีให้เธอให้อภัย ช่วยบอกที…”
ป่านนิ่งไปอึดใจ รอยยิ้มเจือเศร้าปรากฏเป็นครั้งแรก “ทุกอย่างต้องเริ่มจากยอมรับตัวเองก่อน”
เสียงหวีดลมพัดกระหน่ำ กระจกส่องเงาสะท้อนทุกคนดูไร้สีเลือด เหงื่อไหลประสาทตึงราวกับเวลาระหว่างความเป็นจริงกับอดีตกำลังพาดผ่าน
อิ้งค์เดินถอยหลังออกจากกลุ่ม ภาพในกระจกเลือนหาย เด็กสาวผมยาวเหลือเพียงภาพวาดบนผ้าใบ น้ำตาของใครบางคนหยดใส่พื้นอย่างเงียบงัน
เจนตะโกน “เราขอโทษ! ทำไมเธอไม่หายไป!”
เสียงป่านแผ่วเงียบลง “เพราะพวกเธอยังไม่ให้อภัยกันเอง”
ส้มเริ่มร้องไห้ วินกุมมือเธอแน่น ทุกคนขยับเข้าหากันทีละน้อย เงาของป่านเลือนรางลง พร้อมกับแสงไฟวาบขึ้นฉับพลัน ห้องกลับมาเงียบปกติอีกครั้ง
แต่ละคนแยกย้ายกระจัดกระจาย บางคนทิ้งตัวลงนั่ง บางคนยืนกอดตัวเอง ความรู้สึกผิดหนักอึ้งแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งอกและเศร้าใจ
อาร์มพูดขึ้นในความเงียบ “ตั้งแต่คืนนี้ เราจะต้องจำไว้… ว่าเราเคยผิดและเคยกล้าเผชิญหน้า”
เสียงวินตามเบาๆ “และให้อภัยตัวเอง… แม้มันยากแค่ไหน”
อิ้งค์เดินไปหยิบผ้าใบของป่านไปวางบนขาตั้งใหม่ ทุกคนลุกขึ้นร่วมวางดอกไม้ขาวที่หาได้ในห้องข้าง รูปวาดสีน้ำของป่านค่อย ๆ แลดูสดใสขึ้นเหมือนชีวิตใหม่
เวลาผ่านไปราวเหงื่อหยดสุดท้ายในใจแต่ละคน เช้าวันใหม่ เริ่มต้นขึ้น แสงแดดแผ่วลอดหน้าต่าง ทุกคนยืนล้อมรูปวาดป่านอย่างสงบ ในห้องที่ต่างคนต่างเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง