คืนลับในสตูดิโอศิลปะ
เสียงบานประตูสตูดิโอศิลปะเก่าเฉียดเปิด พร้อมลมเย็นสอดแทรกเข้ามาในห้อง เพดานสูงเต็มไปด้วยคานไม้เก่า พื้นร่วน เสียงฝีเท้าดังก้อง ท่ามกลางรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์เก่าและรูปวาดที่ไม่ได้กรอบห้อยเรียงกันไว้แบบไร้ระเบียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิฐ หนุ่มผมยาวผู้แต่งตัวแบบไม่ใส่ใจ ทิ้งเป้ลงกับพื้นหลังเข้ามาช้าๆ เขามองไปรอบๆ และยอมรับเงียบๆ ว่า กลิ่นน้ำมันสน อะคริลิค และฝุ่นผสมรวมกันนั้น กลายเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยเหมือนบ้านมากกว่าอพาร์ตเมนต์ของตนเสียอีก มือหยิบโทรศัพท์สลับแช็ตอย่างงุ่นง่าน
“มาแล้วเหรออิฐ” เสียงของฝ้ายดังขึ้นจากมุมห้อง เสียงแปรงขูดกับผืนผ้าใบ ดวงตาเธอยังจับจ้องไปที่เงาร่างซึ่งกำลังจะกลายเป็นเด็กสาวเปลือยช่วงบนในงานจิตรกรรมปริศนาชิ้นใหญ่ที่ฝ้ายตั้งใจส่งประกวด
“เห็นแป้งกับเต้ยไหม?” อิฐถาม พลางมองลอดซอกตู้ “ท่าจะไม่มา วันนี้อาจารย์ใจร้ายเนอะให้อยู่จนเที่ยงคืน”
ฝ้ายหัวเราะในลำคอแต่ใบหน้ายังคงจริงจัง “อาจารย์บอก ถ้าใครทำไม่ถึง จะตัดสิทธิ์ชิงทุนปีหน้า” เสียงฝ้ายแฝงความยันต์ยอม พร้อมทั้งเหนื่อล้า “อิฐ นั่งแล้ววาดสิ อย่าเดินวนอีกเลย”
นอกไฟกลุ่มนกกาจิกตีกันเสียงดัง อิฐหยิบสมุดสเก็ตซ์ขึ้นวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเงียบไปครู่ “ฝ้าย เคยฝันอยากออกไปให้พ้นจากที่นี่ไหม?”
ฝ้ายวางแปรงช้าๆ มือสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง “เคย…แต่ไม่ใช่คืนนี้ ฉันอยากรู้มากกว่า ถ้าได้ทุนไปอิตาลี ฉันจะเหลืออะไรไว้ที่นี่บ้าง”
แป้งเดินเข้ามา ลมหายใจแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมาจากข้างนอก “เฮ้ย ไฟข้างในนี่สลัวจัง เอ๊ะ ประตูมันแง้มไว้เองหรือใครออกไปล่าสุด?”
เต้ยเดินถือลังสีพร้อมรอยยิ้มที่ฝืน “วันนี้เราคงต้องอยู่กันยันเที่ยงคืนแน่เลย สตูฯ นี้มันเหมือนอะไรไม่รู้” เขาวางลังลงบนโต๊ะ ประตูกระแทกปิดเสียงดังกลบเสียงลม
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาวาดและผสมสี เสียงดังพลันแว่บลอดข้างผนังราวกับใครบางคนกำลังเล็บขูดไม้ เสียงหยุด ทุกสายตาหันไปสบกัน ไม่มีใครพูดอะไร แป้งขยับตัวเข้าใกล้เต้ยมากขึ้น ฝ้ายถอนหายใจหนักๆ “น่าจะหนู…อย่าสนใจเลย”
เวลาล่วงเข้าสี่ทุ่ม รูปวาดเปื้อนสีซ่อนเงาคนดูลึกลับมากขึ้น ทุกคนเหมือนถูกอากาศกดทับไว้ ไม่มีใครพูดถึงเสียงแปลกๆ อีก อิฐแอบมองฝ้าย เขาเห็นว่าฝ้ายมือสั่นไม่หยุดระหว่างป้ายสีน้ำเงินเข้มลงไปบน “เงาคนที่สอง”
ขณะอิฐออกไปรับโทรศัพท์ที่ระเบียง เขาเห็นเงาเล็กๆ เลื่อนไปในมุมมืด “เฮ้! มีใครอยู่ตรงนั้น?” ไม่มีเสียงตอบรับ เสียงฝีเท้าของเขากระทบไม้ดังลั่นจนน่ากลัว ก่อนกลับไปที่ห้อง อิฐพบกุญแจชุดเล็กๆ ตกอยู่หน้าห้องน้ำ เขาจำได้ว่าเป็นของอาจารย์ แต่ไม่เห็นใครในห้องน้ำเลย
เขากลับมานั่งที่เดิม ฝ้ายถาม “เป็นอะไรอิฐ?”
“เปล่า…” อิฐลังเล “เหมือนมีคนอยู่ในนี้มากกว่าสี่คนว่ะ”
แป้งขำกลบเกลื่อน “อย่าเล่นอะไรน่ากลัวๆ เลย ฉันกลัวผี”
เต้ยหรี่ตา แอบจับมือแป้งหลวมๆ ใต้โต๊ะ ฝ้ายเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่าง
ขณะห้องเงียบสนิท ไฟในห้องวูบลงชั่ววินาที ถึงหายใจยังต้องระวังฝุ่นในอากาศ แป้งสะดุ้ง เสียงกุญแจตกพื้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะ “เต้ย ไปดูห้องน้ำหน่อยสิ” ฝ้ายพูดเสียงนิ่ง
เต้ยลุกขึ้น ใจกระตุกเบาๆ “ใครจะไปด้วย?” ไม่มีใครกล้าตอบ เต้ยถอนหายใจพลางฝืนยิ้ม “โอเค เดี๋ยวกูไปเอง”
เสียงฝีเท้าเต้ยเงียบไปนอกห้อง ไม่ถึงนาที เต้ยกลับมา สีหน้าซีดแต่พยายามไม่แสดงออก “ไม่มีอะไร…แต่เหมือนได้ยินเสียงร้องเบาๆ ในห้องน้ำล็อกได้ด้วย”
ฝ้ายมองอิฐ อิฐส่งสายตากลับ “คืนนี้ไม่เหมือนทุกคืนแน่” ฝ้ายเอ่ยเสียงเบา
เวลาผ่านไปอีกชั่วโมง ฝ้ายลุกไปปิดหน้าต่าง ลมหายใจไหลเบาในอากาศเย็น เธอจับแปรงแน่นแล้วละเลงสีที่ยังเปียกอยู่ลงบนใบหน้าเด็กสาวในภาพเหมือนกำลังสับสน ปลายนิ้วกดแรงบนผ้าใบ แป้งสบตากับฝ้าย ก่อนพูดเบาๆ “ฝ้าย จริงๆ เธอกลัวอะไร?”
ฝ้ายลังเล เงียบไปยาวนาน “ฉันกลัวไม่เหลือใคร…กลัวแพ้แล้วต้องอยู่ที่นี่คนเดียว”
อิฐกลับมานั่งข้างๆ ถามด้วยเสียงอ่อนโยนลง “แล้วต้องแข่งกับใคร? หรือแข่งกับตัวเอง?”
ฝ้ายทำตัวเหมือนจะร้องไห้แต่กลั้น “ก็ทั้งสองแหละ” เธอหายใจลึกแล้วหันหลังให้ทุกคน
ตีหนึ่ง สตูดิโอกลายเป็นเวทีของความกลัว เงาเปลี่ยนรูปร่างตามหัวใจ ภาพสะท้อนหลอดไฟกระเพื่อมบนหน้าต่างกระจก
จู่ๆ เสียงร้องดังขึ้นจากห้องน้ำ แป้งโผเข้าหาเต้ย ตัวสั่น อิฐและฝ้ายสบตากันทันที อิฐเดินนำ หัวใจเต้นแรง
ประตูห้องน้ำปิดอยู่ ข้างในเงียบผิดปกติ เต้ยหมุนลูกบิด เสียงกรีดร้องของผู้หญิงลอดออกมา “ช่วยด้วย!”
เต้ยถีบประตูเปิดทันที พวกเขาพบหญิงสาวผมยุ่ง หน้าตาซีดเซียว เสื้อเปื้อนสีคล้ายเลือด นั่งขดอยู่ข้างอ่างน้ำ เธอมองทุกคนด้วยดวงตากลัวจัด “อย่าแจ้งตำรวจ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันหลบเข้ามาตั้งแต่เย็นแล้ว”
ฝ้ายผงะ ถามเสียงแผ่ว “เธอคือใคร?”
“เม น้องปีหนึ่ง…” มือของเธอสั่นจนจับอะไรแทบไม่ได้ “อาจารย์เพิ่งไล่ฉันออก ฉันไม่มีที่ไป…ขอโทษที่ขโมยกุญแจ”
บรรยากาศในห้องมืดกดดัน ฝ้ายกัดปาก อิฐนั่งลงใกล้ๆ มือจับไหล่เมเบาๆ “เธออยู่ได้…แต่ต้องช่วยกัน” เมพยักหน้า น้ำตาคลอ
แป้งใจอ่อน “เธอหิวไหม? มาเถอะ…เรามีขนมอยู่ในกระเป๋า”
เต้ยข่มใจไม่พูดอะไร กลั้นคำถามในใจไว้
ฝ้ายเดินไปที่ผลงานของตนเอง มองเงาตัวเองซ้อนทับกับใบหน้าของเด็กหญิงในภาพ สองมือสั่นเทา
เสียงของเมดังแผ่ว “ช่วยด้วย…ถ้าอาจารย์รู้ พวกพี่จะโดนไปด้วย”
อิฐสบตาฝ้าย เขาตัดสินใจ “คืนนี้เราไม่แจ้งใคร ปัญหาเดียวที่ต้องแก้คือ—อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ฝ้ายกระซิบ “แต่ถ้าเขารู้เรื่องของเรา ทุกอย่างจะพังหมด”
เต้ยพูดเบาๆ “แล้วเราจะยอมแพ้แค่นี้เหรอ?”
คืนนั้นพวกเขาพยายามซ่อนเมไว้ในห้องเก็บของเล็กข้างสตูดิโอ เสียงหัวเราะ แผ่วเบาในเงามืด พวกเขากลับไปทำงานศิลป์ต่ออย่างเงียบงัน
จนรุ่งสาง ใกล้หมดเวลากำหนดส่งงาน อิฐยื่นมือแตะแขนฝ้าย “ถ้าเธอได้ทุนแล้วต้องไปอิตาลี…จะกลับมามั้ย?”
ฝ้ายยิ้มเศร้า “ถ้ากลับมา…สตูดิโออาจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
ประกาศเสียงเคาะประตูตอนเช้า อาจารย์หญิงกลางคนน้ำเสียงเข้มเดินสวนเข้ามา เธอเดินตรวจดูผลงานทุกชิ้น หยุดที่ผลงานของฝ้าย
“ดี…แต่ยังไม่พอ ฉันอยากเห็นความกล้ากว่านี้” อาจารย์กล่าวออกมาโดยไม่สบตาใคร
ฝ้ายมองผลงานตัวเอง แม้ไม่พูดแต่รู้สึกถึงดวงตาพวกเพื่อนที่จ้องมองอยู่ เหมือนทั้งหมดสัมผัสความลับร่วมกัน—สายใยเปราะบางที่เชื่อมโยงทุกคนไว้ในคืนหายใจอึดอัดนี้
แป้งตัดสินใจถาม “อาจารย์คะ…ขอถามอะไรหน่อย ถ้าศิลปินทำผิดพลาด แต่ก็ตั้งใจซ่อนมันไว้…ยังเรียกว่างานศิลปะไหม?”
อาจารย์เงียบก่อนตอบ “งานศิลปะมีขีดจำกัด แต่คนต้องกล้ารับผิด เพราะศิลปะต้องมีหัวใจ”
ฝ้าย ซบลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยล้า อิฐเข้ามาข้างๆ วางมือบนบ่าของเธอ เต้ยกับแป้งหันมามองหน้ากันอย่างเหนื่อยอ่อนเหมือนคืนยาวนานนี้เปลี่ยนพวกเขาไปตลอดกาล
เมื่อเสียงประตูปิดลงทุกคนในสตูดิโอกลับบ้าน เหลือเพียงเงาเล็กในห้องเก็บของที่ยังรอดต่อไปในเงามืด
อิฐหยุดเดินหันกลับมามองประตูสตูดิโออีกครั้ง เขาบอกกับตัวเองอย่างไม่แน่ใจ “เราทุกคนต่างมีรอยเปื้อนที่ต้องอยู่กับมัน…แต่คืนนี้ เราช่วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
และเมื่อความเงียบมาเยือนในรุ่งเช้า เงาของพวกเขายังลอยหม่นอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบแห่งนั้น…ราวกับคืนหนึ่งที่ผ่านมาไม่เคยสิ้นสุดลง