ใบไม้สุดท้ายที่หอพักเลขที่ 13
เสียงเสียดไม้แผ่วๆ ดังลอดจากหน้าต่างบานเก่าของหอพักเลขที่ 13 ท้องฟ้ายามเย็นเต็มไปด้วยกลิ่นความหนาวของฤดูสิ้นปี สวนหน้าหอกลายเป็นทะเลใบไม้ร่วง เหล่านักศึกษาค่อย ๆ ทยอยกลับเข้าสู่รังเล็ก ๆ ของตน บนระเบียงชั้นสอง หญิงสาวคนหนึ่งชื่อ “ฝน” ยืนลูบวงสร้อยข้อมือเก่า น้ำเสียงในลำคอของเธอดูเหมือนอยากเอื้อนเอ่ยแต่กลับกลืนไปกับลมหายใจข้างใบไม้ที่ยังห้อยติดต้นใหญ่หน้าหอ มันเหมือนจ้องเธอกลับด้วยเงาของมันเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ด้านล่าง “ปุณ” กับ “แฟรงค์” เพื่อนร่วมหอผู้ครึกครื้น เดินกลับจากร้านสะดวกซื้อในมหาวิทยาลัย กระเป๋าบนมือแกว่งไปมา คู่สนทนาเหมือนจะหยุดกลางประโยคเมื่อเห็นสายตาฝนบนชั้นสอง ปุณสอดสายตาไปที่ต้นไม้ พลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเนือย ๆ “ปีนี้ใบสุดท้ายต้องหล่นวันไหนวะ”
แฟรงค์เหน็บยิ้ม บรรยายติดหัวเราะค้างเสียง “มึงจะกลัวทำไมล่ะ ก็ไม่มีใครหายไปจริง ๆ ซะหน่อย ข่าวลือ…” ปุณกระซิบเบา ๆ แต่ฝนเท่านั้นที่ได้ยิน “แกเชื่อมั้ย ถ้าใบสุดท้ายหล่น…จะยังมีใครอยู่ที่นี่ต่อมั้ย” แฟรงค์เงียบไปทันที ท่ามกลางลมเย็นกะทันหัน
กลางคืนมาถึงเร็ว หอพักที่เคยคึกคักดูเงียบผิดปกติ นักศึกษากระจัดกระจายแยกย้าย ฝนก้าวเข้าไปในห้องพร้อมกับสังกะสีฝ้าสะท้อนเงาของตน เธอวางเป้ลงข้างเตียง ถามตัวเองเสียงแผ่ว ๆ “ถ้าเขากลับมา ฉันจะกล้าเผชิญหน้ารึเปล่า…” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ข้อความบนหน้าจอ : “คืนนี้เจอกันระเบียง – ตาล”
บนระเบียงไม้ ไฟลานหอพักส่องแสงแสบตา “ตาล” รออยู่ก่อนแล้ว เธอเดินวนไปวนมา หัวใจเต้นแรง ยามที่ฝนก้าวเข้ามา ตาลไม่พูดอะไร มือกลับยื่นให้ฝนซึ่งกลีบริมฝีปากสั่นไหว “แกกลัวใช่มั้ย” ฝนส่ายหน้าแต่แววตาไม่มุ่งมั่น ตาลถอนหายใจ “คืนนี้ใบไม้อาจจะหล่น…ฉันเองก็ไม่แน่ใจแล้ว…ถ้ามีใครสักคนต้องหายไปอีก…”
เสียงประตูห้องน้ำเปิดปิดกระทันหัน เด็กหนุ่มชื่อ “วายุ” วิ่งออกมาด้วยสีหน้าซีดขาว คนอื่นกรูกันออกจากห้องเพราะได้ยินเสียงดัง “เกิดอะไรขึ้น” วายุหอบหายใจ หน้ามืด มือเย็นเฉียบ “กูเห็นอะไรแปลก ๆ …เงาใต้ต้นไม้ มัน…มันขยับ!”
ฝนจับมือวายุแน่น ในห้อกพักเริ่มมีนักศึกษามารวมกลุ่มกันตรงกลางทางเดิน ทุกสายตากวาดมองผ่านบรรยากาศอึมครึม แฟรงค์หยิบไฟฉายจากโทรศัพท์ ฉายออกไปทางหน้าต่าง ลำแสงขาวจางเลื่อนผ่านต้นไม้ พวกเขาเห็นใบไม้ใบสุดท้ายไหวโอนเอนราวจะหลุดร่วง
ทุกคนยืนล้อมวง ทั้งห้องเงียบสงัด วายุตัวสั่น มือของเขากระชับสายคล้องคอดาวห้อยทองเก่า ๆ “ใครก็ได้บอกที มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม…เรื่องรุ่นพี่ที่หายไปคนนั้น…?” ปุณกัดฟัน “มันก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว ยังไงก็เป็นแค่ข่าวลือ…” ฝนเม้มปากแน่น มองไปยังใบไม้
ตาลเคลื่อนเข้ามาใกล้ฝน กระซิบเสียงเบา “แกจำได้ใช่มั้ย คืนสุดท้ายก่อนที่รุ่นพี่น้อยจะหายไป แกอยู่กับเขา…” ฝนหลบตา “ฉัน…ฉันไม่เคยกล้าบอกใคร” แฟรงค์ถามแทรก “แล้วตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ ใบไม้อะไรนั่นทำไมมีแต่คนเงียบ”
ประตูลมกระแทกเสียงดัง ทุกคนสะดุ้ง “อย่าไปใกล้ต้นไม้นั่นช่วงใบไม้สุดท้าย” วายุพูดเบา ๆ เหมือนท่องจำ “รุ่นพี่น้อยเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้” เงียบ ทุกสายตาเริ่มซับซ้อนด้วยความหวาด
กระจกเก่าเงาสะท้อนเดินของแต่ละคน ตาลน้ำตาคลอ “ถ้าอะไรต้องเกิดขึ้นอีก พวกเราสัญญาใช่มั้ยว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน” ฝนกุมมือเพื่อนตอบเบา ๆ “ฉันจะอยู่จนถึงใบไม้ใบสุดท้าย เพราะมันยังมีอะไรที่ฉันต้องพูด…”
ข้างนอกลมพัดแรงขึ้น ปุณตัดสินใจชวนทุกคนไปที่ระเบียง พวกเขายืนกลุ่มกัน ตาลหันมาถามปุณ “ถ้าไม่มีใครอยู่ถึงใบไม้สุดท้ายจริง ๆ นายจะทำยังไง” ปุณถอนหายใจ “ชีวิตฉันมีแต่คนทิ้งไปหมดแล้ว ฉันจะไม่หนีอีก…ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
ฝนไปยืนใต้ต้นไม้ ท่ามกลางแสงจันทร์ กลางเงาเถาวัลย์ คนอื่นๆเรียกเธอกลับเพราะกลัว แต่ฝนนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอมองไปที่ใบไม้เหลืองริมแขนขนาดใหญ่ มือของเธอสั่น แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตั้งใจ
คืนเดียวกันนั้น ทุกคนรวมตัวในห้องแฟรงค์ เสียงพูดคุยอึกทึกและสลับกับความเงียบตึง ความกดดันคล้ายพายุ ฝนปรึกษากับตาล น้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าวันพรุ่งนี้ยังไม่มีใครหาย…ฉันจะไปถามทุกอย่างกับคุณแม่บ้าน”
เช้าวันรุ่งขึ้น ใบไม้ยังไม่ร่วง ใจทุกดวงยังเต้นรัว ทีมครัวมื้อเช้าวุ่นวาย ท่ามกลางเสียงจานกระทบชาม ฝนถือโอกาสพูดคุยกับแม่บ้าน “ป้ารู้เกี่ยวกับรุ่นพี่น้อยมั้ยคะ” แม่บ้านทำหน้าแข็ง “บางเรื่องอย่าไปรื้อฟื้นดีกว่า…”
แฟรงค์เดินเข้ามา รู้สึกหงุดหงิด “ก็เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไรมาก แค่ข่าวลือ อย่าใส่ใจนักเลย…” ตาลสะบัดหน้า “บางทีเราควรจะเชื่อบ้าง เรื่องแบบนี้มันทำให้ทุกคนกลัว มันไม่ใช่แค่ข่าวลือแน่” ปุณกลั้นใจ “ฉันเกลียดการไม่รู้อะไรชัดๆแบบนี้”
วายุกลับไปนั่งเงียบ ๆ ที่หัวบันได สายตาสอดส่องลานใบไม้ ฝนเดินไปนั่งข้าง ๆ “นายกลัวอะไร” วายุกัดริมฝีปาก “กลัว…ว่ามันจะเป็นจริง แล้วเราจะเสียใครไปอีก” ฝนจับมือเขาแน่น
บ่ายวันนั้น ท้องฟ้ามืดลงผิดปกติ พายุลูกเล็ก ๆ พัดผ่าน เสียงใบไม้ขยับกราวเหมือนเสียงกระซิบ ทุกคนรวมตัวกันในห้องแฟรงค์อีกครั้ง คราวนี้ต่างจ้องตากัน ฝนเปิดประเด็น “เราทุกคนมีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้พูด มันเกี่ยวกับรุ่นพี่น้อยและ…พวกเราเอง”
ตาลกระซิบ “ฉันเห็นวันนั้น รุ่นพี่น้อยร้องไห้ที่ต้นไม้ แล้วพูดว่า ‘ขอโทษ’” ปุณลุกพรวด “แกพูดอะไรออกมากันแน่” แฟรงค์หายใจแรง “ถ้ามันคือคำสาปจริง เราต้องเจอหน้ากับอดีตตัวเองก่อน…”
วายุพูดเสียงสั่น “ฉัน…ทะเลาะกับรุ่นพี่น้อยวันสุดท้ายนั้น เพราะฉันหึง เขามีบางอย่างกับฝน…” ทุกคนหันมามองฝน เธอนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันเคยบอกกับรุ่นพี่ ถ้าฉันไม่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเอง ใบไม้สุดท้ายนั่นอาจจะเอาชีวิตเขาไป”
ความเงียบชั่วนิรันดร์ตกครอบงำ ทุกคนเหมือนโดนจับจ้อง พายุซา กิ่งไม้เยือกเย็น ใบไม้สั่น ภาพในหัวแต่ละคนเป็นคืนนั้น กำแพงใจถูกรื้อช้า ๆ
วันรุ่งขึ้น ใครบางคนตื่นเช้าหายไป—วายุ ทุกคนตื่นตกใจ เดินค้นหากันทั้งหอ กลุ่มรวมตัวใต้ต้นไม้ ฝนร้องหา “วายุ!” บนกิ่ง ใบไม้ยังอยู่ แต่มีเส้นเชือกน้อย ๆ ห้อยลงมาล้อกับสายลม
ฝนร้องไห้ ปุณกอดเธอไว้ “อย่าโทษตัวเอง มันไม่มีคำสาปอะไรทั้งนั้น…” ตาลน้ำตาไหล บีบมือฝน “เราต้องหาวายุให้เจอ…”
ทั้งกลุ่มออกตามหาทั่วหอพัก เสียงฝีเท้าก้องไปในอากาศ พวกเขาเปิดห้องน้ำ ห้องครัว โรงเก็บของ ทุกแห่งราวคาดคั้นความกลัวออกไป ฝนหลับตาแน่น เพ่งฟังเสียงลมหายใจ “ฉันได้ยินเสียงอะไร…” เธอวิ่งไปที่ลานต้นไม้ เจอร่องรอยเท้าและกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่บนลำต้น
“ขอโทษ ฉันหนีความกลัวไม่ไหว—วายุ” ฝนทรุดลงกับพื้น เช้าวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นอู้อี้ ปุณและแฟรงค์ประคองหัวใจที่แตกสลาย ตาลลูบหลังฝน น้ำตาเอ่อเต็มตา
ค่ำวันเดียวกัน ทุกคนมารวมตัวกันใต้ต้นไม้ ใบไม้ยังอยู่ ฝนลุกขึ้นช้า ๆ ปาดน้ำตา “ถ้าใบไม้นี้ไม่หล่น ฉันขอเป็นคนเลือกเอง…” เธอเดินเข้าไป มือสั่น ๆ ดึงใบไม้ออกเบา ๆ ฟ้าร้องเปรี้ยง ฝนร้องเสียงหลง “หยุดนะ!” แต่สายตาปุณบอกให้ไปต่อ
เงาร่างหนึ่งโผล่ในเงามืด—วายุ ตัวเปียกฝนยืนอยู่ในมุมมืด “ฉัน…ไม่ได้ไปไหนไกล ฉันกลัว แต่ฉันไม่อยากเสียใครอีกแล้ว…” เสียงสะอื้นของทุกคนประสานกัน ฝนวิ่งกอดวายุแน่น
ปุณยิ้มบาง ๆ “บางที…คำสาปมันคือความกลัวในใจเราเอง” ตาลพูดเบา ๆ “ถ้าต่างคนต่างเผชิญหน้า ก็จะเห็นว่ามิตรมากกว่าความกลัว”
คนทั้งหอพักจับมือกัน ยืนเงียบใต้ต้นไม้ ลมหอบเอาใบไม้สุดท้ายล่องลอยไกลออกไป ทุกคนสบตากัน น้ำตาคลอแต่หัวใจเบาเหมือนใบไม้ที่ได้ปลดปล่อยสักที
บนระเบียงไม้ ฝนบอกกับตาล “วันนี้ฉันเรียนรู้ว่า ความผิด ความกลัว ถ้ามีใครสักคนจับมือเราไว้ เราจะกล้ากว่าเดิม” แฟรงค์ตบหลังปุณ ขำ ๆ “ปีหน้าใครจะเก็บใบไม้สุดท้ายนี้ล่ะ” เสียงหัวเราะกลบเสียงลม
ที่ลานจุดที่เคยมีใบไม้ ทุกคนนั่งล้อมวง เล่าความกลัว ความฝัน และความหวังต่อกัน แววตาแต่ละคนสดใสขึ้น ท้องฟ้าด้านบนเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน ลมต้นไม้สงบ
ค่ำคืนสงบลงอีกครั้ง เหลือแต่เงาไม้และแสงดาว ฝนวางสร้อยข้อมือไว้ที่โคนต้นไม้ กระซิบ “ขอบคุณนะ พี่น้อย…” เธอหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินกลับเข้าหอพร้อมเพื่อน ๆ
แสงไฟหน้าหอพักสว่างขึ้นอุ่น ท้องฟ้าไร้เสียงฝน หอเลขที่ 13 เงียบงัน แต่หัวใจแต่ละคนได้รับการเยียวยา ความกลัวค้างปีละลายเป็นสายน้ำตาแห่งความเข้าใจและความรักใหม่ ใบไม้สุดท้ายจากต้นไม้ใหญ่—กลายเป็นเพียงใบไม้ธรรมดาที่ปลดปล่อยความลับอันทุกข์ทรมานสู่ฤดูใหม่อย่างเงียบงาม