เงาในห้องสมุด
แสงแดดอ่อนปลายฤดูร้อนส่องลอดผ่านกระจกประตูไม้ของห้องสมุดประวัติศาสตร์กลางเมือง กรุงเทพยามบ่ายคล้อย รถราข้างนอกขับผ่านอย่างเบื่อหน่าย ภายใน กลิ่นกระดาษเก่าและเสียงกรอบแกรบของพัดลมเพดานต้อนรับผู้มาเยือนเหมือนเชิญชวน แต่ก็ทำให้รู้สึกกดดันในที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพียร เด็กหนุ่มร่างโปร่ง ใส่แว่นกรอบดำค่อย ๆ ผลักประตูเข้าสู่ภายใน มือข้างหนึ่งจับสายกระเป๋าแน่น ด้วยท่าทีลังเล เขามักเดินด้วยท่าทีนิ่งงัน ไม่กล้าสบตาคนอื่น เพียรเหลียวมองชั้นหนังสือสูงตระหง่านที่ทอดยาวจนสุดทางเดิน ก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ ความหวังเดียวของเขาคือ คะแนนโครงงานที่อาจทำให้รอดวิชาสังคมในเทอมนี้
หลังจากชั่วขณะหนึ่ง เสียงประตูอีกบานเปิดออก ริน สาวผมสั้น ท่าทางห้าวแต่ดวงตาฉายแววหวาดระแวง เดินเข้ามาพร้อมเป้ใบโต เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา “ทำไมไม่มีใครเลยวะ เพียร แกแน่ใจนะว่าห้องสมุดนี้เปิดให้เข้าเย็นวันเสาร์?”
เพียรฝืนยิ้ม “ที่เว็บเขียนไว้ว่าปิดสองทุ่ม เรารีบทำ ๆ ให้เสร็จละกัน”
เสียงหัวเราะห้วนดังขึ้นจากปลายทางเดิน วรัญญา เพื่อนสาวสุดเฮี้ยว หยอกพลางชูมือถือ “เอ้า รูป ๆ! จะได้ตรวจสอบได้ว่าใครทำอะไรบ้าง”
“อย่าถ่ายหน้าชั้น คลิปจะหลุด” ต้น เพื่อนชายร่างตันรีบปฏิเสธอย่างลน ๆ แต่รอยยิ้มมุมปากบอกว่าจริง ๆ ก็แค่อยากให้ทุกอย่างผ่านไปไว ๆ
กลุ่มทั้งสี่เริ่มเดินสำรวจห้องสมุด เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังแผ่ว ๆ บางครั้งก็สะดุ้งเมื่อลมเย็นวูบหนึ่งพัดมาโดยไม่รู้แหล่งที่มา รินพูดเสียงแผ่ว “ที่นี่…เหมือนหลอน ๆ ป่ะ?”
เพียรกลืนน้ำลาย ไม่ตอบ ใจหนึ่งก็อยากกลับบ้าน แต่อีกใจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องทำให้ได้ ทุกคนเดินฝ่าเงามืดไปเรื่อย ๆ จนถึงส่วนหนังสือลับแลหลังโถงใหญ่
เสียงกรอบแกรบใต้โต๊ะเรียกความสนใจ ต้นก้มลงดู “เฮ้ย มีอะไรขยับ … สงสัยหนู เออไม่เป็นไร” แล้วหัวเราะแห้ง ๆ รินลอบสังเกตอากัปกิริยาทุกคน “ทำกันจริงจังนะ กลัวโดนตกวิชาใช่ไหม?”
วรัญญาคลี่แผนงานที่อาจารย์สั่ง พึมพำขณะเลือกชั้นหนังสือ “ส่งสัปดาห์นี้เหรอวะ เห็นคนใกล้จบก็เทงานเพียบ …” ขณะนั้น ทั้งสี่ได้ยินเสียงกรอบแกรบจากชั้นหนังสือร้างชั้นท้ายสุด
เพียรกลืนน้ำลาย “มีใครอยู่มั้ย?” ไม่มีใครตอบ ยิ่งเงียบ ทุกอย่างยิ่งหนักอึ้งขึ้นทันที
กลุ่มเดินไปหยุดตรงชั้นหนังสือ ฝุ่นจับบนปกหนังสือเก่า เพียรหยิบหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมา ขณะฝุ่นคละคลุ้ง เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ แทบไม่ได้ยิน “ช่วย…ด้วย…” ทุกคนชะงักชั่วขณะ หันขวับหากัน ตัวแข็งทื่อ
ต้นทำท่าว่า ‘จะไปละนะ’ แต่ยังฝืนอยู่ด้วยความกลัว โครงงานสำคัญแต่ชีวิตก็สำคัญ
“ได้ยินปะ…” วรัญญาถามเสียงสั่น รินถอนหายใจ “แค่ลมป่ะ…” ประโยคไม่จบดี ไฟดวงหนึ่งในห้องกระพริบแรง ก่อนดับวูบ
ความมืดครู่หนึ่ง ทุกคนใจเต้นแรง เพียรพึมพำ “ไฟฉายในมือถือมีปะ?”
ทุกคนเปิดมือถือ ถึงตอนนี้ เจตจำนงและความกล้าเริ่มสั่นคลอน พวกเขาตระหนักว่าความลับบางอย่างหลบซ่อนอยู่ในเงา … แล้วเรื่องราวกลับตาลปัตรขึ้น
เมื่อไฟสว่างอีกครั้ง กลุ่มทั้งสี่พบว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป ชั้นหนังสือบางส่วนย้ายตำแหน่ง ทั้งโต๊ะที่เคยนั่งกลับไม่มี เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ปลายทางเดิน คล้ายเด็กผู้หญิงสวมเสื้อชุดนักเรียนสีซีด …
“ใครอะ?” รินถามเบา ๆ เงาเด็กหญิงหยุดนิ่ง ก่อนเสียงกระซิบ ‘ช่วยด้วย’ ดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนผงะ
ต้นพยายามโทรหาครูที่ปรึกษา สัญญาณถูกตัดขาด เพียรเริ่มตื่นตระหนก “ออกทางไหนวะ…”
วรัญญาตัดสินใจเดินนำ “ไปคุยกับเขาก่อน มันอาจเป็นคนจริง ๆ”
เสียงรองเท้าแตะพื้นดังใกล้ขึ้น ทุกคนเดินเคียงกัน หัวใจเต้นแรง เงาของเด็กหญิงนั้นเคลื่อนตัวหลบไปหลังชั้นหนังสือ
รินแอบพูดกับเพียร “แกเชื่อปะวะ … ว่ามีผีจริง ๆ” เพียรเม้มปาก “กูไม่รู้ แต่ไม่อยากอยู่แล้ว”
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามุมห้องสมุดซึ่งไม่คุ้นเคย ชั้นหนังสือต่ำ ๆ วางสลับทางประหลาดอย่างไม่เคยเห็น เงาเด็กหญิงโผล่มาไวแล้วหายวับไป พร้อมเสียงร้องสะอึกสะอื้นแว่วมา
ต้นพูดเสียงสั่น “มันไม่ใช่เรื่องตลกแน่ๆ”
เสียงฝีเท้าประหลาดดังวนรอบกลุ่ม เสียงหนังสือหล่นก้อง พร้อมกับเสียงขูดเคลื่อนตามผนังไม้ ทุกคนเงียบงัน ใจเต้นรัว
วรัญญาเปรยเสียงแผ่ว “หรือเรายังไม่ได้ขออนุญาต …”
ก่อนที่รินจะห้าม วรัญญาทำท่าคำนับ “ขอโทษค่ะ คุณผี ถ้าทำอะไรไม่ดี ขอโทษนะคะ”
ทันใดเดียวกัน เงาเด็กหญิงปรากฏตรงหน้า ทุกคนผงะ กรีดร้อง เงานั้นหันหลังแล้วหายลับไประหว่างชั้น
รินตะโกน “ตามไปเลย!” เสียงใครคนหนึ่งพูดแทรกมาเบา ๆ “ไม่ต้องกลัว ฉันแค่ …” เสียงขาดตอน
ทั้งสี่เดินทางตามเงา ใจคละเคล้าทั้งกลัวและสงสัย กระทั่งถึงประตูเก่าบานหนึ่งที่สลักลายโบราณ เมื่อเปิดออก ภายในเป็นห้องเอกสารเก่า ห้องนี้ทั้งมืดและอับลม
เพียรเดินนำ มือไม้สั่น เขาพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนในลิ้นชัก โต๊ะ กลิ่นกระดาษเปียกอับลอยคลุ้ง เขาเปิดสมุด ข้างในบันทึกเรื่องราวของเด็กหญิงใส่ชุดนักเรียน … เนื้อหาตัดจบพร้อมคำว่า ‘ขอโทษ’ สะกดผิด ๆ ถูก ๆ
ต้นกลืนน้ำลาย “หรือว่า…”
จู่ ๆ เก้าอี้ไม้เก่าขยับเอง เสียงลากขูดพื้นลากช้า ๆ ก่อนล็อกประตูห้องจากด้านนอก ทุกคนผวา เสียงหายใจเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง มืดจนมองแทบไม่เห็น
วรัญญาดึงมือเพียร “รีบหาทางออก เดี๋ยวติดข้ามคืน”
รินทำตัวกล้าตรงเข้าไปใกล้มุมห้อง “มีใครอยู่หรือเปล่า?” ความเงียบถอนหายใจยาว
จู่ ๆ เสียงซุบซิบแว่วจากทุกทิศ ‘ขอโทษ … ฉันกลัว’ เสียงร้องไห้ผสมกับเสียงลมหายใจ เพียรตาเบิกกว้าง ใจหนึ่งรู้ดีว่าตนเองก็หลบเลี่ยงความผิดอดีต ทุกคนในกลุ่มต่างมีความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้
ไฟมือถือกระพริบ เหมือนจะดับ วรัญญาพยายามหาวิธีเปิดประตู เธอหันมาร้องถาม “ใครซ่อนกุญแจ?”
ต้นส่ายหัว “ไม่มีใคร อีกอย่างประตูนี้ล็อกด้านนอกเอง!”
สายตาของรินจับจ้องจุดที่เสียงดัง เงานั้นค่อย ๆ โผล่ชัดขึ้น เป็นเด็กหญิงคนเดิม เธอร้องสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลเป็นทาง ขณะเดินเข้ามา เสียงกระซิบว่า “มีใครให้อภัยฉันไหม”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ใจเพียรเต้นโครม ๆ เขาเคยปิดบังความผิดไว้เรื่องหนึ่งในชีวิตเด็กมัธยม เวลาโดนเพื่อรินกลั่นแกล้งเด็กใหม่ เพียรเป็นคนไม่กล้าห้าม ไม่กล้าพูด แม้รู้ว่าผิดแต่ไม่กล้าทำอะไร
รินสบตาเพียร เหมือนจะรู้ว่าในใจเขากำลังคิดอะไร รินพูดเสียงจม “บางทีคนเราก็อยากย้อนเวลานะ”
เสียงของต้นที่ปกติชอบพูดมากวันนี้แผ่วลง “ฉัน…เคยยืมเงินไปใช้จ่าย แต่ปกปิด แล้วพอคนทวง ฉันกับเพื่อคนอื่นไปแกล้งเขาให้กลัว ฉันผิดมาก”
เงาเด็กหญิงร้องไห้หนักขึ้น เสียงกังวานสะท้อนจิตใจแต่ละคน
จู่ ๆ สมุดบันทึกในมือเพียรเปิดหน้าสุดท้ายเอง ตัวหนังสือขึ้นว่า ‘ถ้าเธอให้อภัย ฉันจะไปได้’
วรัญญาเอื้อมมือไปสัมผัสเงาเด็กหญิง “ฉันขอโทษแทนทุกคน ถ้าเราเคยทำร้าย ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขอให้เธอได้รับอิสระ”
ประตูห้องเอกสารเปิดออกช้า ๆ เงาเด็กหญิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ละลายกลายเป็นเงาโปร่งแสง ลอยหายไปในแสงไฟจากภายนอก
ทั้งกลุ่มออกจากห้องสมุด ภายนอกพลบค่ำ สนามหญ้าเงียบสงัด แต่ในใจทุกคนเหมือนปลดพันธนาการ เพียรเดินนำออกมา ก่อนจะหยุดหันกลับมามองห้องสมุดอีกครั้ง
รินเดินมากอดคอเพียร “แกไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอก … อย่างน้อยวันนี้พวกเราทุกคนกล้าที่จะเผชิญหน้า”
ต้นหัวเราะทั้งที่น้ำตาไหล วรัญญาคว้ามือทุกคนมาจับกัน “คืนนี้…เราต่างให้อภัย…และได้รับอิสระเหมือนกัน”
ไฟหน้าห้องสมุดสลัวลง เงาของทั้งสี่ทอดยาวใต้แสงไฟเฉื่อยชา ในความเงียบงัน คืนแรกในชีวิตที่ทุกคนกล้ายื่นมือออกมาจากเงา