เกาะเหนือเงาจันทร์
เสียงเรือยนต์กระทบคลื่นดังประสานกับเสียงหัวเราะคิกคัก กลุ่มนิสิตจากคณะสังคมศาสตร์ห้าคนจับกลุ่มอยู่บนดาดฟ้าเรือ ‘วารีรัตน์’ ที่แล่นล่องสู่เกาะกลางทะเลอันโดดเดี่ยว เด็กสาวรูปร่างเล็กชื่อ อลิษา มองทะเลเบื้องหน้าอย่างหยั่งถึง ข้างตัวเธอมีชานนท์ หัวหน้ากลุ่มหน้านิ่ง พิม โหงวเฮ้งร่าเริงช่างพูด ปั้นจั่น ผู้ชายโผงผางเสียงดัง และจิน ธรรมชาติขี้อายชอบแอบหลบมุมอยู่ใกล้สมุดจด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มีใครรู้บ้างว่าบนเกาะนี่มีอะไรบ้าง?” เสียงปั้นจั่นดังขึ้น ขณะที่พิมหยิบกล้องวีดิโอมาถ่ายเก็บบรรยากาศ “เธอไม่กลัวผีจริงเหรอพิม? ตำนานมันน่ากลัว…” จินพูดเสียงเบา เหมือนหวังให้คลื่นกลบความกลัวในใจตัวเอง
ชานนท์เหลือบตาไปทางแผนที่แล้วพูดเสียงต่ำ “ขออย่างเดียว อย่าหายไปเหมือนทีมครั้งที่แล้วก็พอ” คำพูดนั้นแม้จะเหมือนล้อเล่น แต่ทำให้ทุกคนเกิดความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนพิมจะหัวเราะกลบเกลื่อนและทุกคนก็เริ่มคุยฟุ้งเฟื่องตามภาษาเด็กวัยรุ่น
เรือเทียบท่าไม้ผุ เกาะแห่งนี้มีเพียงบ้านพักร้างสองหลัง ศาลาไม้ข้างบ่อน้ำเก่า และเรือนไม้สูงมองออกไปไกล นักวิจัยที่ข้ามมาก่อนหน้าทิ้งป้ายต้อนรับสีซีด ทุกคนเริ่มขนสัมภาระเข้าบ้าน ทุกคนตื่นเต้น บางคนกังวล อลิษาเดินสำรวจรอบบ้านพบกรงนกสนิมเขรอะและเทียนไขมอดดับ เธอเหม่อมองเทียน ซ่อนแววตาหนักใจไว้
ค่ำลงอย่างรวดเร็ว พิมปรับกล้องวีดิโอถ่ายบรรยากาศ อลิษาเห็นแสงไฟสีส้มลิบ ๆ ริมชายหาดแต่ไม่ได้พูดอะไร การกินข้าวเย็นผ่านไปท่ามกลางเสียงลม ฝูงแมลงกลางคืนดังเข้ามาใกล้ ๆ ขณะที่ปั้นจั่นเล่นมุกตลกแรง ๆ จนจินหน้าเสีย
“มันเงียบแปลก ๆ เนอะ” จินพูดเหมือนคุยกับตัวเอง พิมหลบตา ตัดบทด้วยเสียงหัวเราะ “จะกลัวอะไร ก็อยู่กันตั้งห้าคน” อลิษาไม่ว่าอะไร สีหน้าเรียบเฉยจนแทบอ่านไม่ออก
กลางดึก พลันแสงจันทร์เต็มดวงร่วงจากหลังเมฆ เสียงบางอย่างดังแว่วใกล้ป่าโกงกาง อลิษานอนไม่หลับ เดินออกมานอกบ้าน เห็นเงาคนวูบไวที่ขอบตา เธอกลืนน้ำลาย สายลมเหน็บเย็นพัดวูบ
รุ่งเช้าจินหายตัวไป ปั้นจั่นเดินหาไปรอบบ้าน ศาลาไม้ แม้แต่ในบ่อน้ำ ทุกคนเริ่มตื่นตระหนกชุลมุน อลิษานิ่งงัน มือเย็นเฉียบ พิมพูดเสียงสั่น “เรา… เราจะโทรหาคนเรือ…” แต่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ
ชานนท์พยายามตั้งสติ “เราต้องตามจินให้เจอก่อนฟ้าคืนนี้” เขาล้วงสมุดจดของจินมาอ่าน เจอข้อความสั้น ๆ ‘เห็นเงาในป่าเมื่อคืน’ ทุกคนลอบมองหน้ากัน หัวใจเต้นแรง ไม่รู้ว่าเงานั้นคืออะไรหรือใคร
อลิษาเริ่มพูดบ้าง “บางทีจินอาจหลบไปในป่า…แบบเมื่อคืนที่คุยกับฉัน” ปั้นจั่นถามสวน “คุยอะไร ทำไมไม่บอกใคร?” น้ำเสียงแฝงแววตำหนิ อลิษาหลบตา ใจเต้นแรง เธอไม่กล้าบอกว่าคืนก่อนจินเคยสารภาพความกลัวกับเธอว่าเคยฝันเห็นเหตุการณ์ประหลาดและกลัวการอยู่ตามลำพัง
ทั้งสี่ต้องออกเดินป่าในตอนสาย พิมอัดวิดีโอบันทึกไว้ทุกเหตุการณ์ ต้นไม้หนาทึบและกลิ่นดินเปียกโชยเย็นผ่านผิวหนัง เงาไม้ไหวตามแรงลมจนเหมือนมีอะไรวูบไปด้านข้าง ระหว่างเดินมีเสียงขลุกขลักในพุ่มไม้ ปั้นจั่นวิ่งนำ ทั้งกลุ่มเรียกชื่อจินวนไปจนครวญ
ในพงหญ้ารกมีรอยรองเท้าเล็ก ๆ ลากเข้าไปลึก อลิษามองตากับชานนท์ ต่างคนต่างเก็บความกลัวไว้ใต้ท่าทีจริงจัง เส้นทางที่พวกเขาเดินเข้าไปยิ่งลึก เงียบผิดปกติ เสียงพิมสั่นเครือขณะเอ่ย “ฉัน…ว่าควรกลับออกไป”
แต่ทันใด เสียงกรีดร้องของจินดังขึ้นจากอีกฟาก ทุกคนวิ่งพรวดเข้าไปพบแค่รอยเท้าใหม่และกองผมดำ ๆ ติดกิ่งไม้ รอยเท้าที่ลากเข้าป่านำไปสู่บึงน้ำกร่อยที่ขุ่นมัว กลิ่นคาวโชยขึ้นจนพิมต้องอาเจียน ชานนท์ตัดสินใจลงเดินดูใกล้ ๆ เจอตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นลอยอยู่ ปั้นจั่นเห็นแววตาอลิษาที่เปลี่ยนไป “ตกลงรู้มากกว่าที่พูดใช่มั้ย?” เธอไม่ตอบ
กลางคืนคืนที่สอง ความกดดันบีบมากขึ้น อลิษานั่งขอบเตียง มือกุมพระห้อยคอแน่น พิมแอบถ่ายวิดีโอ อลิษามองกล้องนิ่งนาน “หยุดถ่ายได้มั้ย บางอย่างเก็บไว้ในกล้องแล้วเอากลับไปไม่ได้หรอก” พิมนิ่ง อาจจะเข้าใจหรืออาจจะไม่เข้าใจ
ปั้นจั่นกับชานนท์ทะเลาะกันเสียงดังในครัว เพราะปั้นจั่นอยากออกตามหาใหม่ทันทีแต่ชานนท์ต้องการวางแผน ปั้นจั่นกระแทกประตูเดินออกไปราวฟ้าผ่า พิมจ้องหน้าอลิษา “เธอกำลังโกหกอะไรบางอย่างอยู่ใช่มั้ย?” อลิษากลืนน้ำลาย ผละสายตาออก
เสียงฟ้าร้องห่าง ๆ สะท้อนเข้าสู่คืนสุดท้ายก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง อลิษาเดินออกจากบ้านมองไปยังศาลาไม้ เธอเจอภาพวาดเก่า ๆ บนผนังศาลา เป็นรูปเงาคนยืนกลางจันทร์ ภาพนั้นดูบิดเบี้ยว ราวกับรอยมือเด็กแตะสีเลือดจาง ๆ อยู่ข้างภาพด้วย อลิษาหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ทุกอณูในตัวสั่นไหว
กลางดึก ปั้นจั่นไม่กลับบ้าน พิมกับชานนท์ไปตามหา เจอรอยเลือดจาง ๆ ที่ปลายท่าเรือ ตะเกียงโคลงเคลง ท้องฟ้าเปิด ดาวชัด อลิษายืนมองจากหน้าต่าง จ้องไปที่เงาน้ำในบ่อน้ำ เห็นประกายบางอย่างวูบในเงา ทันใดเสียงกระซิบแผ่วผ่านลม “ทำไมเธอไม่บอกความจริง” เสียงนั้นคล้ายเสียงของจิน
เช้าใหม่ พิมกับชานนท์กลับมาหน้าซีด ปั้นจั่นยังหาย ปากพิมสั่น “เรา… เราเห็นเขา… เหมือนเดินลับหายไปกับเงาที่ปลายเกาะ” อลิษาหน้าซีดเผือด ชานนท์ประกาศ “เราต้องหยุดค้น ถ้าขืนเดินต่ออาจไม่มีใครรอด”
แต่อลิษาไม่ยอม เธอเปิดสมุดจดของจิน ทบทวนข้อความ “เห็นเงาในป่า” เธอตัดสินใจสารภาพ “จริงๆ แล้ว… ตอนเด็กฉันเคยมาที่นี่ ฉันเห็นผู้ชายคนนึงหายไปกับตาตัวเอง ตอนนั้นฉันไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง” เสียงในห้องเงียบงัน
ชานนท์ก้าวไปหา “แล้วเธอคิดว่ามันเหมือนกันกับตอนนี้?” อลิษาพยักหน้า “ฉันกลัว… กลัวถ้าเล่าแล้วจะเป็นแบบเดิม”
พิมบีบมืออลิษา “เราต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าเราปกปิดอะไรไว้ มันอาจเลวร้ายลง”
อลิษานั่งฟุบลงกับแขน หยาดน้ำตาซึมขอบตา เธอรวบรวมความกล้า เผยความลับที่ฝังไว้ในใจตั้งแต่วัยเด็ก “คืนที่จันทร์เต็มดวง ฉันเห็นชายแก่ถูกดึงเข้าไปกลางป่า มีแต่เสียงกรีดร้อง ไม่มีใครกลับออกมา”
เสียงเงียบครอบคลุมทุกมุมบ้าน พิมถอนหายใจลึกเหมือนแบกรับน้ำหนักบางอย่าง
ผ่านไปไม่นานจู่ ๆ เสียงกรีดร้องดังลั่น ปั้นจั่นปรากฏตัวเปื้อนโคลนร้องไห้และพูดสลับหอบว่าตามเสียงนกแล้วหลงป่า เห็นเงาดำกลืนกินจินต่อหน้า เขาคิดว่าตัวเองจะไม่รอดถ้าไม่หลบในโพรงไม้ พิมโผเข้ากอดปั้นจั่น ขณะที่อลิษานิ่งอึ้ง
ชานนท์จ้องหน้าทุกคนแล้วเอ่ย “เราต้องออกจากเกาะนี้คืนนี้” ทุกคนเห็นพ้อง แต่ทว่าเรือถูกปล่อยให้ออกไปเองตั้งแต่เมื่อคืน เหลือเพียงเรือพายลำเก่า ๆ ที่ศาลาไม้ ปั้นจั่นลังเล “ถ้าเงานั่นมาอีก…”
ทุกคนเก็บของอย่างเงียบงัน ความกดดันโถมเต็มบ้าน แต่ละคนฉายแววของความหวาดกลัวและเสียใจที่ไม่เคยพูดกันมาก่อน พิมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ขอโทษนะจิน…ถ้าเรากล้าพอ เธออาจยังอยู่”
กลางคืนมาถึง เงาจันทร์เต็มดวงกลับมาอีกครั้ง ทุกคนรวมตัวที่ศาลา พิมอัดวิดีโอขอฝากข้อความถึงครอบครัวจิน ขณะที่อลิษาปล่อยให้น้ำตาไหล ปั้นจั่นนั่งเหม่อ สองมือสั่นไม่อาจควบคุมตัวเองได้
สายลมเย็นเยียบ เสียงร้องแผ่ว ๆ ดังมาอีก ทุกคนเดินตามเสียงไปกลางป่า บรรยากาศมืดมิด ผสมแสงจันทร์ราง ๆ จู่ ๆ เงาดำรูปคนปรากฎขึ้นกลางพุ่มไม้ มันดูสูงผิดธรรมชาติ ทุกคนยืนตะลึง ชานนท์กัดฟันแน่น ก้าวออกไป “ถ้ามันคืออดีต… ฉันเป็นคนผิดเอง” เงาดำกระพริบไปมา ก่อนจะถอยลับเข้าเงามืด
อลิษาตัดสินใจเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองกลัว “ฉันจะไม่หนีอีก” เธอเดินนำไปข้างหน้าทั้งร่างสั่น ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของจินดังก้องกลางความเงียบ ทุกคนวิ่งไปเจอแสงประหลาดใต้ต้นไม้สูง แสงขาวจ้าโปรยตัวลงมา
ในที่สุด เงาประหลาดหลบหาย ทุกคนล้มลง ร่างกายอ่อนแรง พิมกำมือขาวจั๊วะ ปั้นจั่นไหล่สั่นเครือ ชานนท์ซบหน้ากับเข่า อลิษาสะอื้น พลันเสียงกระซิบสุดท้ายของจินดังผ่านลม “อย่ากลัว…ให้อภัยฉัน ให้อภัยตัวเอง”
ฟ้ารุ่งเช้า เรือประมงของชาวบ้านเข้ามาถึงเกาะ พบเด็กวัยรุ่นสี่คนซ่อนตัวที่ศาลา อลิษาไม่พูดอะไรเพียงแต่หยิบสมุดจดของจิน หมุนปากกาพร้อมเขียนหน้าใหม่ ‘เมื่อเรายอมรับอดีต เราจึงได้เริ่มต้นใหม่’
พิมถ่ายรูปหมู่กับเพื่อนที่เหลือ ปั้นจั่นมองทะเลเงียบงัน ชานนท์ถอนหายใจยาว หลังจากข้ามผ่านเงามืดของจันทร์ บาดแผลในใจแต่ละคนยังอยู่… แต่ทุกคนได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตนเอง…และการให้อภัย