เกาะจันทร์แดง
สายลมทะเลปะทะใบหน้าอย่างรุนแรง เมื่อเรือเครื่องยนต์เก่าครางคำราม เสียงฮัมของมันดังไปทั่วกลุ่มวัยรุ่นที่เบียดเสียดกันอยู่บนดาดฟ้า ใบหน้าแต่ละคนฉายหลากอารมณ์ บ้างตื่นเต้น บ้างเบื่อหน่าย บ้างนั่งนิ่งราวกับไม่อยากสบตาใคร บางคนยังถือโทรศัพท์แม้สัญญาณขาดหายไปนานแล้ว อาทิตย์คล้อยต่ำปล่อยแสงสีทองอาบผิวน้ำ เกาะจันทร์แดงตระหง่านอยู่ไกลๆ ขอบฟ้าตัดกับเงาภูเขาเล็กกลางทะเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพชร — หนุ่มร่างผอมแว่นหนา — มองเกาะด้วยแววตากังวล มือเขายังกำสมุดบันทึกสีน้ำเงินแน่น ริน เพื่อนหญิงใจเด็ดที่ดูไม่แยแสโลก เหลือบตามองเพชร เธอหยิบขนมในกระเป๋าออกมาเคี้ยว ขมวดคิ้วเหนื่อยหน่ายแล้วพูดเบา ๆ “กังวลอะไรอีก? แค่ค่ายสามวันเอง”
นิ้ม — เด็กสาวร่างอวบ จิตใจดีแต่ขี้กลัว — หันมามองพวกเขา นิ้มพูดเสียงสั่น ๆ “เราว่าต้องมีผีอะ…เกาะนี้อดีตน่ากลัวจะตาย เคยมีคนหายไปด้วย!”
ทันทีที่เรือเทียบถึงฝั่ง พี่ฝน — หัวหน้าค่ายที่ดูมีอำนาจและคุมทุกสถานการณ์ — ตะโกนเสียงดังกังวาน “ลุกขึ้น! เตรียมตัวเข้าฐาน คืนนี้พวกเราจะอยู่ด้วยกันที่กระท่อมกลางป่า ห้ามใครเดินออกไปข้างนอกเด็ดขาด!”
ทุกคนทยอยลงจากเรือ เดินตามกันข้ามหาดทรายสู่ทางเดินดินถูกรกทึบ เพชรเดินช้ากว่าคนอื่น รินเหลือบมอง สมุดในมือเขาเปียกฝนทะเลเล็กน้อย “นายนี่ยังไม่เลิกจดเลย กลัวพลาดอะไรเหรอ?”
เพชรเม้มริมฝีปาก “ก็…อยากรู้…ว่าที่นี่มีอะไรซ่อนอยู่”
เส้นทางป่าโอบล้อม ทุกก้าวบนดินเหนียวชื้นเสียงรองเท้าดังหยุบหยับ ต้นไม้นานาชนิดโยงกิ่งราวกับจะกลืนแสงสุดท้าย เด็ก ๆ บ่นอุบขณะเดิน กระท่อมไม้เก่า ๆ ปรากฎขึ้นท่ามกลางลานโล่งที่มีโอ่งน้ำตั้งอยู่อันเดียว ทุกคนมองหน้ากันนิ่ง ไม่มีใครกล้าออกเสียงมากนัก
กลางค่ำคืนแรก เสียงจิ้งหรีดร้องขับกล่อม ทุกคนนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เพลิงสีส้มส่องใบหน้าคละอารมณ์ พี่ฝนพูดจริงจัง “ภารกิจแต่ละวันมีทั้งกิจกรรมกลุ่มกับปริศนาที่ต้องไข จำไว้ ใครทำผิดกติกา มีโทษ มีบางอย่างในเกาะนี้ที่ดีและบางอย่างที่ไม่ควรแหย่”
ต่อ — เด็กหนุ่มลุคเจ้าชู้ ขี้โม้แต่ใจดีลึก ๆ — กอดอก เงยหน้าถามเชิงเยาะ “แล้วจะมีอะไร…ผีหรือสัตว์ประหลาด? หรือพี่ตั้งใจให้เรากลัวเล่น?”
พี่ฝนสบตาต่อจนเขาเงียบ เสียงไฟลั่นเปรี๊ยะ ทุกคนอมยิ้มแบบเหนื่อยใจ บรรยากาศอึดอัดจนกระทั่ง นิ้มสั่น เสียงเบามาก “เมื่อคืนฝันว่ามีคนมาเรียก…จากนอกกระท่อม”
รินจ้องเพชร “นายได้ยินเสียงอะไรไหม เมื่อคืน?”
เพชรนิ่งอยู่พัก พลันหลบตา “แค่เสียงฝน…เสียงคลื่น”
ในคืนถัดมา ฝนเทกระหน่ำอย่างไม่ลดละ กระท่อมสั่นครืน ๆ การขาดแหล่งพลังงานและสัญญาณโทรศัพท์ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด กลุ่มถูกสั่งให้กระจายไปหาฟืนในป่าแทน ไตเติ้ล — เด็กหนุ่มสายลุย — อาสาเดินนำ กลิ่นชื้นของใบไม้คลุ้งในอากาศ รินเดินตาม ตัดบทสนทนาด้วยสายตา บทรินห้วนเท่ “แปลกปะวะ เกาะแบบนี้ยังมีคนดูแล? เงียบเกินไป”
ระหว่างเก็บฟืน ไตเติ้ลเงียบชั่วครู่ก่อนพูดเป็นเชิงเตือน “ถ้าเอาตัวเองรอดกับกลุ่ม เลือกอันไหน?”
รินชะงัก กลืนน้ำลาย ไม่ตอบ
ทันใดนั้นสายลมพัดแรง กิ่งไม้ตกกระทบพื้น ทุกคนตกใจเสียงดัง สายตาแต่ละคนจับสังเกตเห็นเงาเคลื่อนไหววูบไหวแถวขอบป่า รินตบแขนเพชร “นั่นอะไร! ดูดี ๆ” ทุกสายตามองตามเงาที่หายไป
ต่อกลับมาที่กระท่อมคนแรก เล่าเสียงตื่น “เห็นเหมือนใครแอบมอง ขาสัมผัสอะไรเปียกที่พื้น เป็นรอยเท้าเล็ก ๆ โคลนเปื้อนเต็ม!”
กลุ่มเริ่มถกเถียง สงสัยในกันเองและในสิ่งที่เกิดขึ้นในป่า บรรยากาศเริ่มตึงเครียด พี่ฝนออกกฎใหม่ “คืนนี้ทุกคนสลับเวรยามเอง ใครขาดเวรต้องออกไปเดินป่าคนเดียว” ไม่มีใครค้าน รินเบือนหน้าหนี เก็บความกลัวลึก ๆ ในแววตา
คืนนั้นเสียงเคาะไม้ดังที่ผนัง ทุกคนตื่น ผวา เพชรกำสมุดแน่น ลมหายใจสะดุด หันไปสบตาริน เธอพูดเบา ๆ “เป็นได้แค่ฝนแรง…ใช่ไหม?”
แต่เพชรเงียบ ไม่ตอบ มองเงาเลือนบนผนัง เงานั้นขยับช้า ๆ ราวกับจับตามองพวกเขาอยู่จริง
รุ่งเช้า อาหารเริ่มหมด ทั้งกลุ่มตัดสินใจออกแบ่งกลุ่มไปตามหาอาหารต่อ พวกเขาเดินเข้าสู่ลึกของเกาะ รอยทางเต็มไปด้วยชื้นแฉะ พืชแปลกตามีผลสีแดงรูปจันทร์ เพชรก้มสำรวจ รินห้ามทันที “อย่าแตะ ต้องเป็นพิษ”
วินาทีที่นิ้มสะดุดล้ม มือสัมผัสดินเย็น เย็บกิ่งไม้บางอย่างโผล่ขึ้น นิ้มร้องเสียงดังทุกคนพุ่งมาดู พบซากเต็นท์เก่าสีซีดกับกองเสื้อผ้าฉีกขาด เพชรเปิดสมุดจดเจอหน้าใหม่เป็นลายมือไม่ใช่ของเขา ใจเต้นรัว เขาพึมพำเสียงแผ่ว “ไม่มีใครรอดกลับไป…”
ระหว่างทางกลับ พวกเขาเจอบ้านร้างโบราณ จนไตเติ้ลเสนอเข้าไปตรวจดู ในนั้นเต็มไปด้วยซากของใช้เก่า กระดาษบันทึก เสียงกุกกักชั้นบน ดังคล้ายมีคนอยู่
นิ้มสั่น พึมพำ “มีคนอยู่ข้างบนแน่ ๆ…” เพชรลังเลแล้วตัดใจพาทั้งหมดขึ้นไปชั้นสอง ได้แค่เงาวูบยืนตรงมุมอับตา รินเขย่าแขนเพชร กระซิบ “เห็นอะไร?” เพชรเหมือนกลืนคำพูด สุดท้ายกลับถอยฉับพลัน ตัดสินใจพากลับกระท่อม เกินกว่าอยากเสี่ยงชีวิตต่อ
คืนที่สาม ไม่มีใครหลับง่าย ๆ เงาจากนอกหน้าต่างเคลื่อนไหวไม่หยุด เสียงน้ำหยดเวลาฝนซา กลุ่มเถียงกันว่าควรหาทางออกจากเกาะก่อนครบกำหนดหรือไม่ ความกลัว กลายเป็นจุดเปราะในสัมพันธ์
ต่อฉุนขาด ชี้หน้าไตเติ้ล “นายพูดแต่เรื่องออกไปคนเดียว! แกจะหนีไปทิ้งพวกเราเหรอ?” ไตเติ้ลสบตา ไม่หลบ “จะตายใช่มะถ้าอยู่ต่อ?”
พี่ฝนตะโกนเสียงขรึม “หยุด! ไม่มีใครหนี ถ้าจะรอดต้องช่วยกัน” เธอสบตากับเพชร เหมือนจับได้ว่าเจ้าตัวซ่อนอะไรไว้ เพชรลดตาลง
นิ้มโพล่ง ละล่ำละลัก “เมื่อคืนนี้…พี่ฝนคุยกับใครนอกป่า เราเห็น!”
พี่ฝนตอบเย็นชา “คิดไปเอง ใครออกนอกกระท่อมเมื่อคืนจะถูกลงโทษ”
ความตึงเครียดยิ่งถาโถม กระทั่งเช้าต่อมา รอยเท้าเปียกดินโคลนปรากฏที่หน้ากระท่อมหลายนิ้ว ซ้อนกันยุ่งเหยิง นิ้มมือสั่น เพชรดูสมุดอีกครั้ง พบโน้ตใหม่ “คืนสุดท้าย จันทร์แดงขึ้นสูง ไม่มีใครรอดไปได้ถ้ากลัวที่จะพูดความจริง”
กลุ่มประชุมลับ รินมองหน้าเพชรนิ่ง “นายซ่อนอะไรอยู่”
เพชรอ้ำอึ้ง ตัดสินใจชูสมุดโชว์ทุกคน “เราเจอข้อความพิกลทุกคืน เหมือนมันเปลี่ยนไปเอง เราไม่ได้เขียน”
ต่อสะบัดหน้าหนี “อย่ามาเล่าเรื่องบ้า ๆ น่าแกล้งเพื่อนเหรอ?”
แต่รินกัดฟัน “เราว่ามีของบนเกาะ…ที่ติดตามเราอยู่นานแล้ว สมุดนั่นอาจเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดกับกลุ่มค่ายก่อน ๆ”
นิ้มกลั้นน้ำตาเอ่ยเบา ๆ “หรือเราทุกคน…ถูกเลือกมาแทนใครบางคนที่เคยหายไป”
ทันใดเสียงฝีเท้าดังนอกกระท่อม รินลุกพรวดคว้าไฟฉาย ทุกคนลุกตามเพชร ไตเติ้ลถือมีดไม้จ่อหน้า กลุ่มค่อย ๆ เดินออกนอกกระท่อม พบรอยเลือดจางลากยาวสู่ป่า เสียงฟ้าผ่าดังกลางความเงียบ
ไตเติ้ลใจกล้า เดินนำอย่างลังเล “ใครอยู่ตรงนั้น! ออกมานะ” เสียงสะอึกสะอื้นดังแผ่ว ทุกสายตามองเห็นร่างซีดของหญิงสาวคนหนึ่งในเงา เธอก้มหน้า น้ำตาไหลพราก “ช่วย…ด้วย…เขาไม่ให้ฉันออกไป”
กลุ่มผงะ พี่ฝนรีบลากหญิงสาวเข้ากระท่อม นิ้มซักทันที “คุณคือใคร? มาจากกลุ่มไหน?”
หญิงสาวเงยหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงฉาน “ฉัน…เคยอยู่ค่ายนี้เหมือนพวกเธอ…แต่ฉันไม่รอด พวกเขาโกหกกันหมด”
ความจริงค่อย ๆ คลี่คลาย คนในค่ายนี้ต้องเจอความกลัวลึกสุดใจ ใครซ่อนความผิดใครจะเป็นรายต่อไป เพชรเริ่มรับผิดชอบด้วยการสารภาพต่อกลุ่มว่า ตนเคยรู้เรื่องนี้มาแต่แรกจากบันทึกเก่าในอินเทอร์เน็ต แต่เลือกไม่บอก เพื่ออยากพิสูจน์ความกล้าตัวเอง — ส่งผลให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย
รินโกรธมาก “นายเห็นชีวิตคนอื่นเป็นของเล่นเหรอ!” เพชรน้ำตาคลอ ถอนหายใจเอ่ยเบา “ฉันกลัว…กลัวถูกล้อว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด…อยากมีเพื่อนจริงมั่งสักครั้ง”
กลุ่มแตกแยก พี่ฝนยืนยัน “ใครก็ตามที่ซ่อนอะไรไว้ ถึงเวลายอมรับ จะไม่รอดกันทุกคนถ้ายังคงโกหก”
รุ่งเช้า กลุ่มตื่นเฉียบพบพี่ฝนหายตัวไป นิ้มกรีดร้อง รินคว้าแขนเพชร “เราต้องหนี ต้องทำอะไรสักอย่าง”
ขณะที่ทุกคนเตรียมอุปกรณ์จะออกจากเกาะ เสียงหวีดร้องดังขึ้นจากลึกในป่า ต่อวิ่งเข้าไปก่อน ไตเติ้ลกับรินตามหลัง เพชรลังเลสุดท้ายกลับวิ่งไปช่วย
ในป่า เขาพบพี่ฝนถูกยึดแขนโดยร่างเงาดำทะมึน เพชรลังเลแต่ตะโกน “ปล่อย! เราไม่กลัวนายแล้ว ความจริงเราผิดเอง ถ้าจะเอาใครไป เอาฉันแทน!”
เงาดำนั้นนิ่งงัน ก่อนค่อย ๆ สลายหายไป พี่ฝนรอดมาได้ กลุ่มรวมตัวกันอย่างอ่อนแรง เพชรร้องไห้ เผยความกลัว ความผิดบาปออกมาในที่สุด
สุดท้ายท้องฟ้าแย้มแสงจันทร์แดงลอยสูง พวกเขาตัดสินใจร่วมกันจะออกจากเกาะไปให้ได้ด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใคร ทุกคนเปิดเผยความผิดในใจ ผลัดกันขอโทษและให้อภัย เกาะกลับมาสงบ รอยเท้าปีศาจจางหาย เหลือเพียงลมหายใจของเพื่อนที่ผ่านด่านมรสุมคนละรอยแผล
เช้าสุดท้าย เรือรับกลับมา เพชรมองเกาะแห่งนี้ด้วยสายตาใหม่ รินยิ้มบางนิ้มกุมมือเพื่อน กลุ่มเดินขึ้นเรือพร้อมกันแต่อารมณ์เปลี่ยนไป สิ่งที่เผชิญไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้เพียงร่าง แต่คือการเติบโต การให้อภัย และความกล้าที่จะเผชิญความกลัวกันอย่างแท้จริง