จิตวาดบนสันเขา
แสงสีทองบางส่วนค่อย ๆ ไหลเข้ามาตามซอกหน้าต่างไม้เก่าที่กรอบแตก คณินนั่งนิ่งอยู่ริมเตียงในห้องที่คลุ้งกลิ่นไม้สนนิ่งสงบ เขาถอนหายใจหนึ่งครั้ง ฝ่ามือจับสมุดวาดภาพที่ปลายเตียงไว้แน่น ท่ามกลางความเงียบ ในหัวคณินยังแว่วเสียงบางอย่างเตือนตัวเองว่า “อย่าทำผิดพลาดซ้ำอีก”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ความทรงจำจากเมืองกรุงยังวนเวียนอยู่ในหัว—เสียงแม่ตะโกนไล่เขาออกจากบ้านในคืนนั้น คณินหลบสายตาตัวเองในกระจก ย้ายมาเริ่มเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายที่โรงเรียนเล็ก ๆ ในหมู่บ้านบนภูเขา เงียบ เหงา และไกลจากความวุ่นวาย ทว่าเงาจางบนผนังยิ่งทำให้ความว่างเปล่าของหัวใจชัดเจน
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ทำให้คณินสะดุ้ง หญิงมีอายุเจ้าของบ้านเช่าชื่อป้าสมพรชะโงกหน้าเข้ามาด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู
“ตื่นหรือยังคะน้องคณิน? แม่ฝากข้าวต้มมาให้ กินเช้าแล้วไปโรงเรียนไหวไหมลูก?”
คณินพยักหน้า ไม่กล้าสบตา ท่าทีเงียบขรึมฝังแน่นอยู่ในรอยยิ้มจาง ๆ ของเขา “ขอบคุณครับ”
ป้าสมพรเหลือบมองสมุดวาดภาพในมือเขา “ชอบวาดรูปเหรอ?”
คณินเม้มปากแน่น “เคยชอบครับ แต่…เหมือนไม่กล้าวาดเท่าไหร่”
ป้าสมพรยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายแปลก “บนเขานี้ คนเก่งวาดรูปมักมีตาเห็นอะไรที่แปลกกว่าใครนะลูก…” เธอพูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนจะหายไปที่ครัว
เสียงนกกรีดร้องในสายลมหนาวลอยผ่านแก้วหู คณินหยิบสีดินสอและสมุดวาดภาพไว้กับตัว ก่อนลุกออกจากกระท่อมไม้ เดินฝ่าทางดินเล็ก ๆ เข้าสู่หมอกบางของเช้าตรู่ บ้านแต่ละหลังกระจายห่าง ๆ ท่ามกลางวิวภูเขาและป่าสนต้นสูงสูง บรรยากาศเงียบงันและเหมือนบรรจุความลับไว้ในม่านหมอก
ถึงโรงเรียนไม้สองชั้นเล็ก ๆ เพื่อนร่วมห้องส่วนใหญ่ทักทายด้วยแววตาแปลก ๆ คณินนั่งเงียบที่โต๊ะหลังสุด หญิงสาวผมสั้นหน้ากลมสดใสชื่ออนัญญาวิ่งเข้ามานั่งข้าง ๆ พร้อมรอยยิ้ม “ชื่อคณินใช่มั้ย? ย้ายมาจากกรุงเหรอ?”
คณินพยักหน้าหลบตา มือไล้ขอบสมุด นิ่งคิดพลางเอ่ยเบา ๆ “ใช่… เปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อย”
อนัญญาโน้มตัวกระซิบ “ที่นี่น่ะไม่เหมือนเมืองนะ มีอะไรแปลก ๆ เยอะเลย… ระวังด้วยนะ”
คณินยิ้มเก้อ “แปลกยังไงเหรอ?”
อนัญญาพูดเสียงแผ่วลง “เคยมีเพื่อนนักเรียนหายไปด้วยนะ เหมือนถูกกลืนหายไปในหมอก พวกผู้ใหญ่ไม่ให้พูดถึงหรอก” เธอมองไปรอบ ๆ แล้วยิ้มกลบเกลื่อน “แต่เธออย่าสนใจเลย เราแค่ชอบล้อเล่นกัน”
คณินเงียบ เสียงกระดิ่งเข้าแถวดังขึ้น ปล่อยให้ความคลุมเครือของคำพูดอนัญญาแทรกซึมเป็นความระแวงในใจ
หลังเลิกเรียน อนัญญาชวนไปเดินป่าสั้น ๆ รอบหมู่บ้าน เด็กหนุ่มอีกคนชื่อปุณณ์เดินมาสมทบร่างสูงใหญ่แต่พูดน้อย ท่าทางมาดนิ่งขรึม
อนัญญายิ้มกว้าง “ปุณณ์เป็นลูกผู้ใหญ่บ้านน่ะ เขารู้เรื่องแปลก ๆ เยอะกว่าใครเลย”
ปุณณ์ส่ายหัว เหลือบตาไปหาคณินเล็กน้อย “อย่าไปเชื่ออนัญญามาก คนที่นี่ชอบแต่งเรื่องลึกลับกันไปเอง”
คณินถามกลั้วหัวเราะ “จริงเหรอ? แล้วเคยเห็นอะไรแปลกหรือเปล่า?”
ปุณณ์สบนัยน์ตาเขาแบบนิ่ง ๆ “บางอย่างมันดีกว่าที่ไม่ต้องรู้”
กลุ่มทั้งสามเดินเลียบไปตามขอบป่าสน เสียงใบไม้และกลิ่นดินปะปนความเย็น เด็ก ๆ หัวเราะหยอกกัน อนัญญาชี้ไปยังศาลาทรงไทยทรุดโทรมกลางดงไม้
“นั่นศาลาพันปี คนในหมู่บ้านไม่ค่อยเข้าไปหรอก มีแต่เด็กกรุงแบบแกแหละกล้า”
คณินจ้องไป รู้สึกหัวใจวูบ พร้อมแรงดึงปริศนาในอก แวบหนึ่งเหมือนได้ยินเสียงกระซิบดังแผ่วแทรกในอากาศอันนิ่งเฉียบ “เขียนมัน วาดมันออกมา…”
กลางคืนแรกในหอพัก คณินนั่งอยู่กับไฟฉายอ่อน ๆ จ้องสมุดวาดภาพนิ่ง เขาจับดินสอไว้แน่น ลังเล ก่อนวาดเงาทะมึนคลุมยาวของศาลาพันปีลงไปตรงมุมหนึ่ง ทันใดนั้นเส้นสายที่เขาวาดสั่นไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เงาในภาพขยับคล้ายจะหลุดออกมา
คณินสะดุ้ง เหงื่อซึมหัวใจเต้นแรง แต่ภาพนั้นกลับนิ่งเหมือนเดิมเมื่อเขาขยี้ตาดูใหม่
เสียงประตูห้องไม้เปิดพรวด ปุณณ์แหวกเข้ามา เขาคล้ายสังเกตอาการตื่นตกใจ “เห็นอะไรหรือเปล่า? คืนนี้หมอกหนากว่าทุกคืน ระวัง…อย่าออกไปนอกห้องนะ ถ้าได้ยินเสียงแปลก ๆ ก็อย่าเพิ่งเปิดประตู”
คณินพยักหน้า ฝืนยิ้มกลบความกังวลใจ
ไฟในห้องสลัวลง ทุกอย่างนิ่งงันนอกจากเสียงลมหายใจของตนเองคืนแรกในหมู่บ้านบนเขาผ่านไปด้วยความระแวง
วันต่อมาคาบศิลปะในโรงเรียน สิบแปดคนจับกลุ่มวาดภาพกลางลานไม้ คณินนั่งเงียบ สีหน้าตึงเครียด อนัญญาเดินเข้าใกล้กระซิบ “เธอวาดเก่งนี่ ช่วยวาดภาพแข่งขันหมู่บ้านปีนี้ได้ไหม? ผู้ใหญ่บ้านเขาชอบเอางานศิลปะเด็กใหม่มาอวด”
คณินส่ายหัวดื้อ ๆ “ขอโทษ ฉันไม่…”
อนัญญาทำเสียงงอน ๆ “ก็แค่รูป รับรองไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกน่า”
เสียงครูศิลป์ชายวัยกลางคนเดินมาหยุดข้างหลัง เปิดปากชมผลงานในสมุดของคณิน “มีพรสวรรค์ จริง ๆ นะ เธอน่าจะลองสู้ดู ปีนี้แข่งกันวาดภาพหมู่บ้าน จะออกผลงานไปแสดงในพิพิธภัณฑ์จังหวัดด้วย”
คณินนิ่งคิด มองไปที่สมุดและปลายดินสอ ความลังเลในใจเริ่มผสมปนเปกับความกลัวลึก ๆ ที่เขาไม่อาจบอกใคร
แววบอกปัดผ่านแววตา ถึงครูศิลป์และอนัญญาจะรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ
ตกดึก คณินเดินออกไปริมระเบียง หอบลมหายใจเงียบ ๆ มือยังถือสมุดวาดไว้แน่น เงาของหมอกไหลผ่านช้า ๆ รูปศาลาพันปีในหน้ากระดาษค่อย ๆ กะพริบแสงจาง ๆ เหมือนจะเคลื่อนไหวได้เอง
เสียงกรีดร้องแว่วมาในหมอก คณินขยับเข้าไปในห้อง หัวใจเต้นระรัว เช้านั้น เด็กนักเรียนชายชื่ออมรในห้องเรียนไม่มาโรงเรียน อนัญญาทำหน้าเครียด ปุณณ์นิ่งขรึมกว่าเดิม
ข่าวลือกระจายว่าอมรถูกหมอกกลืนหายไปตอนกลางคืน ท่ามกลางความตื่นตระหนก คณินตั้งคำถามในใจ รูปวาดของเขาหรือเปล่าที่ก่อให้เกิดบางอย่างในหมู่บ้าน
คืนต่อมาคณินฝันเห็นรอยเท้าเปื้อนเลือดทอดยาวถึงหน้าศาลาพันปี เมื่อสะดุ้งตื่น เขาพบว่าปลายเท้าของตัวเองเปื้อนดินชื้นและมีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่
ตอนกลางวัน ในห้องเรียน ทุกสายตาสบคณินอย่างเงียบงัน อนัญญาขยับเข้ามา “เมื่อคืนนี้…เธอเห็นอะไรมั้ย? ทำไมดูอาการไม่ดีเลย”
คณินหลบตา กล้ำกลืนความกลัว “ฉัน… ฉันแค่รู้สึกแปลก ๆ ตอนกลางคืน เหมือนมีอะไรบางอย่างเดินวนอยู่รอบห้องฉัน”
ปุณณ์ปิดหนังสือดัง “คนหายอีกแล้ว! เมื่อไหร่ผู้ใหญ่จะฟังเราบ้าง?” เสียงเขาเข้ม “หมอกพวกนี้มันไม่เคยหนาเท่านี้มาก่อน”
บรรยากาศกดดัน หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นเริ่มกล่าวโทษคณินว่าอาจนำสิ่งชั่วร้ายมาจากเมือง คณินก้มหน้านิ่ง รับน้ำหนักของคำใส่ร้ายด้วยความเงียบ
อนัญญาพยายามปลอบใจ แต่สายตาของเธอเริ่มมีความระแวงแฝงอยู่ “เธอ…อย่าลองวาดภาพอะไรประหลาด ๆ อีกเลยนะ คนนี่เชื่อเรื่องนี้กันมาก อย่าไปทำให้เขากลัว”
คณินกำมือแน่น ภายในใจขัดแย้งอย่างหนัก ระหว่างอยากพิสูจน์ความจริงกับกลัวจะทำให้ใครต้องหายไปอีก
คืนนั้นหมอกหนาแน่นจนมองไม่เห็นถนนหน้าเรือน คณินหอบสมุดวาดออกมายืนกลางระเบียง เงาในศาลาพันปีขยับตัวในเงาสลัว ๆ เสียงกระซิบแผ่วแทรกซ้อน “ปลดปล่อยเรา…ปลดปล่อยเรา…”
เสียงเท้าปุณณ์วิ่งเข้ามากระทันหัน “อย่าเข้าไปศาลาเด็ดขาด! รู้ใช่ไหมว่าทุกคนที่หายไปครั้งสุดท้ายถูกพบใกล้ศาลานั่น”
คณินพูดเสียงสะท้อนใจ “แต่…ฉันฝันวาดรูปศาลานั่นในวันก่อน แล้วเมื่อคืนมีคนหายจริง ๆ”
ปุณณ์ชะงัก นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นตื่นกลัว “หมายความว่าไง—วาดภาพอะไรออกมาแล้วเกิดเรื่องอย่างนั้นเหรอ?”
คณินเงียบสักพัก ก่อนเงยหน้ามองกลับไปในความมืด “ฉันต้องพิสูจน์ว่ามันใช่หรือเปล่า”
ปุณณ์ดึงแขนเขาแน่น “ไม่, คณิน อย่าทำแบบนั้น!”
เสียงในหมอกเงียบลง ปล่อยให้ความลังเลกับความผิดในอดีตของคณินถาโถมขึ้นในใจอีกระลอก
บ่ายวันถัดมา อนัญญาหายตัวไปหลังเลิกเรียน หมู่บ้านวุ่นวาย ผู้ใหญ่ระดมตามหา เสียงแม่อนัญญาร้องไห้ลั่นป่า
คณินกัดฟันแน่น น้ำตาซึม เพราะเขาเพิ่งพลิกสมุดวาดดู—หน้าสุดท้ายเป็นภาพโรงเรียนปกคลุมด้วยเงาหมอก และเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ในเงานั้น
ดึกคืนนั้น คณินเดินฝ่าหมอกไปยังศาลาพันปี เขาหอบสมุดและดินสอ หัวใจเต้นแรง เงารอบข้างเหมือนจะขยับตามทุกฝีก้าว
ในศาลา เขานั่งลงต่อหน้ากองอัฐิและตะเกียงน้ำมัน หมอกขาววนหมุนรุนแรงขึ้น เสียงกระซิบแทรกซึมอยู่ทุกซอกมุม “เขียนมัน…ปล่อยพวกเรา”
คณินเปิดสมุดวาดใหม่ เขาวาดภาพอนัญญาอย่างตั้งใจ พร้อมภาพศาลาและรอยเลือดบนพื้น เมื่อเส้นสุดท้ายจบลง หมอกในศาลาส่งเสียงคำราม รูปในสมุดพร่าไหวก่อนจะนิ่งงัน
เงาร่างเด็กหญิงผมสั้นโผล่มาตรงศาลา อนัญญาที่หายไปปรากฏต่อหน้าเขาน้ำตาคลอเบ้า “เธอ…วาดฉันออกมาจากความมืด?”
คณินปล่อยมือจากดินสอ เสียงกระซิบหยุดลงทันควัน อนัญญาซบอกเขาร้องไห้อย่างท่วมท้นด้วยความกลัวและโล่งใจ
ทันใดนั้น เงาใหญ่ในหมอกย่างกรายเข้ามาใกล้ สิ่งมีชีวิตร่างสูงขาวโพลนแต่ไร้ใบหน้า มันเอื้อมมือออกมาหาคณิน กระแสความหนาวเย็นแทรกซึมแรงขึ้น
ปุณณ์โผล่เข้ามาดึงคณินและอนัญญาออกไป “รีบหนี!”
เด็กหนุ่มทั้งสามวิ่งฝ่าหมอกตะโกนเรียกชื่อกัน เสียงหมอกคำรามตามหลัง ใกล้ศาลา หมอกกลับยิ่งแน่นขึ้น ทุกฝีเท้ามีแรงโน้มถ่วงประหลาดถ่วงไว้
คณินหยุด พลันนึกถึงความผิดในอดีต—วันที่เขาทอดทิ้งเพื่อนสนิทในขณะเกิดอุบัติเหตุในกรุงเทพ เสียงในใจเขากระซิบ “กลัวจะทำผิดพลาดซ้ำอีก”
เขาก้าวกลับไปยืนต่อหน้าเงาขาว หน้าสั่นเครือแต่ไม่ถอย กำสมุดวาดแน่น ร่างสั่นเทา “ถ้าบาปผิดอยู่กับฉัน ฉันขอรับมันเอง อย่าพาเพื่อนไปไหนอีก!”
เงากระซิบถาม “เลือกจะอยู่กับความผิด หรือต้องสูญเสียต่อไป?”
คณินน้ำตาร่วง พยักหน้า “ฉันผิดเอง ฉันขอโทษ ขอให้ปล่อยทุกคน”
หมอกค่อย ๆ สลาย เงากลับแปรเปลี่ยนเป็นร่างเด็กชายในอดีต คณินสบตาตัวเองในวัยเด็กที่ร้องไห้ปริ่มจมน้ำตา เด็กชายคนนั้นยื่นสมุดวาดมือเปื้อนเลือดส่งมาให้อีกครั้ง
คณินยื่นมือไปรับ กล้าพบตนเองในอดีต เขาร้องไห้โฮ ๆ ท่ามกลางหมอกที่จางหายสิ้น ร่างของปุณณ์กับอนัญญาโอบกอดและกอดไว้แน่น
เช้าวันใหม่ หมู่บ้านเงียบสงบ ฟ้าสดใส คณินยืนอยู่ลานหน้าโรงเรียนพร้อมสมุดวาดรูปเล่มเดิมในมือ เขาแตะสีดินสอไปบนกระดาษอย่างมั่นใจวาดภาพอนัญญาและปุณณ์ยืนยิ้มข้างหลัง ไม่มีเงาหมอกอีกต่อไป
แสงอาทิตย์สาดข้ามขอบเขา รูปล่าสุดในสมุดคณินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาหายใจเข้าอย่างกล้าหาญเป็นครั้งแรก—พร้อมเริ่มต้นใหม่ในหมู่บ้านที่กลายเป็น “บ้าน” ของเขาจริง ๆ