บทเพลงแห่งเกาะรกร้าง
เรือหางยาวเก่า ๆ สั่นไหวไปตามคลื่น ขณะที่ภูผาเขยิบแว่นสายตาขึ้นดั้งจมูก เงามืดของเกาะดินลับโผล่ขึ้นกลางทะเลสีเทา ๆ ก่อนใครในกลุ่มจะพูดอะไรจะแจ้ง สุรเสียงของเรือยนต์ก็ตัดการสนทนาไปเสียก่อน ศรณ์ เด็กหนุ่มร่างเล็กผู้ดูมั่นใจผิดเวลา กะพริบตาข้างเดียวให้ทะเล ก่อนหันไปวางมือลูบไหล่มิน หญิงสาวสวมต่างหูไม้ เพื่อนสาวผู้ดูเงียบขรึมซึ่งเหนื่อยล้ามาตลอดทาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อีกนานไหมวะ ผมเริ่มคิดถึงข้าวกระเพราไข่ดาวที่บ้านแล้ว” เสียงเสียดสีของวริศาดังแว่ว เธอขมวดคิ้ว ตั้งท่าเหมือนอยากกลับฝั่งทันทีแต่ติดเกรงใจ จริงๆ เธอเป็นคนใจแข็งปากตรง แต่ถ้าไม่มีใครรู้ก็ชอบร้องไห้แบบเงียบๆ
“ให้ตาย ตรงนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จริงๆ รึ?” เป้ เด็กหนุ่มผิวคล้ำท่าทีหงุดหงิด ถอนหายใจเสียงดัง พยายามเปิดโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เดี๋ยวได้ขยับแข้งขยับขาแล้ว ก็แค่ทนอีกแป๊บ” มินพูดเสียงแผ่ว ยิ้มอ่อนโยนออกมา ทั้งที่ในใจอึดอัดกับการอยู่กับคนหมู่มากจนเงียบเดินตลอดการเดินทาง
เรือเทียบหาดทราย เกาะดินลับปรากฏต่อหน้าทุกคนเป็นครั้งแรก ช่างเหมือนสถานที่ที่เวลาเลือกหยุดเดิน ไกลจากเมือง ไร้เงาชาวบ้านบนหาด มีเพียงเสียงคลื่นกับฝูงนกทะเล เหนือเนินทราย โรงหนังไม้เก่าป้ายสีซีด ๆ โบกมือเชื้อเชิญอย่างลึกลับ มีหญิงชรายืนเฝ้า ดูเสริมความวังเวงขึ้นอีกเท่าตัว
“ยินดีต้อนรับ เด็ก ๆ” เสียงแหบแผ่วจากป้าภา ผู้ดูแลโรงหนัง เด็ก ๆ ยืนนิ่ง สายตาประสานกันแบบไม่แน่ใจว่าควรยิ้ม หรือระวังตัว
ทุกคนลากกระเป๋าขึ้นฝั่ง ภาพยนตร์เรื่องชีวิตของพวกเขากำลังเริ่มฉายโดยไม่มีใครรู้ตัว
ขวัญใจ หญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมงยีผมหยิกของเธอ แหย่ศรณ์ขณะเดินขึ้นไปยังโรงหนัง
“ศรณ์ นายเคยเห็นโรงหนังแบบนี้ที่ไหนรึเปล่า ดูเหมือนในนิทานหรืออะไรสักอย่างเลย”
“อ้าว นี่ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่รู้สึกเหมือนโดนดูอยู่ใช่ไหม?” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนกระซิบเบา ๆ “ป้าภาแกจ้องซะขนาดนั้น”
บรรยากาศที่โรงหนังเก่าชวนให้รู้สึกย้อนยุค ทั้งกลิ่นฝุ่นกับโปสเตอร์หนังเก่าที่หลุดลุ่ย เด็ก ๆ เก็บของกันเงียบ ๆ โต๊ะไม้ยาวใต้แสงแดดเช้ากลายเป็นที่ประชุมชั่วคราว ปิ่นโตกับข้าวกล่องเปิดค้าง ทุกคำพูดของป้าภาตัดบรรยากาศเหมือนคมมีด
“อย่าเข้าไปในห้องฉายคืนนะลูก ป้าให้กุญแจเก็บไว้เอง ทุกอย่างต้องมีกฎนะ” ไม่มีใครกล้าถามว่าเพราะอะไร ศรณ์หันมาทำหน้าตกใจใส่กล้องมือถือที่เป้ยื่นมาถ่ายติดตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งใจ
ช่วงบ่าย เด็ก ๆ กระจายกำลังกันสำรวจรอบโรงหนัง ขวัญใจพบห้องเก็บฟิล์มเก่าที่ไม่ได้ล็อกเสียสนิท เธอชวนมินเข้าไปขุดค้นทั้งที่ไม่ชอบฝุ่น แต่พลันก็สะดุดกล่องเหล็กขึ้นสนิมสองใบในมุมมืด
“อย่าเพิ่งเปิดนะ เดี๋ยวป้าภาเห็น” มินบีบแขนเพื่อนแน่น
ขวัญใจดึงมือกลับ ชะงัก ริมฝีปากสั่น “แต่… ถ้าในนี้มีของสำคัญล่ะ?”
พวกเขาเดินกลับมาด้วยแววตากระสับกระส่าย ภูผาตามมาแบบซุ่มเงียบ ประสานสายตากับศรณ์ อย่างรู้ทันบางอย่าง
ค่ำวันเดียวกัน กลุ่มนั่งล้อมวงในโถงโรงหนัง ไฟหลอดเดียวส่องเงาโต๊ะอย่างเยือกเย็น ทุกบทสนทนาเต็มไปด้วยความอึดอัดแฝง “ตอนเย็นนี้ ป้าภาแจกชิ้นส่วนกุญแจให้แต่ละคน อ้างว่าไว้ทำกิจกรรมพรุ่งนี้” วริศาเบะปาก แต่ไม่มีใครกล้าทักท้วง
“แล้วพรุ่งนี้ต้องแบ่งกันล้างฉายหนังใช่ไหม?” เป้ชะโงกหน้ามาอย่างไม่แน่ใจ ศรณ์สังเกตเพื่อนทุกคนดูฝืนยิ้ม ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง
ขวัญใจบิดนิ้วมือไปมา ก่อนถามป้าภา “ขอโทษค่ะ ป้าคิดว่าคุณลุงเจ้าของโรงหนังกลับมาไหม วันไหน?”
ป้าภาชะงักสายตาพร่า “ไปไหนคือไปเลย ไม่มีใครรู้ เขาทิ้งทุกอย่างไว้หลังโรงหนังเงียบไปเมื่อคืนวันหนึ่ง… อยากรู้ทำไม?”
“อยากรู้เท่านั้นเองค่ะ… ไม่เป็นไร” ขวัญใจฝืนยิ้ม มินเหลือบมองทั้งสองแบบสงสัย สายตาวูบกริบของป้าภาทำเอาเป้ใจเต้นแรง
คืนนั้นเอง ศรณ์นอนไขว้ขาอยู่บนเสื่อข้างมิน มองเพดานไม้ มินพลิกตัวมาเบา ๆ กระซิบ “นายกลัวไหม”
“ที่นี่ไม่มีอะไรให้น่ากลัวนอกจากความเงียบ… ผมนอนไม่หลับเวลาอยู่รวมคนเยอะ ต่างหาก”
มินยิ้มบาง รู้ดีว่าเขาโกหก ส่วนตัวเองแสร้งหลับ พยายามห้ามตัวเองคิดฟุ้งซ่าน แม้จะกลัวแต่ก็ดื้อไม่ถาม
รุ่งเช้า กลุ่มแบ่งหน้าที่จัดระเบียบห้องฉาย ศรณ์เปรยเสียงเบาว่า “เห็นกล่องเหล็กกันรึยัง” ก็มีแต่วริศาคิ้วขมวดตอบกลับทันควัน
“ยุ่งกับของในอดีตก็เท่านั้น ไม่มีอะไรดีหรอก” เธอบีบแขนตัวเองแน่น
ขวัญใจตามมินไปที่ห้องเก็บฟิล์ม ตัดสินใจเปิดกล่องเหล็ก ตอนฝาเปิดออก กลิ่นเกลือทะเลปะปนกับกลิ่นสนิมฟุ้งขึ้นทันที ข้างในมีเพียงเศษฟิล์มสีไหม้กับจดหมายที่ถูกฉีกครึ่ง เธอตกใจ หยิบจดหมายนั้นออกมา พลันศรณ์ก็เดินเข้ามาพอดี
“หยิบอะไรน่ะ?”
“จดหมาย… เขียนถึง ‘ขวัญ’” ขวัญใจสะดุด ลมหายใจขาดเป็นวูบ
“ใครชื่อเหมือนเธอ…หรือมันคือบังเอิญ” ศรณ์เงียบลงทันที มินมองหน้าสองคน สายตาไม่ได้เชื่อว่าทุกอย่างคือบังเอิญ
เสียงฝนไกลๆ กับคลื่นกระแทกโขดหินระคนกับความเงียบ
บ่ายวันนั้น ทุกคนร่วมทาสีและเคลียร์เก้าอี้ในโรงหนัง หัวข้อสนทนาเรื่องจดหมายถูกติดเป็นปริศนา สลับไปกับเสียงหัวเราะแห้งๆ ของเป้ ศรณ์แสร้งคุยเรื่องหนังสยองขวัญที่ไม่มีใครอยากฟังจริงๆ
คืนนั้นเกิดไฟดับกลางงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในห้องโถง ขวัญใจหายตัวไปชั่วขณะ คนในกลุ่มพากันค้นหาวุ่นวาย เมื่อเจอ เธอกลับนั่งกอดเข่าอยู่ตรงริมหาดใต้ต้นสน ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา
“ถ้าฉันกลายเป็นใครอีกคนที่พวกนายรับไม่ได้ล่ะ?” เธอถามเสียงแผ่ว ศรณ์นั่งลงข้าง ๆ กอดเข่าสองข้าง รอจังหวะก่อนจะพูด “ฉันก็ยังเลือกจะนั่งอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม”
เขาหันไปสบตามินที่ตามมานั่งข้าง ๆ อีกคน เป้กับวริศายืนเว้นระยะเงียบงันไม่มีใครถามซ้ำ ทุกคนเข้าใจว่าขวัญใจต้องมีความลับแต่เลือกจะอดทนรอฟังเอง
วันต่อมา ข้าวของบางอย่างในโรงหนังหายไป ป้าภาปิดหน้าต่างเสียงดัง กล่าวหาสมาชิกในกลุ่มว่ามีคนแอบเข้า ‘ห้องฉาย’ ตอนกลางคืน ทุกคนปฏิเสธ แต่สายตาประสานกันอย่างระแวง เป้เงียบผิดปกติ ก่อนในที่สุดจะสารภาพว่าเพราะกลัวเสียงแปลก ๆ เลยหาทางเข้าไปดู แต่กลับเห็นเงาคล้ายคนผ่านกระจกในห้องว่างเท่านั้น
แต่เมื่อกลับออกมา เขาบอกว่า “เหมือนมีใครเสียใจ… หรือถูกขังไว้ ที่นี่” เป้เบือนหน้า วริศาตวาดใส่ว่าอย่าพูดเพ้อเจ้อ ขวัญใจซุกตัวอยู่หลังมินพลางน้ำตาคลอ
ภาษากายของทุกคนเปลี่ยนไป ภูผาผู้ดูเหมือนเฉยแต่ลึก ๆ กลัวโดนกล่าวหา เริ่มเดินห่างจากกลุ่ม ส่วนวริศาแสดงความไม่พอใจมากขึ้น เหตุการณ์ตึงเครียดในโรงหนังเริ่มสั่นคลอนความไว้ใจ
ค่ำวันต่อมา ศรณ์ลุกไปนั่งคนเดียวริมหาด มินเดินมานั่งด้วย เขาสารภาพความรู้สึกผิดที่เคยหลอกแม่ขอมาเข้าค่ายนี้เพราะอยากหนีปัญหาครอบครัว ไม่ได้หวังจะเจอ ‘อะไรพิเศษ’ ในชีวิตจริง
“นายไม่กลัวเหรอว่าความลับเราจะทำให้คนอื่นเกลียดเรา”
“กลัว ขนาดที่ไม่อยากเป็นตัวเองเลย” ศรณ์ตอบด้วยเสียงสั่น
ขวัญใจตีพุงน้ำตาออกมา “ฉันก็เหมือนกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลอดไฟหลายดวงในโรงหนังระเบิดเอง ไม่มีใครออกจากที่นอน บรรยากาศเหมือนรอคอยบางอย่าง ทุกคนต่างอ่อนเพลีย วริศาตัดสินใจพูดขึ้น “เราต้องหลุดจากวงเวียนความกลัวได้แล้วฉันเบื่อจะระแวงกันเอง!”
คืนนั้น มินพูดกับขวัญใจ “ถ้าไม่บอกตอนนี้ นายจะแบกมันไปอีกกี่ปี” สายตาเพื่อนไม่ตัดสิน เพียงขอให้กล้าสู้กับเงาภายใน ขวัญใจนิ่งไปนาน ก่อนร้องไห้พร่ำว่า เธอเป็นหลานของเจ้าของโรงหนังเก่า แม่เธอหนีออกไปจากเกาะนี้เมื่อยี่สิบปีก่อนเพราะเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เจตนาที่เธอมาค่ายนี้จริง ๆ คืออยากรู้ว่าพ่อ หรือชีวิตแม่ตอนจากไป…เป็นอย่างไร และเธอก็กลัวว่าความลับนี้จะทำให้ไม่มีใครไว้วางใจ
ศรณ์กอดขวัญใจ “พวกเราทุกคนต่างมีอดีตทั้งนั้น ไม่ใช่แค่เธอ” เป้เสริม “ฉันก็หลบหนีจากบ้านเหมือนกัน” ส่วนวริศา เมินหน้าหันไป พึมพำว่า “ฉันก็ไม่ได้เกลียดเธอสักหน่อย…แค่หงุดหงิดที่ปิดบัง”
ภูผากลั้นลมหายใจ ก่อนตะโกน “แล้วถ้ามีคนอยู่ที่นี่จริงๆ ล่ะ” ทุกสายตาแทบมืดตามที่เขายืน “เมื่อคืน ฉันเห็นเงาคนเดินผ่านฉากหนังในห้องฉาย ฉันไม่ได้ฝัน!”
ป้าภามาร่วมวงสนทนา เธอสารภาพว่าช่วยซ่อนขวัญใจไว้ตั้งแต่วันที่แม่ของขวัญใจหนีหาย แต่เจ้าของโรงหนังตัวจริงยังคงสาปแช่งเกาะนี้ไม่ให้ใครอยู่เป็นสุข ความเงียบจมดิ่ง ทุกคนรับความจริงด้วยอารมณ์ปะปน
ในคืนสุดท้าย ฝนโปรยเม็ดใหญ่ กลุ่มวัยรุ่นถกเถียงว่าจะค้นหาความจริงใน ‘ห้องฉาย’ ที่ป้าภาห้ามเด็ดขาด เสียงปริแตกแห่งความไว้ใจ เสียงโต้เถียง เงียบลงเมื่อขวัญใจลุกขึ้น “ถ้าฉันเป็นหลานเขา ฉันควรทำให้จบ”
พวกเขาฝ่าเข้าไปในห้องฉาย เผชิญกับภาพเงาของชายสูงวัยบนม่าน พร้อมเศษฟิล์มและจดหมายแผ่นสุดท้ายที่ขวัญใจกลั้นใจอ่าน ทุกคำในจดหมายบอกเล่าความรักที่ลึกซึ้งของเจ้าของโรงหนังต่อแม่เธอ กับความผิดหวังที่เกาะแห่งนี้เปลี่ยนคนดีให้เสียศูนย์ ทุกคนร่ำไห้ น้ำตาซึมเมื่อเงานั้นจางหายพร้อมไฟในโรงหนังกลับสว่างอีกครั้ง
รุ่งเช้า ทะเลสงบ กลุ่มวัยรุ่นนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นบนหาด ขวัญใจตัดสินใจเผาจดหมายฉบับสุดท้าย หันไปมองเพื่อน น้ำตาซึม มินจับมือเธอไว้ วริศาค่อย ๆ เอนศีรษะซบ ขณะที่เป้กับภูผานั่งเงียบในความอบอุ่นที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ
ภาพสุดท้าย โรงหนังเก่าใจกลางเกาะถูกแสงแดดอาบไล้เหมือนเพิ่งฟื้นขึ้นใหม่ เด็กทั้งกลุ่มโบกมือลา ป้าภามองตามพวกเขาไปด้วยรอยยิ้มเศร้า น้ำตาหยดสุดท้ายจากสายตาที่เคยเฝ้าดูอดีต พลันกลายเป็นรอยยิ้มแผ่ว เมื่อเรื่องราวทั้งหมดของเกาะดินลับจบลงเพียงเพื่อให้ใครสักคน กลับกล้าเผชิญหน้ากับอดีตและเติบโตอย่างกล้าหาญ