คำสาบกลางเกาะกระจก
เสียงเครื่องยนต์เรือแล่นตัดผ่านท้องทะเลสีเทาอมฟ้า ท่ามกลางฟองคลื่นที่กระเซ็นสว่างไสว ปรากฏเงาเรือพานักศึกษา 7 คนของชมรมนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ “เกาะกระจก” เกาะรกร้างกลางทะเลที่ตั้งตรงข้ามกับแผ่นดินใหญ่อย่างท้าทาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แก้ว อย่าเล่นกับน้ำมากนัก เดี๋ยวตกไปจะหาว่าไม่เตือน” อินทรี หนุ่มร่างสูงเจ้าของรอยแผลเป็นตรงคิ้วกล่าวพลางจ้องไปทางหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม แก้วหัวเราะรับ เธอแหย่ปลายนิ้ววาดน้ำข้างเรือ ดวงตาเปล่งประกายอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ก็แค่อยากสัมผัสทะเลให้เต็มที่ นี่ไม่ใช่ทริปเที่ยวธรรมดานะ จะได้อะไรใหม่ ๆ กลับไปแน่” แก้วพูดอย่างร่าเริง แต่แววตากลับอดกังวลไม่ได้ ยิ่งใกล้ถึงเกาะ เสียงหัวใจเธอยิ่งดัง
เรือเทียบฝั่งบนพื้นทรายชายหาดขาวสะอาด ทุกคนช่วยกันขนสัมภาระ อินทรีเดินนำ พร้อมท่าทีขรึม เคน หนุ่มรูปร่างผอม ผมหยิกใส่แว่น คอยจดบันทึกข้อมูล แก้วกระชับเป้สะพายหลัง ฝืนยิ้มให้อากาศร้อน กลิ่นทะเลจาง ๆ ผสมเสียงจั๊กจั่นในพุ่มไม้
“ถ่ายรูปหมู่ตรงนี้ดีไหม ก่อนเข้าไปสำรวจ?” มิกซ์เอ่ย เขาเป็นคนอารมณ์ดี แต่มักเก็บความเหงาไว้ลึก ๆ หลังแว่นกันแดด เขาชูโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพ หน้าทุกคนยิ้มแข็ง ๆ มีเพียงเมย์ ที่ยืนห่าง ๆ ปากเงียบ ตาไม่มองกล้อง
“ถ้าหลงป่าอย่าหาเรา เราแบกกล้องไปอย่างเดียว” เมย์พูดติดตลก น้ำเสียงเหมือนจะเบื่อ แต่รอยยิ้มบิดเบี้ยวซ่อนอารมณ์ไว้ ขณะเดินลึกเข้าไปในป่า เงาแดดลอดต้นไม้สูง ใบไม้กรอบแกรบใต้เท้า กระเป๋าเป้แต่ละใบหนักอึ้งทุกความลับที่แบกมา
ระหว่างเดินเส้นทางลาดเอียง สายลมเอื่อยกระทบหน้า ทุกคนแยกกันเก็บตัวอย่างดิน พืช และแมลง เคนขอให้เมย์ช่วยจับตั๊กแตนเฉพาะตัวอย่าง อินทรีใช้มีดเปิดกอไผ่หาเห็ดป่า มิกซ์เดินถ่ายรูปเงียบ ๆ เมื่อมาถึงกลางป่าใน หินก้อนหนึ่งแตกคล้ายกระจกหัก ใคร ๆ มองแล้วเฉย มีแต่แก้วที่หยุดเดิน รู้สึกบางอย่างเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
คืนแรกบนเกาะ แสงไฟจากกองไฟเต้นและสะท้อนในตาแต่ละคน รอบตัวมีแต่เสียงคลื่นกระทบโขดหินเคล้าเสียงต้นไม้ เสียงสนทนาไม่ดังนัก แต่ความอึดอัดค่อย ๆ ทวีขึ้นแบบไม่มีใครเอ่ย
“คืนนี้เรานอนที่นี่กันก่อน ไหน ๆ ก็มาไกลแล้ว…มีใครอยากเล่าเรื่องผีกันมั้ย” ปาล์ม หนุ่มเจ้าอารมณ์กลบเกลื่อนความกลัวด้วยเสียงตลกห้าว มองหาเหยื่อไปทั่ว แก้วแกล้งหัวเราะ สายตาลอบชำเลืองอินทรี
“หยุดเลย ไม่เอาเรื่องผีกลางป่า” เคนขัดขึ้น เสียงสั่น ๆ ไม่เหมือนพูดเล่น ทุกคนหัวเราะแต่เมย์หลบตา จิบกาแฟเย็นจากกระป๋อง ผิวปากเบา ๆ มิกซ์นั่งกอดเข่า ตาจ้องประกายไฟเหมือนเห็นอะไรบางอย่างสะท้อนแวบในแสง
เมื่อคืนนั้น เงาตัวเองสะท้อนบนกระจกหน้ากว้างที่ตั้งอยู่กลางป่า ไม่มีใครรู้มันวางอยู่นานแค่ไหน ฟ้าที่มืดครึ้มดูเหมือนหมอกขาวค่อย ๆ ปกคลุม ไอน้ำเย็นผสมแสงจันทร์ ทำให้กระจกดูเหมือนมีเงาราง ๆ ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เงาของพวกเขา เงาใครอีกคนที่ไม่มีในกลุ่ม ปรากฏเคียงข้าง
เช้าวันต่อมา หาคนไม่เจอหนึ่งคน “เฮ้ย…ใครเห็นมิกซ์บ้าง” ปาล์มเดินวนรอบแคมป์ อินทรีขมวดคิ้วหนักใจ “เมื่อคืนเขากลับมาก่อนใคร ไม่ใช่เหรอ?” เมย์ขยับขา แต่ไม่พูด ทุกคนแตกตื่นเริ่มค้นหา
“ดูนี่สิ!” เคนร้อง มือสั่น ถือรูปถ่ายจากมือถือ ภาพในโทรศัพท์ไม่มีมิกซ์อยู่ เหลือเพียงแสงสะท้อนเงาใครบางคนกลางกระจกในภาพ เสียงใจแก้วเต้นแรงขึ้น เธอสูดลมหายใจก่อนวิ่งตามเสียงคนเรียกไปในป่า
อินทรีควบคุมสถานการณ์ พาทุกคนเดินย้อนรอยรอบเกาะ เจอเศษกระจกแตก เมย์วางมือบนฝุ่นมองรอยเท้าแปลกตา “มัน…ไม่ใช่รอยใครในกลุ่ม” เธอกระซิบเสียงเบา นัยน์ตาหวาดระแวง “เราควรกลับไปก่อนจะมีใครหายอีกนะ” เคนพูดกระท่อนกระแท่น แต่ไม่มีใครอยากแล่นเรือกลับ ข้างนอกคลื่นแรง จังหวะนี้เริ่มมีบางอย่างผิดปกติ
ตกบ่าย อากาศอบอ้าว ทุกคนทะเลาะเรื่องแผนหาเพื่อน ปาล์มกับอินทรีมีปากเสียง ปาล์มโทษอินทรีที่ไม่ช่วยมิกซ์ อินทรีโกรธเก็บอารมณ์จนต้องเดินหนีออกมาเอง แก้วตามไป พยายามพูดให้ใจเย็น อินทรีสะบัดแขนหลบ “ฉันไม่รู้จะรับผิดชอบยังไง ทุกอย่างมันผิดตั้งแต่มาแล้ว”
“อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว อิน มันไม่ใช่ความผิดนายหรอก” แก้วเสียงสั่น เธอกลั้นน้ำตา อินทรีนิ่งไปนาน เพลิงแดดตกกระทบเสี้ยวหน้านั้น กลางเสียงคลื่นที่เหมือนจะโต้แย้งบางอย่างกับทุกคน
รุ่งเช้า เคนพบสมุดโน้ตฉบับหนึ่งวางอยู่ข้างกระจกในป่า เนื้อหาในนั้นพูดถึง “ความจริงอันตราย” ที่ไม่ควรพูดถึง ทุกคนแยกอ่านแล้วสงสัยว่ามีใครในกลุ่มเคยมาที่นี่ก่อน อินทรีเริ่มปะติดปะต่อ “นาย…ใช่มั้ย?”
เคนหลบสายตา “ฉัน… ฉันเคยมา…กับพี่ชาย แต่เขาหายไป…ฉันไม่กล้าพูด กลัวว่าจะพาทุกคนเสี่ยง” เสียงเขาแผ่ว พยายามห้ามน้ำตา อินทรีกัดฟัน สีหน้าจับจ้องมองเคนอย่างรับไม่ได้
แก้วกระพริบตาถี่ ๆ เอื้อมมือวางบนไหล่เคน “นายไม่ผิด เราก็ต่างมีอดีตที่อยากลืม…” แต่ก่อนจะพูดจบ พื้นดินบริเวณนั้นเหมือนสั่นสะเทือน ฝุ่นฟุ้ง ผนังกระจกเงาอยู่ตรงหน้าพวกเขาอีกครั้ง ภาพที่สะท้อนในนั้นไม่ใช่เงาตัวเอง แต่เป็นความลับและข้อผิดพลาดในอดีต
ปาล์มเห็นเงาพ่อที่ตีเขาตอนเด็ก ๆ เมย์เห็นตนเองหันหลังให้เพื่อนสนิทที่ฆ่าตัวตาย อินทรีเห็นรอยแผลจากอุบัติเหตุที่เขาเชื่อว่าตนเองเป็นต้นเหตุ กระจกแสดงความกลัวของแต่ละคนออกมาตรง ๆ ทุกคนคุกเข่าร้องไห้ เงียบนาน เคนลุกขึ้นก่อน ยืนเผชิญหน้ากระจก
“ถ้าอยากให้ใครสักคนอยู่ต่อ… ฉันต้องให้อภัยตัวเอง ใคร ๆ ก็ผิดทั้งนั้น…” เสียงเขาแตกพร่า สั่นเครือ อินทรีจ้องกระจก ท่าทีอ่อนแอต่างจากวันแรก เขายื่นมือออกไปสัมผัสกระจก กระแสพลังบางอย่างไหลย้อนทำให้กระจกร้าวและแตกกระจาย เงาทุกอย่างในอดีตเหมือนถูกปลดเปลื้อง
ทันใดนั้น มิกซ์กลับมาปรากฏในกลุ่มอีกครั้ง สีหน้าตกใจ จำอะไรไม่ได้ อินทรีพุ่งเข้าไปกอด มิกซ์พูดเสียงเบา “ผม…เห็นตัวเองอีกคนในกระจก…” ทุกคนต่างร้องไห้ เศร้าสลด หวาดกลัวและโล่งใจในคราวเดียวกัน
ค่ำวันสุดท้าย แก้วนั่งเงียบข้างชาดหาด อินทรีเดินมานั่งข้าง ๆ ฝุ่นทรายติดแข้งพวกเขา “เราคงไม่มีใครเหมือนเดิมแล้วเนอะ” แก้วพูด น้ำเสียงปนเศร้าแต่มั่นคง อินทรีผ่อนลมหายใจ รับรู้ถึงทุกข์และความเปลี่ยนแปลง “จริง ตอนนี้แค่…ไม่กลัวสิ่งที่เจอในตัวเองแล้ว”
ทั้งกลุ่มนั่งมองฟ้า ทะเลคลื่นสงบ กระจกแตกวางทิ้งไว้ริมป่า ภาพสุดท้ายคือแสงจันทร์สะท้อนเป็นเส้นบางจากเศษกระจกบนทราย ท่ามกลางสายตานิ่งงันของทุกคน เสียงหัวใจที่เตรียมจะกลับไปสู้โลกจริง ๆ ด้วยตนเอง